ตอนที่ 5 โถงโอสถเทียนอันเหมิน1
ตอนที่ 5 โถงโอสถเทียนอันเหมิน1
การเดินทางไปในตัวอำเภอจากหมู่บ้านเอ้อฉางนั้นไม่ยาก แต่ที่ยากลำบากในตอนนี้คือการจัดการกับปากของคน ตลอดการเดินทางบนเกวียนวัวประจำหมู่บ้าน เจียงหว่านหนิงต้องทนกับสายตาและคำพูดของชาวบ้านที่จ้องแต่จะถากถางดูแคลนนาง แต่ก็จะทำสิ่งใดได้...เมื่อเจ้าของร่างเดิมก็ทำเรื่องเอาไว้ไม่น้อย แต่คนที่มารับกรรมกลับเป็นนางคนนี้เสียได้
‘เมื่อไหร่จะถึงตัวอำเภอกัน น่ารำคาญเป็นบ้าเลย’ นางทำได้เพียงอดทนอดกลั้น แต่เหมือนบางคนจะไม่ชอบให้นางนิ่งเงียบไปเช่นนี้
“เจียงหว่านหนิง...เจ้านี่ช่างตายยากตายเย็นเหลือเกินนะ บ้านสกุลหนานตัดขาดกับเจ้าไปแล้วยังอุตส่าห์รอดตายมาได้” เสียงแหลมเล็กของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นจากท้ายเกวียน ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นคู่กัดเก่ากับเจ้าของร่างเดิม
เจียงหว่านหนิงยกมือขึ้นปิดหูบุตรชายเอาไว้ทั้งสองข้าง ด้วยเด็กน้อยไม่ควรฟังคำพูดส่อเสียดของผู้ใหญ่แบบนี้ เสี่ยวเป่าอยู่ในวัยกำลังเรียนรู้เดี๋ยวเขาจะจำผิดๆไปใช้จะส่งผลร้าย
“ข้าจะรีบตายได้อย่างไรกันเล่า เดี๋ยวสามี! ของข้ากลับมาเตียงเย็นๆจะได้อุ่นขึ้น” และแน่นอนจุดเดือดของจางซูอวี้ก็คือหนานหนิงเฉิง บุรุษที่สตรีบ้านจางหมายปองแต่กลับไม่ได้ครอบครอง
“อ๊าย!!! สตรีไร้ยางอาย กล้าพูดออกมาได้ไม่อายปาก ท่านป้า ท่านน้า ท่านอาทั้งหลายฟังดูเถิด เจียงหว่านหนิงกล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนไม่รู้ลับหลังตอนที่พี่หนิงเฉิงไม่อยู่จะลักลอบทำเรื่องไม่ดีหรือไม่” จางซูอวี้เป็นพวกสตรีชาเขียวช่างเสี้ยมและเสแสร้งเก่ง ดังนั้นเจ้าของร่างเดิมจึงแพ้ทางตลอด แต่ต่อไปจะไม่เป็นเช่นนั้นอีก
จางซูอวี้ที่มองเจียงหว่านหนิงตั้งแต่ขึ้นเกวียน ไม่คิดว่านางสตรีชั่วร้ายจะเปลี่ยนไปเช่นนี้ มิใช่ว่านางใกล้ตายผอมแห้งหาความงามไม่ได้แล้วเหรอ เหตุใดจึงยังหน้าตางดงามเช่นนี้อยู่กัน
“ท่านป้า ท่านน้า ท่านอาทั้งหลาย ข้าเจียงหว่านหนิงเป็นสตรีที่ไม่ได้ดีนักแต่ก็เป็นสตรีที่ออกเรือนแล้ว คำกล่าวหาของจางซูอวี้ที่เป็นแม่นางให้ห้องหอคนหนึ่ง ข้าไม่กล้ารับไว้จริงๆ ไม่รู้ว่านางมีจุดประสงค์ใดกันแน่ หากแต่เป็นเมื่อก่อนตอนสามีข้ายังอยู่ นางก็เทียวไล่เทียวขื่อเข้าหาสามีข้าเป็นประจำ เช่นนี้แล้ว...”
เจียงหว่านหนิงที่เคยพูดจาตรงไปตรงมา เมื่อแปรเปลี่ยนเป็นคำพูดนุ่มนวลขึ้นแต่ยังคงตีตรงจุดเน้นความจริง ต่อให้เป็นแม่ชาเขียวอย่างจางซูอวี้ก็เถอะ
สตรีออกเรือนแล้วมานานหลายปีบนเกวียนต่างมองซ้ายมองขวา แต่เมื่อพิจารณาจากคำพูดแล้ว เจียงหว่านหนิงที่ปกติพุ่งชนอย่างเดียว วันนี้กลับสงบคำแต่ก็ยังตรงไปตรงมาจนพวกนางต้องมองจางซูอวี้ให้ดีอีกครั้ง ตั้งแต่ขึ้นเกวียนมาก็เป็นสตรีบ้านจางที่พูดปาวๆหาเรื่องตลอด
“สาวบ้านจาง เจ้าก็สงบปากสงบคำหน่อยเถอะ เจ้าก็เลยวัยปักปิ่นมาสองสามปีแล้วยังไม่ออกเรือน หากยังพูดจาเช่นนี้อยู่อีก เกรงว่าจะขายไม่ออกเข้าสักวัน”
ท่านน้าผู้หนึ่งที่ค่อนข้างเอ็นดูสาวบ้านจาง แต่ดูเหมือนวันนี้จะไม่ค่อยน่าเอ็นดูเหมือนเก่า นางจึงได้แต่เอ่ยเตือนขึ้น
“ใช่แล้ว สตรีแซ่เจียงเป็นสตรีที่ออกเรือนมีสามี นางจะพูดจาเลอะเทอะไปบ้างก็เป็นสีสัน ส่วนเรื่องที่เจ้าเทียวไปหลังหมู่บ้านคนก็รู้กันไปทั่ว นี่กระมังสาเหตุที่เจ้ายังไม่ได้เป็นฝั่งเป็นฝา น่าขายหน้าจริงๆ”
ท่านป้าที่ปกติรู้เรื่องราวของคนทั้งหมู่บ้าน เหลือบมองสาวบ้านจางที่นางมองแวบเดียวก็รู้ว่าเสแสร้ง ผิดจากสตรีชั่วแซ่เจียงที่ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่ใช่พวกดอกบัวขาว
“หากเป็นข้า...สตรีที่มาข้องแวะสามีชาวบ้านคงถูกข้าไปยืนด่าหน้าบ้านสามวันสามคืนไปแล้ว เอาให้อับอายไปถึงบรรพบุรุษเลย ฮึ่ย!”
ท่านอาหญิงอีกคนก็ไม่ยิ่งหย่อน นางถูกสามีนอกใจหลายครั้งจึงจงเกลียดจงชังพวกสตรีที่เสนอหน้ามาอ่อยบุรุษของผู้อื่น ยิ่งเห็นสีหน้าท่าทางของสาวบ้านจางก็ยิ่งรู้สึกขัดตาขัดใจ และนี่เป็นตัวอย่างนิสัยของพวกเมียน้อยนอกบ้านที่สามีของนางแอบเลี้ยงไว้
เหล่าสตรีบนเกวียนล้วนเป็นสตรีที่ออกเรือนแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นเรื่องข้องแวะสามีชาวบ้าน ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับ หากเจียงหว่านหนิงเอาเรื่องนี้มาพูดกระแสตีกลับก็จะถูกส่งไปยังจางซูอวี้แทน เรียกได้ว่าตีให้ตายคาเกวียนไปเลย
“นี่พวกท่าน...พวกท่าน...” จางซูอวี้ที่ถูกตีแสกหน้าด้วยคำพูดจากหลายคนก็รู้สึกหน้าม้านพูดไม่ออก ยิ่งได้รับสายตาดูแคลนก็ยิ่งต้องก้มหน้าลง
‘คอยดูเถอะนางเจียงหว่านหนิง ข้าจะทำให้เจ้าโดนประณามหยามเหยียดจากพวกชาวบ้านให้ได้ ถึงตอนนั้นพี่หนิงเฉิงกลับมาต้องหย่าขาดจากเจ้าแน่’
“สตรีแซ่เจียง...ปกติข้าไม่เคยเห็นเจ้าออกไปไหน วันนี้จะไปทำสิ่งใดในอำเภอกัน คงไม่ได้...” ท่านป้าผู้หนึ่งที่นางเคยเห็นในหมู่บ้านอยู่บ้าง ไม่เพียงพูดเท่านั้นยังมองไปที่เสี่ยวเป่าที่นั่งอยู่บนตักของนาง นัยน์ตาคู่นั้นมีความสงสารเห็นใจเด็กชายตัวเล็ก
“เปล่าหรอกเจ้าค่ะ ข้านำของที่เก็บมาได้ไปขายเท่านั้นแหละ” นางยกตะกร้าที่เอาผ้าปิดเอาไว้ด้านบนออกมา เพื่อบอกว่านางจะขายของที่อยู่ในนี้ไม่ใช่บุตรชายตัวหอมนุ่มนิ่มบนตัก
“อ่อ...เช่นนี้นี่เอง” ท่านป้าผู้นั้นพยักหน้ารับมีท่าทางคล้ายโล่งใจ
