3
“พี่ใหญ่คะ…เรื่องห้องนอน ศิขออนุญาตแยกห้องนะคะ คือศิไม่ค่อยคุ้นกับการนอนร่วมห้องกับใครน่ะค่ะ”
ประกาศิตเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาฉงน แต่ก็ยังยิ้ม
“อ้าว…พี่ทำให้น้องศิอึดอัดเหรอครับ”
ศิรินทิพย์ก้มหน้าลง
“ศิไม่คุ้นชินมากกว่าค่ะ อยากมีพื้นที่ส่วนตัวเท่านั้นเอง พี่ใหญ่คงไม่ว่าใช่ไหมคะ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้า
“อ๋อ…ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ พี่เข้าใจ คนเราต้องมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองบ้าง” เขาไม่ชอบบังคับใครอยู่แล้ว
เขาพูดอย่างอารมณ์ดี ไม่แสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย ทว่าในใจกลับเริ่มมีเงาของความสงสัยเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้น
แปลกจริง…ถ้าเมื่อคืนเราอยู่ด้วยกัน ทำไมวันนี้ถึงขอแยกห้องทันที จะบอกว่าอีกฝ่ายรังเกียจก็ไม่น่าใช่
ประกาศิตไม่ถามต่อ เขายังคงยิ้มให้ภรรยาอย่างอ่อนโยน ศิรินทิพย์ยิ้มแกน ๆ ส่งไปให้ ดวงตาแอบวูบไหวไปด้วยความลับที่ไม่มีใครรู้
โรงพยาบาลเอกชนกลางเมือง เงียบสงบในยามบ่าย ห้องพิเศษชั้นบนสุดเปิดหน้าต่างรับลมบางเบา ยายสายบัว นอนหลับพักอยู่บนเตียงขาวสะอาด ข้างกายมีพยาบาลพิเศษที่ศิรินทิพย์เป็นคนจ้างมาดูแลโดยเฉพาะ อาการท่านยังอ่อนแรง แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลทุกฝีก้าว
พราวรุ้งเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าซีดเซียวแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย เธอกุมมือเหี่ยวย่นของยายเบา ๆ
“ยายจ๋า…พราวมาแล้วนะคะ” เสียงสั่นเครือแต่พยายามยิ้มเพื่อไม่ให้ยายกังวล
ยายสายบัวลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
“พราวรุ้ง…หลานยาย ทำไมดูซูบไปนักล่ะลูก ช่วงนี้ไม่สบายหรือเปล่า”
“พราวสบายดีจ้ะยาย ยายไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ ตอนนี้ยายได้พยาบาลพิเศษดูแลแล้ว คุณศิเป็นคนช่วยจ่ายค่ารักษาให้ทั้งหมด อีกไม่นานยายจะต้องได้ออกจากโรงพยาบาลแน่นอนค่ะ”
น้ำตารื้นในดวงตาผู้เฒ่า
“บุญของยายจริง ๆ ที่คุณศิเมตตา ฝากขอบคุณคุณศิด้วยนะลูก ถ้ามีอะไรที่จะช่วยคุณศิได้ ไม่ว่างานเล็กน้อยหรือใหญ่แค่ไหน หนูต้องตอบแทนบุญคุณนะลูกนะ”
“จ้ะยาย หนูจะทำตามที่ยายสอนจ้ะ” เธอยิ้มให้ผู้เป็นยาย
ศิรินทิพย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยมองสองยายหลานอย่างเวทนา ทั้งสองเป็นคนดี เธอจะต้องตอบแทนความดีของทั้งสองแน่นอน
“ไปกันเถอะจ้ะพี่พิมพ์ลดา” เธอหันไปคุยกับพี่เลี้ยงสาว พิมพ์ลดาก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย ได้ยินสองยายหลานคุยกันทุกคำ ยายสอนให้หลานกตัญญู และพราวรุ้งเองก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ศิรินทิพย์คิดว่คนดีๆ ก็ควรได้รับในสิ่งที่ดี
หลายวันถัดมา บรรยากาศในบ้านหลังใหญ่ของประกาศิตอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและขนมไทยยามเช้า พราวรุ้งยังคงอยู่ที่นี่ ในฐานะคนคอยตามรับใช้คุณหนูศิรินทิพย์ เธอตื่นแต่ฟ้ามืด ลงครัวจัดเตรียมกับข้าว ขนม และยังไม่ลืมร้อยพวงมาลัยหอมกรุ่นบูชาพระด้วย
เช้าวันนั้นประกาศิตเดินเข้ามาที่ห้องครัวพอดี เขาสวมเสื้อโปโลสีขาวกับกางเกงเนื้อดี รอยยิ้มสดใสตามเคย แต่สายตากลับสะดุดกับภาพตรงหน้า
พราวรุ้งกำลังก้มหน้าทำขนมอยู่ เส้นผมรวบหลวม ๆ มีปอยเล็ก ๆ หล่นลงมาข้างแก้ม เธอเช็ดเหงื่อเบา ๆ กลิ่นหอมสะอาดประจำตัวผสมกับกลิ่นมะลิจากมาลัยที่เพิ่งร้อยเสร็จใหม่ ๆ ลอยฟุ้งในอากาศ
กลิ่นนี้… หัวใจของประกาศิตเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
กลิ่นเดียวกันกับเมื่อคืนวันเข้าหอ…กลิ่นที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำเขาจนถึงตอนนี้
“อรุณสวัสดิ์จ้ะ” เสียงทุ้มสดใสทำให้พราวรุ้งสะดุ้ง หั่นกล้วยผิดจนเกือบหล่นจากเขียง
“คะ…คุณใหญ่” เธอลุกขึ้นรีบทำความเคารพอย่างเก้อเขิน
“โธ่…ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก ฉันไม่ใช่เสือนะที่จะกัดเธอ ทำไมถึงได้ทำท่าทีตกอกตกใจขนาดนั้นด้วย” เขาหัวเราะเบา ๆ เดินมานั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ ๆ
พราวรุ้งใจเต้นระรัว รีบหันไปจัดการทำขนมต่อ แต่อดไม่ได้ที่จะรับรู้ถึงสายตาที่มองตามทุกอิริยาบถ
“ขนมกล้วยหอมจัง”
“ค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ ไม่กล้าสบตา
ประกาศิตเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วของเธอ รู้สึกเหมือนได้เห็นภาพนี้มานับครั้งไม่ถ้วน หญิงสาวที่ขยันขันแข็ง อดทนและอ่อนโยน จนเขาเคยเผลอมองบ่อย ๆ เวลาแวะไปที่บ้านของศิรินทิพย์ในฐานะคู่หมั้น
“พราวยังร้อยมาลัยเองทุกเช้าเหมือนเดิมสินะ” เขาเอ่ยถาม พลางเหลือบมองพวงมาลัยดอกมะลิที่วางอยู่บนถาด
พราวรุ้งชะงัก หันมามองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย
“คุณใหญ่จำได้ด้วยหรือคะ” เธอรู้สึกประหม่าเพราะไม่คิดว่าเขาจะจดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเด็กในบ้านอย่างเธอได้ ซึ่งเธอไม่ได้มีความสำคัญอันใดเลย
“จำได้สิ” เขายิ้มอ่อนโยน
“เมื่อก่อนฉันไปที่บ้านของศิทีไร ก็เห็นเธอนั่งร้อยมาลัยอยู่ตลอด จนตัวเธอมีกลิ่นดอกมะลิติดตัวเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้” เขาแกล้งว่า เหมือนจะตอกย้ำค่ำคืนเสน่หาในเรือนหอให้เธอได้รับรู้ ศิรินทิพย์ไม่มีกลิ่นนี้ แต่ทำไมเจ้าสาวที่เข้าหอกับเขาในคืนนั้นถึงมีแต่กลิ่นดอกมะลิหอมกรุ่นเหมือนคนตรงหน้านะ ประกาศิตคิดแล้วก็ต้องขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความฉงน
พราวรุ้งหน้าแดงวูบ รีบก้มหน้าจัดเรียงขนมกล้วยใส่จาน
“พราวร้อยมาลัยถวายพระตามที่ยายสอนน่ะค่ะ”
“ขนมน่ากิน ขอชิมสักนิดได้ไหม” เขาเอ่ยถาม
“ค่ะ” เธอรับคำพลางก้มงุด
ประกาศิตหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอื้อมไปตักเข้าปาก
“อืม…อร่อยมากเลย ไปที่บ้านของศิทีไร จะได้กินขนมและอาหารฝีมือเธอทุกที ศิชมไม่ขาดปากว่าเธอทำอาหารอร่อย จนอยากเปิดร้านให้” เขายกนิ้วโป้งให้ราวกับเด็ก ๆ
“คุณใหญ่ชมกันเกินไปแล้วค่ะ”
“ไม่นะ เธอทำอะไรก็อร่อยไปหมด ฉันเคยกินฝีมือเธอหลายครั้งแล้ว”
หัวใจของพราวรุ้งเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอรีบหันหลังไปล้างมือในอ่างน้ำ แต่เสียงหัวเราะสดใสของเขายังคงดังวนอยู่ในโสตประสาท
ระหว่างนั้นศิรินทิพย์ยืนอยู่ตรงกรอบประตู เธอเงียบมองภาพทั้งสองด้วยสายตาอ่อนโยนไม่มีความริษยา มีเพียงความเข้าใจ เพราะตั้งแต่เด็กเธอก็เคยเห็นประกาศิตแอบมองพราวรุ้งอยู่เสมอ เพียงแต่เขาไม่เคยพูดอะไรออกมาเท่านั้น
ถ้าเธอจะทำตัวเป็นกามเทพอุ้มสมให้ทั้งคู่สมหวังกันก็คงดี การทำให้คู่รักได้ครองคู่กัน ถือเป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง เผื่อผลบุญนี้จะทำให้เธอกับพิมพ์ลดาได้ครองคู่กันและสมหวังในชาตินี้กับเขาบ้าง
พิมพ์ลดาเดินเข้ามาข้าง ๆ
“คุณใหญ่ดูสนใจพราวรุ้งอย่างที่คุณหนูบอกพี่จริง ๆ”
ศิรินทิพย์ยิ้มออกมา
“ศิตาแหลมใช่ไหมคะ”
“พี่ก็เคยสังเกตค่ะ”
“พี่ใหญ่เป็นเหมือนพี่ชายของศิ มากกว่าจะเป็นสามี แต่ครอบครัวเรากดดันเลยต้องเป็นแบบนี้ ศิอยากให้เขามีความสุขจริง ๆ แล้วถ้าเป็นพราวรุ้ง…ศิก็เชื่อว่าเหมาะสมที่สุด พราวรุ้งเป็นคนดี การที่ศิทำให้พี่ชายที่เคารพรักและนับถือได้สมหวัง ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนพี่ใหญ่เหมือนกันค่ะ เพราะพี่ใหญ่มีน้ำใจกับศิมาโดยตลอด”
