พวกข้าสองพี่น้องจะออกไปสู้ชีวิตเอง
ถงเหมามิได้เชื่อนางถงซื่อทั้งหมด เขาหรี่ตามองจับผิดนางถงซื่อ เมื่อเห็นนางหลบสายตาก็หันมามองที่เด็กทั้งสองแทน “ที่ย่าเจ้าพูดจริงหรือไม่”
“เจ้าค่ะ ข้ากับน้องชายจะกลับไปอยู่ที่เรือนท้ายหมู่บ้านตามเดิมเจ้าค่ะ”
“เจ้าถูกไล่หรือ?”
หนิงอันรีบโบกมือปฏิเสธทันที “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ท่านปู่ท่านย่าเสียเงินเลี้ยงดูพวกข้ามานานหลายปี ยามนี้ข้าเติบโตจนรู้ความแล้ว ว่าคงมิอาจอยู่เอาเปรียบแย่งอาหารของพี่น้องคนอื่นได้ อีกอย่างท่านพ่อข้าแยกบ้านไปแล้ว ช้าเร็วข้าสองพี่น้องก็ต้องย้ายออกเจ้าค่ะ”
ประโยคของหนิงอันช่างขัดหูคนตระกูลฝูยิ่งนัก ชาวบ้านที่มามุ่งดูเรื่องสนุกได้แต่มองอย่างแคลงใจ ว่าสองพี่น้องไปแย่งอาหารผู้ใดกัน ในเมื่อเด็กทั้งสองเนื้อตัวผอมแห้งราวกับไม่เคยกินอิ่มท้อง แต่ฝูจินเม่ยและฝูจ้านกลับเนื้อตัวอวบอิ่มด้วยถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี
“เจ้าเต็มใจ? หากไม่ได้รับความเป็นธรรมสิ่งใด เจ้าบอกข้าได้”
หนิงอันยิ้มให้ถงเหมาอย่างซึ้งใจ “ข้าเต็มใจเจ้าค่ะ”
ถงเหมาพยักหน้าอย่างเข้าใจ “อาอ้าย อาหยวนส่งเงินมาให้ไม่น้อย ก่อนจะไปยังทิ้งเอาไว้นับร้อยตำลึงเงิน หลานเจ้าจะย้ายกลับไปอยู่เรือนเดิม เจ้าก็แบ่งเงิน ข้าวสารไปให้สักหน่อยเถิด” เพราะไม่รู้ว่าเด็กทั้งสองจะใช้ชีวิตกันเช่นใด แม้หนิงอันจะอายุสิบห้าหนาวแล้ว แต่ตัวของนางก็แทบไม่ต่างจากเด็กวัยสิบสามหนาวเลย ไม่รู้จะไปใช้แรงงานได้หรือไม่
“ไม่มี หมดแล้ว เลี้ยงดูเจ้าตัวตะกละทั้งสองตัว ข้าจะไปเหลือสิ่งใด”
“โอวโยว...นางอ้าย ข้าเองก็เพิ่งจะเคยเห็นคนใจดำเช่นเจ้า ต่อให้เจ้ารังเกียจอาหยวนเขาก็เป็นบุตรเจ้า ทั้งยังมอบเงินให้เจ้าไม่น้อย อันเออร์และหยางเออร์ก็เป็นหลานของเจ้า จะไม่ไยดีเลยหรือ” ป้าหงอยู่ติดกับเรือนตระกูลฝู อดที่จะเอ่ยตำหนิออกมาไม่ได้
“เหอะ หากเจ้ารู้ดีนักก็พาพวกมันไปเลี้ยงดูเลยดีหรือไม่” นางถงซื่อเหมือนอยากจะเข้าไปฉีกปากป้าหงที่พูดเรื่องในเรือนของนาง
หนิงอันเห็นท่าไม่ดี กลัวว่าจะได้ออกไปจากที่นี่ช้า นางจึงรีบเข้าไปขวางเอาไว้ “ท่านปู่ผู้นำ ข้าไม่ต้องการเงินหรืออาหารจากท่านปู่ท่านย่าเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจดีว่าเงินที่ท่านพ่อข้าส่งมา ท่านย่าต้องเก็บไว้ส่งให้ท่านอาของข้าที่อยู่ในเมืองร่ำเรียน ไหนจะจ้านเออร์เองก็กำลังจะเข้าสำนักศึกษา พี่สาวก็ใกล้จะออกเรือน มีแต่เรื่องเสียเงินทั้งนั้น พวกข้าสองพี่น้องจะออกไปสู้ชีวิตกันเองเจ้าค่ะ”
แต่ละประโยคของนางเหมือนราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟ ฝูจ้านกับฝูจินเม่ยหน้าแดงไปด้วยความอับอาย คนไม่โง่ย่อมจะฟังออก ว่าต่อไปเงินที่สองพี่น้องใช้เรียนจะใช้ออกเรือน ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนบ้านรอง ผิดกับนางถงซื่อที่ได้ยินเพียงคำปฏิเสธว่าไม่เอาเงินทองและข้าวของจากตระกูลฝูของหนิงอัน เลยได้แต่ยกยิ้มอย่างพอใจ
“ไม่ต้องการก็ดี ข้าเรียกให้พวกท่านมารับรู้ว่าข้าไม่ได้ไล่พวกนาง ต่อไปเด็กทั้งสองจะเป็นเช่นใดล้วนไม่เกี่ยวกับข้า เหมือนที่นางได้บอกเอาไว้ ว่าได้แยกบ้านไปแล้ว”
ถงเหมาได้ยินก็ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “ต้องการให้ข้าทำหนังสือสัญญาด้วยหรือไม่” เป็นเช่นนี้ก็ดี เด็กทั้งสองจะได้ไม่ถูกนางถงซื่อควบคุมอีก
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ หากไม่รบกวนเกินไป ข้าอยากให้ท่านปู่ผู้นำ เขียนไว้ด้วย...ว่าเรื่องแต่งงานของข้า ไม่มีผู้ใดเข้ามายุ่งเกี่ยวได้เจ้าค่ะ”
“จะ เจ้า...” นางถงเจิน คิดอยากจะให้หลานชายไม่เอาไหนของนางแต่งกับหนิงอัน เพื่อที่จะได้มีแรงงานในบ้านเพิ่ม ถึงอย่างไรหนิงอันก็ทำงานเรือนและงานในไร่ได้ดี หน้าตาของนางก็นับว่าพอดูได้ (เป็นเพราะหนิงอันนางผอมแห้ง มิได้กินดีอยู่ดี รอให้นางกินอิ่มท้อง ดูแลตนเองก่อนเถิด)
“ท่านป้าสะใภ้อยากจัดการเรื่องงานแต่งของข้าหรือเจ้าคะ” หนิงอันเอ่ยถามอย่างใสซื่อ
“ปะ เปล่า” นางถงเจินหรือจะกล้าพูดออกมา เมื่อหลานชายของนางขึ้นชื่อในหมู่บ้านเสียอย่างนั้น ชาวบ้านที่อยู่คงได้ประณามนางเป็นแน่
“ได้ ข้าจะจัดการให้” ผู้นำหมูบ้านถง สั่งให้คนกลับไปนำกระดาษพู่กันมาให้เขา
