บท
ตั้งค่า

6

"พวกเจ้ากล้าขวางข้าหรือ" สวี่เจ๋อในชุดบัณฑิตซึ่งยับย่นกว่าปกติเล็กน้อย ยืนชี้หน้าเสมียนหนุ่มประจำร้านด้วยใบหน้าเดือดดาล ด้านหลังของเขามีชายฉกรรจ์ในชุดบ่าวจากตระกูลสวี่และตระกูลฉินนับสิบคน แต่ละคนถือท่อนไม้ไว้ในมือ ราวกับเตรียมบุกเข้าไปกวาดทรัพย์สินภายในร้านจนหมดสิ้น

เสมียนหนุ่มยังคงยืนขวางประตูอย่างไม่หวาดหวั่น ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแต่หนักแน่น

"คุณชายสวี่ ร้านสุราแห่งนี้เป็นสถานที่ทำมาหากินของผู้อื่น ท่านพาคนมาส่งเสียงเอะอะรบกวนลูกค้า ทั้งยังถืออาวุธมาข่มขู่เช่นนี้ ไม่เกินไปหน่อยหรือขอรับ"

"หลีกไป อย่ามาขวางทางข้า" สวี่เจ๋อตวาดเสียงดังจนผู้คนโดยรอบสะดุ้ง

"ฉินหว่านเป็นภรรยาของข้า ร้านค้า สินเดิม และเงินทองทุกตำลึงของนาง ย่อมเป็นทรัพย์สินของตระกูลสวี่เช่นกัน ข้าผู้เป็นสามีจะจัดการทรัพย์สินของภรรยา ตลาดแห่งนี้มีกฎหมายข้อใดห้ามไว้หรืออย่างไร"

"กฎหมายเมืองหลวงอาจมิได้ห้ามสามีช่วยจัดการทรัพย์สินของภรรยา หากภรรยายินยอม ทว่ากฎหมายแผ่นดินบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า สินเดิมของสตรีคือทรัพย์สินส่วนตัว สามีหรือครอบครัวสามีไม่มีสิทธิ์แตะต้องโดยพลการ มิใช่หรือเจ้าคะ" น้ำเสียงใสกังวานแฝงความเย็นเยียบดังมาจากด้านหลังฉากกั้นภายในร้าน

ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างขยับแหวกทางโดยไม่รู้ตัว เมื่อร่างเพรียวบางของฉินหว่านในอาภรณ์ผ้าไหมสีฟ้าอ่อนก้าวออกมาอย่างไม่รีบร้อน ใบหน้างดงามไร้ผ้าคลุมบดบัง รอยยิ้มบางบนริมฝีปากกลับเย็นชาจนสวี่เจ๋อเผลอผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว

"ฉินหว่าน เจ้า..." สวี่เจ๋อกัดฟันแน่น เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้า เขาก็รีบชี้นิ้วใส่นางอย่างเอาเรื่อง

"ที่แท้เจ้าก็หลบมาอยู่ที่นี่เอง ดี! ในเมื่อเจ้าอยู่ตรงนี้ ก็นำตั๋วเงินสามพันตำลึงมาให้ข้าเสียดี ๆ ข้ามีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินโดยด่วน!"

"เงินสามพันตำลึงหรือเจ้าคะ" ฉินหว่านเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยั่วเย้า ก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

"ท่านพี่ต้องการนำเงินสามพันตำลึงไปใช้ทำสิ่งใดกันแน่เจ้าคะ ระหว่างวิ่งเต้นซื้อตำแหน่งขุนนางขั้นสี่กับนำไปชำระหนี้บ่อนพนันลับนอกเมืองหลวง"

ทันทีที่คำว่า ‘บ่อนพนันลับ’ หลุดออกจากริมฝีปากนาง ใบหน้าของสวี่เจ๋อก็ซีดสลับแดงในพริบตา

เสียงซุบซิบของชาวบ้านรอบด้านพลันดังขึ้นทันที

"ที่แท้ก็ติดหนี้พนันหรือ"

"ยังกล้ามายึดสินเดิมภรรยาอีก ช่างไร้ยางอายนัก"

"ดูท่าที่ขอเงินไปซื้อตำแหน่งคงเป็นเพียงข้ออ้างกระมัง"

สวี่เจ๋อได้ยินเสียงเหล่านั้นก็ยิ่งลนลาน รีบตวาดกลบเกลื่อน

"เจ้า เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ข้าเป็นบัณฑิตมีเกียรติ จะไปยุ่งเกี่ยวกับสถานที่ต่ำช้าเช่นบ่อนพนันได้อย่างไร เจ้าใส่ร้ายสามี เพียงเพราะไม่ต้องการมอบเงินให้ข้าใช่หรือไม่"

"ใส่ร้ายหรือเจ้าคะ" ฉินหว่านยิ้มพราย ก่อนยกมือขึ้นเล็กน้อย หลงจู้ใหญ่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังจึงก้าวออกมา พร้อมคลี่หนังสือสัญญาหนี้ฉบับหนึ่งให้ทุกคนมองเห็นอย่างชัดเจน

ฉินหว่านรับเอกสารนั้นมา ก่อนอ่านด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

"หนังสือสัญญาหนี้ฉบับนี้ระบุว่า สวี่เจ๋อได้กู้เงินจากบ่อนพนันกวางหลินเป็นจำนวนสามพันตำลึงเงิน มีลายมือชื่อและรอยประทับนิ้วมือของผู้กู้ครบถ้วน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อเดือน" นางพลิกกระดาษอีกด้านให้ผู้คนดูตราประทับ

