บทที่ 14.
นายหัวเถื่อน
บทที่ 14.
"หมายความว่าตรงนี้เป็นท่าเรือของเกาะหรือพี่หิน? แล้วชายป่าทางด้านโน้นล่ะคืออะไร!?"
หทัยชนกเอ่ยถามศิลาเสียงสูง ภาพวันแรกที่เธอก้าวเท้าลงเหยียบเกาะบนมืดค่อยๆถูกเรียงร้อยออกมาจากความทรงจำ
"ท่าทางคุณหนูจะถูกนายหัวรับน้องซะแล้วล่ะครับ ท่าเรือของเกาะอยู่ตรงนี้ ส่วนชายป่าด้านนู้นน่ะมันก็เป็นแค่ป่าที่ทะลุมาถึงหมู่บ้านได้ก็เท่านั้นเอง"
คำตอบของศิลาทำให้ใบหน้าหวานแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธนายหัวรามคนเถื่อน วันนั้นเธอขาเจ็บแท้ๆแต่คนใจร้ายก็ยังกลั่นแกล้งให้เธอเดินป่าอีก คดีเก่ายังไม่ทันได้สะสางเอาคืนเลย นี่มีคดีใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก แล้วยังจะเรื่องเสื้อผ้าพวกนี้อีกล่ะเลือกให้เธอแต่ละชุด แบบนี้มันตั้งใจแกล้งกันชัดๆ คิดแล้วหทัยชนกอยากจะกรีดร้องให้ลั่นเกาะ มีทางไหนที่เธอจะเอาคืนนายหัวรามคนเถื่อนได้บ้างไหมเนี่ย?
"นายหัวรามไม่ได้ตั้งจะแกล้งหรอกครับคุณหนู ทุกอย่างที่นายหัวทำมีเหตุผลเสมอ"
ศิลาพูดเพราะรู้นิสัยของเพื่อนดี ที่ราเมศน์ทำแบบนั้นส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาอยากจะทดสอบความอดทนของร่างยางตรงหน้านี้ก็เป็นได้
"พี่หินยังจะพูดเข้าข้างเขาอีกอย่างนั้นเหรอคะ!?"
หทัยชนกถามเสียงขุ่น นาทีนี้เธอขอเถียงขาดใจเลย ตั้งแต่วันที่เธอหนีงานแต่งงานมา ศิลาพูดชมนายคนเถื่อนนั่นตลอดว่าเขาแสนดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วดูแต่ละอย่างที่เขาทำกับเธอสิ มีตรงไหนที่เรียกว่าดีได้บ้าง ทั้งชอบแกล้ง ข่มขู่ บังคับขู่เข็ญสาระพัด แถมยังชอบลวนลามเธออีก นี่น่ะเหรอที่ศิลาบอกว่าดี
"ให้หทัยเจอหน้าก่อนเถอะคราวนี้จะกระโดดกัดหูให้ขาดจริงๆไปเลย"
"กัดให้ขาด...?"
ศิลาทวนคำพูดของหญิงสาวอย่างสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
"อย่าบอกนะว่า...คุณหนูเคยกัดหูนายหัวรามมาแล้ว?"
"ค่ะ"
หทัยชนกตอบชัดถ้อยชัดคำ ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยความสะใจเมื่อนึกถึงตอนที่เธอกระโดดกัดหูของราเมศน์ ก่อนจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำไปจนถึงใบหูเมื่อนึกต่อไปอีกว่าหลังจากนั้นเธอถูกราเมศน์ลงโทษยังไง
ใบหน้าหวานที่ตอนนี้แดงก่ำคล้ายลูกตำลึงสุก แค่มองแวบเดียวศิลาก็พอจะรู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น เพราะคนอย่างราเมศน์ไม่เคยปล่อยคนที่ทำร้ายเขาให้ลอยนวลไปได้สักที ศิลาจึงทำแค่เพียงยิ้มบางๆเท่านั้น
"แยกกันตรงนี้ดีกว่าครับคุณหนู ผมต้องไปพบนายหัวรามก่อน คุณหนูมีอะไรจะฝากบอกเขาไหม?"
