บทที่ 5 ความหวาดระแวงของตระกูลกู้
ซ่งเหวินหยวนมองไปทางบุตรสาว ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เรื่องการหมั้นหมายระหว่างหรูเอ๋อร์ของข้ากับคุณชายใหญ่กู้ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นการหมั้นหมายระหว่างหรูเอ๋อร์กับคุณชายรองกู้ก็แล้วกัน ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หวังว่าพวกท่านคงจะไม่ปฏิเสธ”
คำพูดของซ่งเหวินหยวนทำให้คนตระกูลกู้รีบพยักหน้ารับ โดยเฉพาะกู้เจิ้งหยวนผู้เป็นนายท่านผู้เฒ่าของตระกูล เขารีบเอ่ยปากขึ้นในทันที
“ตกลง พรุ่งนี้จวนตระกูลกู้จะทำตามธรรมเนียมสามหนังสือหกพิธีการ พร้อมนำสินสอดไปสู่ขออย่างสมเกียรติ ส่วนอีกสามวันข้างหน้า ตระกูลกู้จะส่งเกี้ยวแปดคนหามไปรับคุณหนูใหญ่ซ่งแต่งเข้าจวนมาเป็นหลานสะใภ้คนรองของตระกูลกู้”
อีกสามวันหรือ! ซ่งอวี้หรูเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
แม้นางจะรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้ตนเองกับกู้ชิงอวิ๋นไม่อาจจะหลีกเลี่ยงการแต่งงานได้ แต่คิดไม่ถึงว่าคนตระกูลกู้จะเร่งรีบถึงขั้นกำหนดวันแต่งงานเอาไว้ในอีกสามวันข้างหน้าเช่นนี้
และที่สำคัญ... เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดเอ่ยปากคัดค้านการแต่งงานระหว่างนางกับกู้ชิงอวิ๋นเลยแม้แต่คนเดียว
‘แปลก... แปลกเกินไปแล้ว ตามเนื้อหาในนิยาย นายท่านผู้เฒ่ากู้ต้องโกรธเคืองที่ถูกตาแก่บ้านข้าพูดจาบังคับขู่เข็นแถมยังบีบบังคับให้หลานชายคนรองที่เข้ารักมากที่สุดมาแต่งกับข้าไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงรับปากง่ายดายถึงเพียงนี้’
‘ฮูหยินผู้เฒ่าก็ต้องเอ่ยว่าข้าเป็นสตรีไร้ยางอาย ชื่อเสียงไม่ดีแถมตอนนี้ยังไม่ใช่สตรีที่บริสุทธิ์ผุดผ่องแล้ว ไม่คู่ควรกับหลานชายที่นางรักมากที่สุด ฐานะที่ตระกูลกู้จะมอบให้ข้าได้ก็แค่เพียงฐานะอนุภรรยาชั้นสูงเพียงเท่านั้นไม่ใช่หรือ แต่นี่นางไม่เพียงไม่คัดค้านแถมยังหันมายิ้มให้ข้าเสียอย่างนั้น’
‘แล้วแม่สามีของข้าไปอยู่ที่ใดกันเล่า ตามเนื้อหาในนิยาย นางต้องร้องห่มร้องไห้ ตีอกชกตัว แล้วกล่าวว่าเป็นเพราะตนเองเลี้ยงดูบุตรชายไม่ดี จึงทำให้เขาหลงผิดมามีความสัมพันธ์กับสตรีที่มีชื่อเสียงไม่ดีเช่นข้ามิใช่หรือ’
ความคิดของซ่งอวี้หรูยังไม่ทันจบดี สตรีวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างกู้จิ่งเหยาก็รีบก้าวออกมาจากกลุ่มคน นางคือฟางฮุ่ยเหมย ฮูหยินของนายท่านรองกู้จิ่งเหยา และเป็นมารดาแท้ ๆ ของกู้ชิงอวิ๋น
ฟางฮุ่ยเหมยเดินตรงมาหาซ่งอวี้หรูอย่างเร่งรีบ ก่อนจะคว้ามือของนางเอาไว้แน่น
“วันนี้เจ้าต้องได้รับความไม่เป็นธรรมแล้ว”
ซ่งอวี้หรูชะงักงัน ฟางฮุ่ยเหมยมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน ราวกับไม่ได้ยินความคิดที่นางเพิ่งกล่าวหาตนเองอยู่ในใจเมื่อครู่แม้แต่น้อย
“เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องชื่อเสียงของตนเอง เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะมีผู้ประสงค์ร้ายวางแผนเล่นงานพวกเจ้า ไม่ใช่ความผิดของเจ้ากับชิงอวิ๋น”
“วันหน้าหากผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้ในทางเสียหาย แม่สามีของเจ้าผู้นี้จะออกหน้าจัดการแทนเจ้าเอง”
คำว่า “แม่สามี” ทำให้ซ่งอวี้หรูถึงกับพูดไม่ออก
ฟางฮุ่ยเหมยไม่เพียงกล่าวปลอบใจ แต่ยังถอดกำไลหยกสีเขียวมรกตออกจากข้อมือของตนเอง แล้วสวมลงบนข้อมือของซ่งอวี้หรูโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ปฏิเสธ
“กำไลวงนี้เป็นของที่มารดาของแม่มอบให้ก่อนแต่งเข้าจวน เดิมทีแม่คิดว่าจะเก็บไว้ให้ลูกสะใภ้ วันนี้มันก็เป็นของเจ้าแล้ว”
ซ่งอวี้หรูก้มมองกำไลหยกบนข้อมือด้วยความงงงวย
‘นี่มันหยกจักรพรรดิไม่ใช่หรือ สีสด เนื้อใส ไม่มีรอยแตกร้าวแม้แต่น้อย ของล้ำค่าเช่นนี้ หากนำออกไปขายคงได้เงินมากพอให้ข้านั่งกินนอนกินไปหลายปี แม่สามีของข้า ท่านใจกว้างเกินไปแล้ว...’
ฟางฮุ่ยเหมยที่กำลังจับมือของนางอยู่ถึงกับมุมปากกระตุก นางคิดจะมอบของแทนใจให้ลูกสะใภ้ แต่ลูกสะใภ้กลับคิดคำนวณว่าหากนำไปขายจะสามารถนั่งนอนกินได้นานเพียงใด ช่างเป็นสตรีที่มีความคิดแปลกประหลาดยิ่งนัก มิน่าเล่าซ่งอวี้หรูผู้นี้จึงมีชื่อเสียงไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หรูจะหายตกใจ สตรีอีกผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหานาง นางคือหลินจิ้ง ฮูหยินของนายท่านสามกู้จิ่งเซวียน
หลินจิ้งถอดกำไลหยกขาวออกจากข้อมือข้างหนึ่ง ก่อนจะดึงปิ่นปักผมประดับไข่มุกออกจากมวยผม แล้วยัดใส่มือของซ่งอวี้หรูทั้งหมด
“เจ้าเป็นว่าที่หลานสะใภ้ของข้า วันหน้าหากมีเรื่องใดก็ไปหาอาสะใภ้ที่เรือนได้ รับรองว่าอาสะใภ้จะช่วยเหลือเจ้าอย่างเต็มที่”
ซ่งอวี้หรูมองของล้ำค่าในมือ แล้วเงยหน้ามองหลินจิ้งอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
หลินจิ้งยิ้มให้นาง ก่อนจะตวัดสายตาไปทางกู้ชิงเหิงแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หากมีผู้ใดคิดใส่ร้ายป้ายสีเจ้า หรือคิดจะทำร้ายเจ้าอีก อาสะใภ้ผู้นี้จะปกป้องเจ้าเอง”
กู้ชิงเหิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ยิ่งมืดครึ้ม ทั้งที่เรื่องในวันนี้ควรทำให้คนตระกูลกู้รังเกียจซ่งอวี้หรู เหตุใดทุกคนจึงพากันปกป้องนาง
แม้แต่ท่านย่าและอาสะใภ้ทั้งสองที่เคยไม่พอใจในชื่อเสียงของนาง ยามนี้กลับแสดงท่าทีราวกับกลัวว่านางจะไม่ยอมแต่งเข้าจวนเสียอย่างนั้น
มันเกิดความผิดพลาดขึ้นที่ใดกันแน่ ซ่งอวี้หรูเองก็งุนงงไม่ต่างกัน
