1
ลมอุ่นพัดกลีบกุหลาบปลิวผ่านลานสวนของคฤหาสน์ตระกูลศิริวัฒน์ แสงเช้าละมุนสะท้อนผืนผ้าแพรบนซุ้มดอกไม้ สีขาวและทองตัดไปกับสีเขียวของสนามจนเหมือนภาพในโปสการ์ด ผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว
ประกาศิต... ชายหนุ่มที่มักยิ้มอยู่เสมอ และเจ้าสาวศิรินทิพย์ คุณหนูผู้สงบเสงี่ยมของบ้านตระกูลใหญ่ไม่แพ้กัน
“เจ้าบ่าวยิ้มเก่งจังเลยนะจ๊ะ” แขกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเอ่ยแซว
“คุณลุงชมแบบนี้ ผมต้องยิ้มเพิ่มอีกสองเท่าเลยครับ” เขาตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตามีประกายขี้เล่นตามแบบฉบับของเขา
พิธีการดำเนินไปอย่างเรียบร้อย เสียงดนตรีคลอเบา ๆ ใต้ร่มเงาต้นจามจุรี ศิรินทิพย์แตะชายกระโปรงอย่างเรียบร้อย ยิ้มละมุนด้วยมารยาท เธอหันไปสบตาพิมพ์ลดา พี่เลี้ยงสาวคนสวยที่คอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง สายตาที่ทั้งสองมองสบกันนั้น ทั้งอ่อนโยนและมั่นคง
หลังซุ้มด้านข้าง มีหญิงสาวรูปร่างบอบบางกำลังจัดวางจานรองเค้กอย่างตั้งใจ เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีอ่อน ผมถูกรวบเรียบง่าย ใบหน้าสะอาดสะอ้าน
พราวรุ้งช้อนสายตามองเวทีพิธีเพียงแวบเดียว ก่อนกลับไปจดจ่ออยู่กับงานในมือ กลิ่นดอกมะลิที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่วัยเด็กลอยเบา ๆ ผสมกับกลิ่นชาอุ่น
“พราวจ๊ะ เดี๋ยวช่วยพี่จัดแก้วตรงโต๊ะผู้ใหญ่เพิ่มหน่อยนะ” แก้วใจซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ในบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
“ได้จ้ะพี่แก้ว” พราวรุ้งยิ้มบาง ๆ แล้วหยิบถาดแก้วอย่างคล่องแคล่ว
ประกาศิตเหลือบเห็นมุมที่พราวรุ้งกำลังจัดแก้ว เขาชะงักเสี้ยววินาที ราวกับความทรงจำเก่า ๆ เฉียดผ่านภาพหญิงสาวตัวเล็กที่วิ่งวุ่นช่วยงานบ้านเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เขามาเยี่ยมบ้านของศิรินทิพย์ครั้งในฐานะคู่หมั้น เขาเคยเห็นพราวรุ้งคอยยกน้ำให้คนงาน ช่วยป้าแม่บ้านเช็ดกระจก และกลับไปอ่านหนังสืออย่างไม่ย่อท้อ ความทรงจำนั้นทิ้งรอยยิ้มจาง ๆ บนริมฝีปากของเขาโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าบ่าวคะ ได้เวลาตัดเค้กแล้วค่ะ” เสียงพิธีกรเรียก
“ครับผม” เขาตอบอย่างร่าเริง หันกลับไปประคองศิรินทิพย์ขึ้นเวที แม้ไม่ได้รักใคร่ประดุจดั่งคนรัก ก็เอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง ตลอดหลายปีมานี้เธอไม่เคยทำให้เขาต้องลำบากใจเลย ไม่เคยงี่เง่า ตามหึงหวง หรือพูดจาชวนทะเลาะ มีแต่เคารพเขาเสมอมา ดังนั้นการตัดสินใจแต่งงานเพื่อครอบครัวและธุรกิจ จึงทำให้เขาไม่ได้ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย
เค้กสามชั้นประดับดอกไม้สีครีมยืนโดดเด่นกลางสายตาทุกคน มีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตว่า พิมพ์ลดายืนห่างออกมาเล็กน้อย ทว่าแววตาที่มองศิรินทิพย์นั้นเต็มไปด้วยความรักความห่วงใย ศิรินทิพย์ละสายตามองครู่หนึ่ง แล้วจึงหันกลับมาทำตามพิธีด้วยท่วงท่าสงบ
“ขอบคุณทุกคนมากนะครับ ที่มาเป็นสักขีพยานให้พวกเรา” ประกาศิตกล่าวหลังตัดเค้ก น้ำเสียงของเขานุ่มและจริงใจ
