2
"ข้าต้องนั่งตรวจบัญชีจนถึงยามจื่อแทบทุกคืน ต้องวิ่งวุ่นเจรจาการค้าจนร่างกายทรุดโทรม แต่พวกท่านกลับใช้เงินอย่างสุขสบาย ราวกับว่าข้าเป็น 'บ่อเงินบ่อทอง' ที่ไม่มีวันแห้งขอด"
"พี่หญิง เหตุใดท่านถึงพูดจาใจแคบเช่นนี้" ฉินหลานเริ่มบีบน้ำตาอย่างชำนาญ
"หลานเอ๋อร์เป็นน้องสาวของท่านนะเจ้าคะ ตระกูลฉินเลี้ยงดูท่านมาตั้งแต่เล็ก"
"ตระกูลฉินเลี้ยงดูข้าหรือ" ฉินหว่านหัวเราะแผ่วเบา เสียงนั้นนุ่มนวล แต่กลับเย็นยะเยือกจนคนฟังขนลุก
"หลังจากท่านพ่อเสียชีวิต สินเดิมของมารดาข้าถูกพวกท่านผลาญจนแทบไม่เหลือ ร้านค้าสามแห่งของตระกูลฉินที่ใกล้ล้มละลาย ก็เป็นข้าที่พลิกฟื้นจนกลับมาทำกำไร แล้วนำเงินส่งเสียให้เจ้ามีเสื้อผ้าสวย ๆ สวมใส่จนถึงทุกวันนี้" นางปิดสมุดบัญชีเบา ๆ
"หลานเอ๋อร์ ใครกันแน่ที่เลี้ยงดูใคร ก่อนจะพูดอะไร ลองคิดให้ดีเสียก่อน เพราะตัวเลขไม่เคยโกหก"
"นี่เจ้า!" สวี่เจ๋อมองภรรยาด้วยความตกตะลึง
หญิงสาวที่เคยอ่อนโยน เชื่อฟัง และยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อเขา หายไปไหนแล้ว
เหตุใดวันนี้นางจึงคมกริบทุกถ้อยคำ จนเขาหาโอกาสโต้กลับแทบไม่ได้
"ฉินหว่าน เจ้ากำลังลบหลู่ข้ากับน้องสาวของเจ้า ตกลงวันนี้เจ้าจะให้เงินข้าหรือไม่"
ฉินหว่านปิดสมุดบัญชีลงเสียงดัง
ปัง!
นางยกยิ้มงดงาม สายตามองเขาราวกับมองสิ่งไร้ค่า
"คำตอบคือ ไม่ให้เจ้าค่ะ"
"ว่าอย่างไรนะ" ทั้งสวี่เจ๋อและฉินหลานร้องขึ้นพร้อมกัน
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป" ฉินหว่านกล่าวช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ
"ข้าขอลาออกจากการเป็นตู้เซฟเคลื่อนที่ของตระกูลสวี่ และลาออกจากการเป็นบ่อเงินบ่อทองของตระกูลฉิน" นางวางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ค่าใช้จ่ายทุกอย่างของพวกท่าน หากอยากได้ ก็เชิญหาเงินมาจ่ายกันเอง หรือหากขัดสนจริง ๆ จะนำทรัพย์สินมาจำนองกับข้าก็ได้ ข้าจะคิดดอกเบี้ยให้ไม่แพงนัก เพียงร้อยละสิบต่อเดือน"
"ฉินหว่าน เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เจ้าเป็นภรรยาข้า หากข้าไม่มีตำแหน่ง เจ้าก็ไม่มีวันได้เป็นฮูหยินขุนนาง"
สวี่เจ๋อแทบกระทืบเท้าด้วยความโกรธ ฉินหว่านเพียงปัดฝุ่นบนแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ
"ฮูหยินขุนนางขั้นสี่ที่ต้องอดมื้อกินมื้อ เพราะสามีไร้ความสามารถน่ะหรือเจ้าคะ" นางแย้มยิ้มบาง ๆ
"ข้าขอเป็นแม่ค้าจอมงกที่มีเงินเต็มคลัง ยังมีอนาคตกว่าเสียอีก"
"เจ้า เจ้ามันหญิงแพศยา ไร้ความกตัญญู ข้าจะไปฟ้องท่านแม่ ให้ท่านแม่มาจัดการเจ้า" สวี่เจ๋อชี้หน้านางด้วยนิ้วที่สั่นเทา ก่อนสะบัดชายแขนเสื้อเดินออกจากห้องด้วยความเดือดดาล
ฉินหลานเห็นท่าไม่ดี รีบวิ่งตามไปทันที
"พี่สวี่เจ๋อ รอหลานเอ๋อร์ด้วยเจ้าค่ะ"
เมื่อประตูห้องปิดลง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง
ฉินหว่านทอดสายตามองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินจากไปอย่างทุลักทุเล ก่อนหัวเราะเบา ๆ ด้วยความสะใจ
นางนั่งลงที่โต๊ะ ฝนหมึกอย่างอารมณ์ดี ก่อนหยิบพู่กันขึ้นมา
"เปิดฉากได้ไม่เลว" นางพึมพำกับตัวเอง พลางเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษอย่างมั่นคง
"พรุ่งนี้ สำนักบัญชีลับของข้าจะเริ่มต้นขึ้น และจากนี้ไป ข้าจะค่อย ๆ เอาเงินทุกตำลึงที่พวกเจ้าสูบไป กลับคืนมาพร้อมดอกเบี้ย คอยดูเถิด"
ข่าวที่ฉินหว่าน ปฏิเสธมอบเงินสามพันตำลึงทองให้ สวี่เจ๋อ เพื่อวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง แพร่สะพัดไปทั่วจวนตระกูลสวี่รวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง
ยังไม่ทันถึงยามเที่ยง ประตูเรือนปักบุปผาก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
ปัง!
หญิงวัยกลางคนในอาภรณ์หรูหราเกินฐานะก้าวฉับ ๆ เข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง ด้านหลังมีสวี่เจ๋อ บ่าวรับใช้ และสาวใช้ติดตามมาหลายคน สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ราวกับกำลังจะมาชมละครเรื่องใหญ่
ผู้มาเยือนคือฮูหยินสวี่ แม่สามีผู้ใช้ชีวิตสุขสบายอยู่บนกองเงินของฉินหว่านมาตลอดสามปี
"ฉินหว่าน เจ้าช่างสามหาวนัก" ฮูหยินสวี่ตวาดเสียงแหลม ก่อนฟาดมือลงบนโต๊ะน้ำชาดัง
ปัง!
ถ้วยชากระเบื้องกระทบกันจนเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊ง
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองพูดจาไร้มารยาทเพียงใด เจ๋อเอ๋อร์เป็นสามีของเจ้า เป็นเสาหลักของตระกูลสวี่ หากเขาได้เป็นขุนนางขั้นสี่ นั่นคือเกียรติยศสูงสุดของทั้งตระกูล เจ้าเป็นสะใภ้ มีเงินทองกองเต็มคลัง แต่กลับหวงเงิน ไม่ยอมช่วยเหลือสามี เจ้าอยากให้คนทั้งเมืองหลวงหัวเราะเยาะตระกูลสวี่ ว่ามีสะใภ้ตระหนี่ถี่เหนียวเช่นนั้นหรือ"
ฉินหว่านซึ่งกำลังนั่งดีดลูกคิดไม้หอมอย่างสบายอารมณ์ มิได้สะดุ้งแม้แต่น้อย
นางค่อย ๆ วางลูกคิดลง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองแม่สามีด้วยรอยยิ้มบางเฉียบแต่อำมหิตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
"ท่านแม่สามีช่างกล่าวได้ไพเราะยิ่งเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของนางสงบนิ่ง ต่างจากอดีตที่เคยหวาดหวั่นทุกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่าย
"เกียรติยศของตระกูลสวี่ช่างสูงส่งนัก แต่เหตุใดเกียรติยศนั้น ถึงต้องใช้เงินส่วนตัวของสะใภ้ไปซื้อด้วยเล่าเจ้าคะ"
"เจ้า!" ฮูหยินสวี่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
"เจ้าแต่งเข้าตระกูลสวี่แล้ว เงินของเจ้าก็ย่อมเป็นเงินของตระกูลสวี่"
"ท่านแม่พูดถูกแล้วเจ้าค่ะ" ฉินหลานซึ่งแอบยืนฟังอยู่ข้างประตู รีบก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"พี่หญิงหว่าน ท่านแต่งงานแล้ว สินเดิมและทรัพย์สินที่หามาได้ ย่อมต้องใช้เพื่อสามีและครอบครัวสามี การเก็บเงินไว้เพียงผู้เดียวเช่นนี้ ช่างเห็นแก่ตัวและไร้ความกตัญญูเหลือเกิน" ฉินหว่านมองน้องสาวต่างมารดา ก่อนหัวเราะเบา ๆ
"หลานเอ๋อร์ เจ้านี่ช่างกตัญญูจริง ๆ" นางพยักหน้าเหมือนชื่นชม
"ในเมื่อเจ้าคิดว่าสะใภ้ควรเสียสละเพื่อครอบครัวสามี เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะส่งใบทวงหนี้ไปยังจวนตระกูลฉิน ให้ท่านแม่ใหญ่ของเจ้าชำระหนี้ที่ยืมเงินข้าไว้เสียที ดีหรือไม่"
ฉินหลานชะงักทันที ฉินหว่านยังกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน
"ส่วนปิ่นหยกบนศีรษะ ต่างหูหยกคู่นั้น รวมถึงชุดผ้าไหมที่เจ้าสวมอยู่ ล้วนซื้อด้วยเงินของข้าทั้งสิ้น หากเจ้าต้องการแสดงความกตัญญู ก็ถอดส่งคืนมาเดี๋ยวนี้เลยสิ"
"ขะ... ข้า..." ฉินหลานรีบยกมือขึ้นป้องกันปิ่นหยกบนศีรษะโดยสัญชาตญาณ ใบหน้าซีดเผือด ก่อนรีบถอยไปหลบหลังสวี่เจ๋อทันที
สวี่เจ๋อเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเดือดดาล
"ฉินหว่าน เจ้าอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง" ฮูหยินสวี่ชี้นิ้วใส่นาง มือสั่นด้วยความโมโห
"วันนี้หากเจ้าไม่ส่งตั๋วเงินห้าพันตำลึงทองออกมา อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขในจวนนี้ ข้าจะตัดเบี้ยเลี้ยงประจำเดือนของเจ้า ยึดบ่าวไพร่ในเรือนนี้คืนทั้งหมด"
"โอ้" ฉินหว่านเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สีหน้าเหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องน่าประหลาดใจ