"มีค่ะ"
หทัยชนกรีบพูดทันที ถึงจะไม่ได้เจอหน้าคนใจร้ายนั่น แต่เธอก็ขอฝากคำพูดไปให้เขาเจ็บๆคันๆเล่นหน่อยก็แล้วกัน
"ฝากบอกเขาด้วยนะคะพี่หิน เป็นผู้ชายแต่ชอบรังแกผู้หญิงตัวเล็กๆที่ไม่มีทางสู้น่ะ หทัยแนะนำให้เขาไปหาผ้าถุงมาใส่จะดีกว่าค่ะ หรือถ้าหาไม่ได้ให้เขามาเอาที่หทัยก็ได้นะคะ หทัยมีเป็นโหล"
คำพูดของหญิงสาวทำให้ศิลาแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ถ้าคนถูกพูดถึงมาได้ยินเข้าล่ะก็คงโกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลืองแน่ เขาอยากจะเห็นสีหน้าของนายหัวรามตอนที่ได้ฟังประโยคนี้จริงๆ มันคงจะสนุกดีพิลึก
"แล้วผมจะบอกให้ทุกถ้อยคำเลย"
ศิลารับคำก่อนจะเดินแยกไปอีกทาง สายตาคมเหลือบมองคนตัวเล็กที่เดินก้มหน้าตามมาข้างหลังเงียบๆแวบหนึ่งโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ แต่พอร่างสูงเดินห่างออกไปกระต่ายก็เงยหน้าขึ้นมามองแผ่นหลังกว้างที่เห็นอยู่ไหวๆนั้นด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
เมื่อก่อนเขาจะชอบพูดจากวนๆเพื่อแหย่ให้เธอโมโห แต่วันนี้เขาไม่แม้แต่จะทักทายเธอสักคำเลยด้วยซ้ำ
กระต่ายถอนหายใจเบาๆ เธอเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเหมือนกัน เมื่อก่อนเธอคิดเสมอว่าไม่ชอบที่เขาชอบมาอยู่ใกล้ๆ มาทำให้เธอโมโห และโกรธ แค่พอเขาเฉยๆเธอก็เกิดความรู้สึกน้อยใจขึ้นมาซะอย่างนั้น ความรู้สึกของเธอในตอนนี้เหมือนมีบางอย่างกำลังจะหลุดลอยหายไปจากหัวใจของเธอ
"กระต่าย!...ตรงนี้มีน้ำตกด้วยเหรอ?"
หทัยชนกพูดอย่างตื่นเต้น เมื่อกระต่ายพาเธอมาถึงเรือนริมน้ำ ตัวเรือนเป็นไม้ทั้งหลังมีระเบียงยื่นลงไปในน้ำ บริเวณรอบๆร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นาๆชนิด แถมข้างหลังเรือนยังมีน้ำตกอีกต่างหาก
"จ้ะนายหญิง"
"สวยมากเลยกระต่าย"
หทัยชนกสายตากวาดมองไปรอบๆอย่างถูกใจ นี่คงจะเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งล่ะมั้งตั้งแต่เธอมาอยู่ที่เกาะนี่
"เดี๋ยวกระต่ายเอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปเก็บก่อนนะจ๊ะ"
"ยังไม่ต้องหรอกกระต่าย ขอฉันดูหน่อย"
หทัยชนกเรียกไว้ก่อนที่ร่างของกระต่ายจะเดินเข้าไปในห้องนอน
มือบางหยิบผ้าถุงกับเสื้อลายดอกออกจากถุงมาดู เสียงหวานบ่นพึมพำถึงคนใจร้ายที่บังคับให้เธอใส่ของพวกนี้อย่างหงุดหงิด
"คนบ้า คิดว่าฉันอายุแก่ขนาดใส่ผ้าถุงเลยรึไง"
หญิงสาวหยิบเสื้อเชิ้ตสีสันสดใสขึ้นมาเทียบกับตัว ใบหน้าหวานยิ่งงอง้ำหนักขึ้นมากกว่าเดิมเพราะเสื้อแต่ล่ะตัวมันไม่ใช่ไซส์ที่เธอใส่แบะไม่ได้ใกล้เคียงกับตัวของเธอเลยสักนิดเดียว
"ใหญ่ขนาดนี้ใส่ได้ทั้งหมู่บ้านเลยมั้งเนี่ย"
เสียงหวานพูดประชด ก่อนจะค่อยๆยิ้มหวานออกมาแล้วหันไปหากระต่ายที่นั่งงงกับอาการของหญิงสาวที่เดี๋ยวทำหน้าบึ้งเดี๋ยวทำหน้ายิ้ม
"กระต่าย"
"จ๊ะ...นายหญิง"
"มีเข็มกับด้ายไหม? กรรไกรด้วยนะ ฉันอยากได้"
ถึงจะสงสัยว่าหทัยชนกอยากได้เข็มกับด้ายมาทำไม แต่กระต่ายก็ทำแค่เพียงพยักหน้าเท่านั้น
"เดี๋ยวกระต่ายไปเอามาให้นะจ๊ะ"
กระต่ายบอกและเดินลงจากเรือนไปทันที ส่วนหทัยชนกก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุขกับความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัว
อยากให้เธอใส่เสื้อผ้าพวกนี้ใช่ไหม ได้สิ...เธอจะใส่ให้ดู....