“ผมหวังว่าสองครอบครัวเราจะร่วมมือกันอย่างดีทั้งทางธุรกิจและในฐานะคู่ค้าของกันและกัน” เขาพูดหยอกปิดท้าย
“ถ้าอาหารอร่อย ชมเจ้าของบ้านนะครับ แต่ถ้าชาเขียวหวานไปหน่อย ชมผมครับ เพราะผมเป็นคนแอบขอเพิ่มน้ำเชื่อมเอง” ผู้คนหัวเราะเบา ๆ กับอารมณ์ขันของเขา บรรยากาศในงานผ่อนคลายลง
ขณะที่แขกทยอยรับประทานของหวาน พราวรุ้งกำลังเก็บแก้วบนโต๊ะผู้ใหญ่ด้วยมือที่สั่นเพียงน้อยไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เพราะความหนักอึ้งในหัวใจ เธอแอบเงยหน้ามองเวทีอีกครั้ง ศิรินทิพย์ยิ้มจาง ๆ ทว่าในตาเต็มไปด้วยความเศร้า
“น้องพราวพักหน่อยไหม” แก้วใจยื่นขวดน้ำให้
“พราวไหวค่ะพี่ เดี๋ยวเสร็จโต๊ะนี้แล้วค่อยพัก” พราวรุ้งเอ่ยตอบ
สายลมเย็นยามบ่ายกระทบระฆังลม ก้องแผ่วเหมือนเตือนว่าค่ำคืนนี้กำลังใกล้เข้ามา ทุกอย่างดูสวยงามและปกติถ้ามองจากภายนอกงานแต่งของสองตระกูลใหญ่ที่เหมาะสมกันที่สุด แต่ในความเงียบ มีข้อตกลงบางอย่างที่ซุกซ่อนเอาไว้ และใครบางคนกำลังยอมแลกบางสิ่งที่สำคัญเพื่อคนที่รัก
เมื่อพิธีจบลง ดวงไฟระยิบระยับถูกจุดขึ้นทั่วสวน แขกเริ่มทยอยกลับ ประกาศิตยืนส่งอย่างสุภาพ เขายังยิ้ม แต่แววตาแอบมองตามร่างเล็กที่กำลังยกถาดจานเข้าครัว ราวกับมองผ่านม่านหมอกของกาลเวลา
“ขอบคุณที่มานะครับคุณอา”
“ยินดีมาก ๆ หลานชาย ดูแลหนูศิให้ดี ๆ”
“ครับผม” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเงียบสงบลง ศิรินทิพย์เดินมาหาเขา
“วันนี้เหนื่อยไหมคะ”
“นิดหน่อยครับ น้องศิเหนื่อยไหม ถ้าเหนื่อยพี่จะนวดให้คลายเมื่อย” เขาตอบติดตลก
ศิรินทิพย์ยิ้มบาง ๆ
“พี่ใหญ่ใจดีเสมอเลยนะคะ”
“เราโตมาด้วยกัน เราก็เหมือนน้องสาวของพี่ มีอะไรก็บอกพี่ได้” คำพูดนั้นเหมือนม้วนผ้าไหมที่คลุมความจริงเอาไว้อย่างนุ่มนวล เขาจะบอกเธอกลายๆ ว่าเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว ไม่ต้องกังวลอะไรไป เหมือนจะรู้ด้วยว่าเธอเองก็ไม่ได้มีใจให้เขาเช่นกัน
ศิรินทิพย์ก้มหน้ารับคำอย่างสุภาพ พิมพ์ลดาที่คอยอยู่ไม่ไกลเงยขึ้นสบตาเจ้าสาว และขยับยิ้มให้กำลังใจ เธอเอ่ยเบา ๆ
“คุณหนูแวะทานซุปอุ่น ๆ ก่อนไหมคะ”
“ขอบคุณค่ะพี่พิมพ์ลดา” ศิรินทิพย์เอ่ยตอบ ก่อนหันไปบอกประกาศิต
“งั้นเจอกันตอนค่ำนะคะพี่ใหญ่”
“ครับ ตามสบาย”
ค่ำคืนคืบคลานอย่างช้า ๆ ไฟระย้าตามทางเดินสว่างขึ้นทีละดวง ห้องหอถูกตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้สีครีม กลิ่นดอกไม้สดลอยอ่อน ๆ
ประกาศิตยืนอยู่หน้ากระจก จัดเน็กไทง่าย ๆ แล้วยิ้มกับเงาตัวเอง
เขาไม่ได้คิดจะล่วงเกินใครมาตั้งแต่แรก แผนในหัวของเขาคือคุยให้ชัดเจนว่าหลังพิธีเสร็จสิ้น ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี จะหาทางแยกย้ายไปอย่างผาสุก
ในอีกฟากหนึ่งของบ้าน ห้องเล็กชั้นล่างที่พราวรุ้งพักชั่วคราวมีเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะส่องแสงอบอุ่น พราวรุ้งกุมมือแน่นจนเย็นเฉียบ เธอคิดถึงคุณยาย ยายสายบัวที่กำลังป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ความทรมานจากโรคและค่ารักษาที่พอกพูนคือเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจ
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น
“พราวรุ้ง” ศิรินทิพย์ยืนอยู่พร้อมกับพิมพ์ลดา ทั้งสองมองเจ้าของห้องอย่างเอ็นดูระคนเห็นใจไม่น้อย
