บทที่ 3 ผ้าพันคอ (3)
ทันทีที่คิรากรเข้ามาในห้องของเขา ก็เดินดุ่ม ๆ ไปที่ผ้าพันคอสีน้ำเงินเนวี่แล้วหยิบขึ้นมาทันที จากนั้นก็เดินไปนั่งโซฟากลางห้องพลางจ้องอยู่อย่างนั้น
มันก็จริงอย่างที่น้องชายของเขาบอก เขาควรจะดีใจสิ แต่ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด อีกทั้งยังรู้สึกแปลก ๆ อย่างที่ไม่เป็นมาก่อน เมื่อได้ยินคุณากรบอกว่าชอบมัลลิกา เขารู้สึกราวกับหัวใจมันบีบรัด อึดอัด หายใจไม่ออก เขาไม่รู้เลยว่าไอความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไรกันแน่
เหตุการณ์ทุกอย่างมันรวดเร็วมากจนเขาแทบตั้งตัวไม่ทัน
‘ลูกรู้จักเขาดีพอแล้วเหรอ’
ใช่— เขารู้จักมัลลิกาดีพอแล้วหรือ
‘ลูกไม่เคยเห็นหนูมินเขาช่วยพ่อเขาทำงาน’
ทำงาน— เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าหญิงสาวที่วัน ๆ เอาแต่แต่งตัว เจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจ คนนั้นจะช่วยพ่อของเธอทำงาน
คำพูดของคุณหญิงประไพพรยังคงดังก้องในหัวของเขา คำถามมากมายมันผุดขึ้นมาจนทำให้เขาสับสนและอึดอัดไปหมด
เขาพลาดอะไรไปงั้นเหรอ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเห็นแต่มัลลิกาใช้แต่อารมณ์อาละวาดใส่พริมา แต่นั่นคือทั้งหมดของผู้หญิงคนนี้แล้วงั้นเหรอ แล้วอะไรทำให้เธอนั้นอยากถอนหมั้นกับเขา
อะไรทำให้ผู้หญิงคนนั้นที่เคยตามตอแยเขามาเกือบ 8 ปี อยู่ ๆ ก็ทำท่าว่าไม่สนใจเขาเสียอย่างนั้น
และไอท่าทางยียวนกวนประสาทนั่นอีก ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาเห็นมัลลิกาในมุมนี้ แถมยังประกาศจะหาผู้ชายคนใหม่ทั้ง ๆ ที่เพิ่งถอนหมั้นกับเขาไปไม่กี่ชั่วโมงเนี่ยนะ
พอคิดมาถึงตรงนี้คิรากรก็รู้สึกความอัดแน่นบางอย่างในอก มันเป็นความรู้สึกไม่ชอบใจ
วันนี้เขาเจออะไรที่ไม่คาดฝันมาเยอะมากมายจริง ๆ เขานั่งมองผ้าพันคอสีเนวี่บลูในมือด้วยแววตาครุ่นคิด
เขาเกลียดความรู้สึกที่ไม่มีที่มาที่ไปแบบที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้เสียจริง ๆ
คิรากรจมอยู่ในความคิดอยู่สักพัก จึงลุกขึ้นเดินไปที่โทรศัพท์ กดเบอร์ไปที่เบอร์เบอร์หนึ่ง รอสักพักจนอีกฝ่ายตอบรับกลับมา
"ฮัลโหล...นี่ฉันเอง ฉันมาเรื่องจะให้นายทำ......"
------------------------------
บนบาร์ลอยฟ้าของโรงแรมมีชื่อแห่งหนึ่งในยามค่ำคืน มีหญิงสาวสองคนกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนของกรุงเทพ
"นี่แก- ไม่เป็นไรแน่นะ มิน"
จริณดาถามเพื่อนสาวอย่างเป็นห่วง หลังจากได้ยินเพื่อนสาวเล่าเรื่องที่ไปถอนหมั้นคิรากรที่บริษัทให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง
"จะบอกว่าไม่เป็นอะไรเลย มันก็เหมือนโกหก....8 ปีนะเว้ย ฉันแอบรักของฉันมาตั้ง 8 ปี จะให้ใช้เวลาแป๊บเดียวเพื่อลืมหน่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก"
มัลลิกาว่าพลางยกม็อคเทลขึ้นดื่ม เนื่องจากมัลลิกาแพ้แอลกอฮอล์ อีกอย่างเจ้าตัวไม่ดื่มอยู่แล้วจึงดื่มได้แต่น้ำผลไม้ หรือม็อคเทลที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์
"สู้ ๆ เพื่อน! ฉันเป็นกำลังใจให้ ผู้ชายไม่ได้มีแค่คนเดียว คนที่รักเราจริง รักที่เป็นเราจริงๆ มันต้องมีสิหน่า..."