ด้านกระต่ายพอกลับมาถึงบ้านของตัวเอง เธอก็หาของที่หทัยชนกต้องการจนเจอ และพอได้ของทุกอย่างครบแล้ว ร่างเล็กๆก็เดินมาทรุดตัวลงนั่งที่ตรงบันไดบ้านและมีอาการเหม่อลอยจนลุงใหญ่ผู้เป็นพ่อต้องหันมามองอย่างแปลกใจ
'วันนี้มาแปลกโว้ยนังลูกคนนี้ ปรกติเห็นวิ่งขึ้นบ้านแต่ละทีสั่นไปทั้งหลัง อย่างกับช้างถล่มเรือน'
ลุงใหญ่คิดในใจอย่างสงสัย
'หรือมันจะไม่สบายวะ?'
ว่าแล้วลุงใหญ่ก็เดินเข้าไปหากระต่ายและยกมือหนาขึ้นอังหน้าผากของลูกสาวทันที
"พ่อ!? ทำอะไรน่ะ?"
กระต่ายถามอย่างสงสัย เพราะตอนนี้คนเป็นพ่อไม่ได้ใช้มืออังหน้าผากของเธอแค่อย่างเดียว แต่กลับหมุนใบหน้าของเธอไปมาจนคลอแทบจะเคล็ดแยู่แล้ว
"ข้ากำลังสงสัยว่าเอ็งจะเจ็บไข้ได้ป่วยน่ะสิ"
ลุงใหญ่พูดพร้อมกับจ้องหน้ากระต่ายเขม็งเพื่อค้นหาอาการป่วยของลูกสาว
"เลอะเทอะแล้วพ่อ กระต่ายไม่ได้ป่วย"
กระต่ายตอบเสียงห้วน
"เอ้า! ก็ข้าเห็นเอ็งเงียบผิดปรกติ ถ้าเอ็งไม่ได้ป่วยแล้วเอ็งเป็นอะไรวะ!?"
ลุงใหญ่พูดต่อ ก่อนจะหันกลับมามองหน้าของลูกสาวอีกครั้ง เมื่อความคิดหนึ่งผุดเข้ามาในหัว
"หรือว่า..."
ลุงใหญ่พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ให้กระต่ายใจตุ๊มๆต่อมๆเล่น
'หรือพ่อจะรู้ว่าเธอเป็นอะไร แต่พ่อจะรู้ได้ยังไง ในเมื่อตัวเธอเองยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร?'
"หรือว่าอะไรพ่อ?"
กระต่ายถามอย่างร้อนใจ
"หรือว่าเอ็งจะถูกผีเข้า!"
"พ่อ!"
กระต่ายร้องเสียงสูง คำพูดของคนเป็นพ่อทำให้เธอถึงกับต้องยกมือขึ้นกุมขมับ เห็นพ่อเธอโหดแบบนี้แต่ความจริงแล้วพ่อของเธอติงต๊องจะตายไป คิดไปได้ยังไงว่าลูกสาวตัวเองจะถูกผีเข้า
"ข้าล้อเล่นโว้ย ฮ่าๆๆๆ"
แล้วคนเป็นพ่อก็หัวเราออกมาอย่างอารมณ์ดีที่ได้พูดจากวนประสาทลูก
"แล้ววันนี้เอ็งไม่ต้องไปอยู่กับนายหญิงของเอ็งเรอะ?"
"ไปจ้ะ กระต่ายกลับมาเอาของน่ะ ถ้าอย่างนั้นกระต่ายไปก่อนนะพ่อ เดี๋ยวนายหญิงจะคอยนาน"
กระต่ายบอกคนเป็นพ่อแล้วลงจากบ้านไป ในขณะที่ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของลุงใหญ่ค่อยเปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึมดังเดิม
ทำไมชายวัยกลางคนจะไม่รู้ว่าลูกสาวของตนมีเรื่องไม่สบายใจ แต่คงไม่หนักหนาอะไรนัก เพราะกระต่ายยังคงยิ้มได้ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแต่อย่างใด
ระหว่างทางเดินกลับไปเรือนริมน้ำ กระต่ายเดินใจลอยไปตลอดทาง นึกถึงท่าทีหมางเมินของศิลาอย่างน้อยอกน้อยใจ แล้วสายตาของเด็กสาวก็ไปสะดุดอยู่ที่ร่างสูงที่ตอนนี้กำลังยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่เหมือนรอคอยอะไรสักอย่าง
'หึ...คอยดู จะไม่พูดด้วยเลย"
กระต่ายคิดอย่างแสนงอน ใบหน้าเล็กๆเชิดขึ้น ก่อนจะมองเมินไปทางอื่นไม่สนใจสายตาคมที่มองมาแม้แต่น้อย....