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดพวกนางจึงดีกับข้าถึงเพียงนี้ ทั้งมอบกำไล ทั้งมอบปิ่นปักผม แถมยังรับปากว่าจะปกป้องข้าอีก’
‘ไม่นะ... หากพวกนางดีกับข้าถึงขั้นนี้ แล้วข้าจะปล่อยให้พวกนางถูกกู้ชิงเหิงฆ่าตายได้อย่างไร’
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ซ่งอวี้หรูก็รีบส่ายหน้าอยู่ในใจอย่างรุนแรง
‘ไม่ได้ ๆ ข้าต้องใจแข็งเอาไว้ ตัวข้าเองยังเอาตัวไม่รอด แล้วจะเอากำลังที่ใดไปช่วยผู้อื่น’
‘เมื่อก่อนข้าลำบากตรากตรำ ทำงานจนแทบไม่ได้หลับได้นอน กว่าจะหาเงินมาใช้จ่ายได้ก็แทบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้อุตส่าห์ได้เกิดมาเป็นคุณหนูใหญ่จวนอัครเสนาบดีแล้ว ทั้งยังมีสามีร่ำรวย ข้าควรนอนกิน นอนเล่น ใช้ชีวิตเป็นปลาเค็มตากแห้งอย่างสงบสุขมิใช่หรือ’
‘ไม้ซีกอย่างข้าจะเอาอะไรไปงัดไม้ซุงอย่างกู้ชิงเหิง แค่เข็มเงินเพียงเล่มเดียวก็ทำให้ข้าตายอย่างอนาถได้แล้ว ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เสพสุขให้เต็มที่ แล้วรอวันตายอย่างสงบไม่ดีกว่าหรือ’
ความคิดของนางทำให้คนตระกูลกู้เงียบงันไปอีกครั้ง ก่อนที่สายตาของทุกคนจะค่อย ๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่กู้ชิงเหิงอย่างพร้อมเพรียงกัน สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังและไม่ไว้วางใจ
แม้พวกเขาจะยังไม่เชื่อทุกสิ่งที่ซ่งอวี้หรูคิดอยู่ในใจทั้งหมด แต่เรื่องที่กู้ชิงเหิงแอบออกไปร่ำเรียนวรยุทธ์จากคนข้างนอกนั้นน่าจะเป็นความจริง
ตอนอายุสิบสองปี กู้ชิงเหิงเคยหายออกไปจากจวนโดยอ้างว่าต้องการเดินทางไปศึกษาวิชาความรู้ สามปีต่อมา เขาจึงกลับเข้าจวนอีกครั้ง ขณะนั้นวรยุทธ์ของเขาสูงส่งเหนือกว่าบรรดาองครักษ์และแม่ทัพนายกองจำนวนมากในตระกูลกู้แล้ว
ยามนี้เขายังดำรงตำแหน่งแม่ทัพน้อย ควบคุมกองกำลังย่อยของจวนตระกูลกู้ซึ่งมีทหารอยู่ในมือถึงสามหมื่นนาย
ด้วยความสามารถของเขา วันหน้าจะต้องได้รับความสำคัญจากราชสำนักมากยิ่งขึ้น
หากเขาคิดสร้างหลักฐานเท็จ ใส่ร้ายบรรดานายท่านตระกูลกู้ เพื่อยึดครองอำนาจทางทหารทั้งหมดไว้ในมือ... เรื่องเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
กู้เจิ้งหยวนทอดสายตามองหลานชายคนโตที่ตนเองเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ภายในใจรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก การตายของบิดาและมารดาของกู้ชิงเหิง นับเป็นบาดแผลในใจที่ไม่มีผู้ใดในตระกูลกู้กล้าเอ่ยถึง
เมื่อครั้งนั้น บิดาของกู้ชิงเหิงถูกฮ่องเต้ลงโทษเพราะทำภารกิจผิดพลาด ส่วนมารดาของเขาตรอมใจจนล้มป่วยและสิ้นใจตามสามีไปในเวลาไม่นาน คนตระกูลกู้ไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทัน เรื่องนี้จึงกลายเป็นปมในใจของกู้ชิงเหิงมาโดยตลอด