จริณดาเอ่ย พลางทำท่าทางกำหมัดสู้ ๆ เรียกรอยยิ้มจากมัลลิกา จริณดาเมื่อเห็นมัลลิกายิ้มก็ยิ้มตาม
“เอ้อ— มินฉันสงสัยอ่ะ อะไรทำให้แกตัดสินใจเดินดุ่ม ๆ ไปถอนหมั้นพี่เขากะทันหันแบบนั้นอ่ะ”
อยู่ดีดีจริณดาก็เอ่ยถามมัลลิกาขึ้นมาด้วยความสงสัย มัลลิกาที่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปสักพัก ชั่วเวลานั้นภาพที่เธอฝันเห็นเมื่อตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ปรากฏขึ้นมาในหัวทันที
“ไม่รู้สิ— คงเป็นโชคชะตามั้ง”
“หา— เวิ่นเว้ออะไรของแก....นี่แกคือยัยมินใช่ป่ะ...ไม่ได้ถูกผีตนไหนมาสิงอยู่ใช่มั้ยเนี่ย”
“จะบ้าเหรอ!!”
จริณดาหัวเราะหลังจากเอ่ยแซวเพื่อนสาว จากนั้นก็หันมาถามมัลลิกาต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
"แล้วต่อไปนี้แกจะทำอะไรต่ออ่ะ"
จริณดาถาม พลางยกค็อคเทลขึ้นดื่ม
"พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มไปช่วยงานป๊ะป๋าอย่างเต็มตัวแล้วหล่ะ หลังจากอยู่เบื้องหลังมานาน ผู้หญิงไม่มีผู้ก็ขอให้มีเงินก่อน เดี๋ยวผู้ก็มา ใช่มะ"
มัลลิกาเอ่ยอย่างขำ ๆ
"ถูกต้องที่สุด!!!"
จริณดาตอบรับอย่างเห็นด้วย
"จากนั้นฉันว่า ฉันอยากมีกิจการเป็นของตัวเองสักอย่างหนึ่ง”
มัลลิกาเอ่ยความฝันของตัวเองให้เพื่อนรักรู้ อันที่จริงมัลลิกาอยากจะทำธุรกิจ กิจการที่เป็นของตัวเอง แม้ว่าที่มีอยู่แล้วก็เยอะแล้ว แต่นั่นเป็นสิ่งที่พ่อเธอสร้างมา แต่เธออยากจะทำธุรกิจที่เป็นของเธอเอง เป็นธุรกิจเล็ก ๆ ที่สร้างจากน้ำพักน้ำแรงของเธอ
“แล้วแกจะทำอะไร”
“ฉันยังไม่รู้เลย กะว่าจะลองดูไปเรื่อย ๆ ก่อน”
“เอิ่ม...ไม่เป็นไร ของแบบนี้มันต้องศึกษาก่อน ฉันเอาใจช่วย...ว่าแต่....ฉันร่วมด้วยได้มั้ย มันน่าสนใจดี"
จริณดาเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"ได้สิ! แต่มันต้องเริ่มจากศูนย์เลยนะ"
"ไม่มีปัญหา!!!"
และบทสนทนาหลังจากนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นบทสนทนาที่เกี่ยวกับธุรกิจอันใหม่ที่ทั้งคู่จะทำร่วมกัน มีเสียงที่แสดงความคิดเห็นกันไปมาอย่างสนุกสนาน ใบหน้ายิ้มแย้มกันอย่างมีความสุข
โดยภาพทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของคนคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา
