อดีตที่แสนทุเรศ 1.1
อดีตที่แสนทุเรศ
หลินเม่ยเม่ยสตรีจากบ้านหลิน เธอเหมือนตัวคนเดียวเนื่องจากว่าแม่ของเธอตายไปแล้ว ส่วนพ่อก็มีภรรยาใหม่อีกทั้งยังมีน้องสาวต่างแม่คนหนึ่ง
แต่ทว่าน้องสาวคนนี้ไม่ได้มองเธอเป็นพี่สาวเลยแม้แต่น้อย แต่มองเหมือนคนรับใช้มากกว่า เรื่องที่คนพูดว่าการมีแม่เลี้ยงก็เหมือนมีก็พ่อเลี้ยงเหมือนกัน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งไหนที่ดี มักจะตกไปอยู่กับน้องสาวทั้งหมด ส่วนเธอได้รับแต่ของเหลือทั้งนั้น
น้องสาวต่างมารดามีสัญญากับหมั้นหมายกับบ้านสกุลเฉิน แต่ทว่าตอนนี้เธอมองว่าบ้านเฉินกลับล้มละลายไม่เหลืออะไร กลายเป็นคนยากจนที่สุด ทำให้หลินเพ่ยหรานไม่อยากแต่งเข้าตระกูลเฉินตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่แต่ง เงินที่เคยได้รับมาในการหมั้นหมายจะต้องส่งคืนให้กับบ้านเฉิน ทำให้สองแม่ลูกวางแผนชั่วร้าย โดยการให้หลินเม่ยเม่ยแต่งงานแทน และทั้งสองคนก็ทำได้สำเร็จ
แม้จะไม่เต็มใจ แต่เมื่อแต่งเข้าบ้านเฉินแล้ว หลินเม่ยเม่ยย่อมต้องเชื่อฟังสามีและครอบครัวของเธอ เธอต้องทำงานบ้านทุกอย่าง และต้องออกไปรับจ้างเพื่อหาเงินมาให้ครอบครัวสามีใช้จ่าย
ซึ่งในบ้านเฉินนอกจากจะมีคนครอบครัวของสามีแล้ว ยังมีหลานสาวของแม่สามีและลูกของเธอมาอาศัยอยู่ด้วย และยังทำตัวเป็นเจ้านายของบ้านอีกด้วย
หลินเม่ยเม่ยแต่งเข้าบ้านหลายปีแต่ก็ไม่ตั้งท้องสักที แม่สามีก็ด่าไม่หยุดพักในเรื่องนี้ ด่าว่าเธอคือแม่ไก่ที่ไม่มีไข่บ้างล่ะ แถมยังดุด่าเรื่องอื่น ๆ อีกสารพัด การที่เธอจะใช้เงินที่ตนเองหามาได้เพื่อซื้อของส่วนตัวแต่ละครั้งแทบจะต้องกราบ อ้อนวอนเท่าไรก็ไม่เคยมีคนสนใจ
อย่างเช่นวันนี้ เมื่อหลินเม่ยเม่ยต้องการซื้
อของใช้ส่วนตัว เธอต้องเข้ามาทำงานในเมืองเพื่อแลกเงิน ซึ่งวันนี้เหมือนจะมีโชคหน่อย เธอได้งานทำและเงินที่ได้มาก็หลายหยวนเลยทีเดียว ในส่วนนี้เธอไม่คิดที่จะเอาเข้ากงสีของบ้านสามี จึงตัดสินใจเดินเรื่อยเปื่อยหลังจากซื้อของส่วนตัวแล้ว จนมาพบกับร้านขายเครื่องประดับ
“สวยจัง” หญิงสาวพูดออกมาอย่างเหม่อลอย
ภาพตรงหน้าของเธอเรียงรายไปด้วยเครื่องประดับที่ดูเหมือนจะเป็นชุดเดียวกัน แต่ทว่ากลับมีเพียงต่างหูดอกปี่อั้นที่ดึงดูดเธอ จนทำให้เธออยากได้ จึงตัดสินใจเข้าไปถามราคากับพ่อค้า
“ต่างหูคู่นี้ราคาเท่าไรเหรอ” เธอถามและชี้ไปที่ต่างหูนั้น
“ต่างหูราคาสิบหยวน แต่ถ้าเธอจะซื้อ ฉันขายแค่สามหยวนเท่านั้น” พ่อค้าคนนี้บอกราคาพร้อมกับยิ้มให้เธออย่างเป็นกันเอง
“ถ้าฉันซื้อตอนนี้ ฉันจ่ายแค่สามหยวนใช่ไหมคะ”
เธอถามย้ำเพื่อความมั่นใจ ‘จากราคาสิบหยวนเหลือสามหยวน ต่อให้ต้องอดข้าวฉันก็พร้อมที่จะซื้อ’ เธอคิดในใจอย่างดีใจ
“ใช่ เธอมีเงินพอหรือเปล่าล่ะ” พ่อค้าตอบกลับมาอย่างจริงจัง แววตาที่เขามองเธอเหมือนจะรู้แล้วว่า หลินเม่ยเม่ยมีเงินเพียงพอ ถ้าเธอหากต้องจ่ายในราคาสามหยวน
“มี มีค่ะ ฉันมีเงินสามหยวน” เธอรีบตอบกลับไป เพราะกลัวว่าหากช้ากว่านี้แล้ว พ่อค้าจะเปลี่ยนใจไม่ขายให้ จากนั้นก็รีบหยิบถุงเงินออกมา ก่อนจะหยิบเงินส่งให้เขาสามหยวน
“เดี๋ยวฉันใส่ถุงให้นะ” พ่อค้ารับเงินไปแล้วบอกเธอ
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวตอบกลับอย่างยินดี
‘จะว่าไปแล้วนี่คือเครื่องประดับชิ้นแรกที่ฉันมี ถึงจะรู้ว่าไม่สามารถใส่ได้เหมือนคนอื่น ซื้อไปแล้วต้องเก็บซ่อนอย่างดีเพราะกลัวถูกแย่งชิง ถึงจะเป็นอย่างนั้นฉันก็ยังอยากซื้อเหมือนเดิม เพราะแค่มองก็รู้สึกว่าอยากได้ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน’ เธอคิดอยู่ในใจตอนที่รอพ่อค้าอยู่