"และเมื่อเช้าวันนี้ บ่อนพนันกวางหลินได้โอนสิทธิ์เรียกร้องหนี้ฉบับนี้ให้แก่สำนักบัญชีเหวินจินอย่างถูกต้องตามสัญญา" ฉินหว่านเงยหน้าขึ้นมองสวี่เจ๋อ สีหน้าเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน

"ดังนั้น ท่านพี่มิใช่เจ้าของทรัพย์สินที่มาเรียกร้องสินเดิมของภรรยาหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็น ‘ลูกหนี้’ ของสำนักบัญชีแห่งนี้ต่างหาก"

"อะไรนะ!" สวี่เจ๋อเบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง

"สัญญาหนี้นั่น เหตุใดจึงไปอยู่ในมือของเจ้าได้"

"โลกนี้เงินทองหมุนเวียนรวดเร็วเสมอเจ้าค่ะ" ฉินหว่านตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“เมื่อเจ้าหนี้เดิมต้องการขายสัญญา และสำนักเหวินจินเห็นว่ามีหลักฐานชัดเจน พวกเขา จึงรับซื้อไว้ และบังเอิญเหลือเกินที่เมื่อเช้านี้ พวกเขา สืบทราบว่าลูกหนี้ในสัญญาคิดจะมายึดสินเดิมของข้า จึงส่งสัญญาฉบับนี้มาให้ข้าใช้เป็นหลักฐานทวงเงินคืนถึงที่อย่างไรเล่าเจ้าคะส่วนกำหนดชำระหนี้ของท่านพี่สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อวาน หากวันนี้ยังไม่มีเงินสามพันตำลึงมาชำระ ข้าคงต้องเชิญท่านไปเจรจาต่อหน้าขุนนางกรมเมือง"

"ฉินหว่าน เจ้ามันหญิงแพศยา!" ความสง่างามของบัณฑิตที่สวี่เจ๋อพยายามรักษาไว้พังทลายลงในพริบตา ความกลัวและความอับอายทำให้เขาเสียสติจนตวาดออกมาอย่างไม่คิดชีวิต

"เจ้ากล้าตลบหลังสามีเช่นนี้หรือ พวกเจ้า ไปยึดของในร้านมาให้หมด ยึดเงินในลิ้นชักกับสินค้าทุกชิ้นไปชำระหนี้แทนข้าเดี๋ยวนี้" บ่าวไพร่จากตระกูลสวี่และตระกูลฉินที่ยืนรอคำสั่งอยู่แล้ว พากันยกท่อนไม้ขึ้น ก่อนกรูกันเข้าหาประตูร้านอย่างพร้อมเพรียง

ฟึ่บ!

ทว่าเท้าของบ่าวคนแรกยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู เงาร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทก็ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้น

พลังปราณอันหนักหน่วงปะทุออกมาพร้อมไอสังหารเย็นเยียบ ราวกับคลื่นลมจากสนามรบซัดกระแทกเข้าใส่คนกลุ่มนั้น

บ่าวไพร่ที่บุกเข้ามาถูกแรงปะทะจนกระเด็นออกไปกองระเนระนาดอยู่ด้านนอกร้าน เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นทั่วบริเวณ บางคนถึงกับทำท่อนไม้หลุดจากมือ ส่วนคนที่เหลือรีบถอยกรูดด้วยใบหน้าซีดเผือด

"ผู้ใดอนุญาตให้พวกเจ้าสร้างความวุ่นวายหน้าสำนักการเงินของข้า" น้ำเสียงทุ้มต่ำเยียบเย็นดุจดังมาจากก้นบึ้งของขุมนรก ทำให้ผู้คนรอบด้านเงียบกริบในทันที

เซียวอี้เจิ้ง ชินอ๋องผู้ได้รับฉายาว่าอ๋องหน้าเหี้ยม ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ข้างกายฉินหว่าน บาดแผลบนไหล่ซ้ายถูกพันด้วยผ้าสีขาวอย่างเรียบร้อย แม้ใบหน้าคมคายจะซีดลงเล็กน้อยจากการเสียเลือด แต่กลิ่นอายกดดันรอบกายกลับมิได้ลดลงแม้แต่น้อย

ดวงตาสีเหล็กกล้ากวาดมองสวี่เจ๋อ ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งซึ่งพร้อมจะถูกเหยียบให้แหลกคาเท้า

ชาวบ้านในย่านนั้นพอจำฐานะของบุรุษตรงหน้าได้ ต่างตกตะลึงจนลืมหายใจ พ่อค้าแม่ค้าและผู้คนที่มุงดูรีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง

"ถวายบังคมชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ" เสียงถวายคำนับดังระงมไปทั่วถนน

สวี่เจ๋อซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนถึงกับขาอ่อน ร่างทรุดลงจนก้นกระแทกพื้น ใบหน้าซีดขาวราวกับศพไร้เลือด

"ชิน... ชินอ๋อง..."

เซียวอี้เจิ้งหลุบสายตามองเขาด้วยความรังเกียจ

"เจ้าคือบัณฑิตไร้ยางอายที่ติดหนี้บ่อนพนัน แล้วนำคนมาบุกยึดสินเดิมของภรรยาอย่างนั้นหรือ"

"พะ... พระองค์โปรดทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมถูกใส่ร้าย" สวี่เจ๋อลนลานหมอบกราบลงกับพื้น ศีรษะกระแทกพื้นอิฐดังตุบ

"หญิงผู้นี้เป็นภรรยาของกระหม่อม นางคิดตลบหลังและทำลายชื่อเสียงของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel