1
กลิ่นหอมอ่อนจางของเครื่องหอมบำรุงหัวใจยังคงลอยละมุนอบอวลอยู่ในอากาศ กลิ่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยพรากลมหายใจของฉินหว่าน ไปในชาติที่แล้ว
ยามที่ดวงตาคู่สวยค่อย ๆ เบิกกว้าง ภาพตรงหน้าไม่ใช่ขุมนรกหรือยมโลก หากเป็นห้องนอนในเรือนปักบุปผาที่คุ้นเคยทุกซอกทุกมุม บนโต๊ะเครื่องแป้งยังคงตั้งคันฉ่องทองเหลืองบานเดิม สะท้อนใบหน้าอันงดงาม ทว่าซูบซีดของหญิงสาววัยสิบเก้าปี
ฉินหว่านยกมือขึ้นแตะลำคอ พลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ความทรงจำสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจยังคมชัดราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ร่างกายที่ทรุดโทรมจากการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินเข้าตระกูลสวี่ ร่างที่นอนซมอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง และเสียงหัวเราะแผ่วเบาของสวี่เจ๋อ สามีผู้แสนดีกับฉินหลาน น้องสาวต่างมารดา ผู้ร่วมมือกันหยดยาพิษลงในถ้วยชาของนางเพื่อแย่งชิงทรัพย์สินทุกชิ้นที่นางสร้างมาด้วยสองมือ
'ที่แท้ ข้าก็ได้ย้อนเวลากลับมาจริง ๆ'
ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็นเยียบ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึก เฉียบคม และเต็มไปด้วยประกายแห่งการเอาคืน
ชาตินี้ ผู้ใดคิดจะสูบเลือดสูบเนื้อจากนางอีก ฝันไปเถิด!
ก๊อก ก๊อก
ยังไม่ทันที่ฉินหว่านจะตั้งสติได้เต็มที่ ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดเข้ามาโดยไม่รอเสียงอนุญาต
ผู้ที่เดินเชิดหน้าก้าวเข้ามาคือสวี่เจ๋อ สามีของนาง ในชุดบัณฑิตหรูหราตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี ซึ่งแน่นอนว่าใช้เงินของนางซื้อทุกบาททุกสตางค์
ด้านหลังของเขาคือฉินหลาน น้องสาวต่างมารดาผู้แสร้งอ่อนหวาน เดินบิดกายเข้ามาพร้อมรอยยิ้มไร้เดียงสา ราวกับไม่เคยคิดร้ายกับผู้ใด
"พี่หญิงหว่าน ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ"
ฉินหลานรีบสาวเท้าเข้ามาจับมือของนางทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยจนผู้ไม่รู้คงหลงเชื่อ
"พวกเราเป็นห่วงท่านแทบแย่ เห็นท่านล้มป่วยเพราะมัวแต่หวงเงิน เอาแต่ทำงานตรากตรำในร้านค้าจนล้มหมอนนอนเสื่อเช่นนี้ หลานเอ๋อร์ปวดใจเหลือเกินเจ้าค่ะ"
งกเงินอย่างนั้นหรือ ฉินหว่านเกือบหลุดหัวเราะออกมา
นางค่อย ๆ ดึงมือออกจากการกอบกุมของอีกฝ่ายอย่างสุภาพ แต่แฝงไว้ด้วยความเหินห่าง ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนไหมขึ้นมาเช็ดนิ้วมือทีละนิ้วอย่างพิถีพิถัน ราวกับเพิ่งสัมผัสสิ่งสกปรก
ฉินหลานชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างโดยไม่รู้ตัว
"หว่านเอ๋อร์"
สวี่เจ๋อเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติ แต่เพียงขมวดคิ้วนิดหนึ่งก็สลัดความสงสัยทิ้ง เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนวางท่าทางเป็นสามีผู้เปี่ยมบารมี
"ในเมื่อเจ้าฟื้นแล้วก็ดี ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก ตอนนี้ทางกองทัพกำลังจะคัดเลือกขุนนางขั้นสี่ ข้าจำเป็นต้องใช้เงินราวสามพันตำลึงทองเพื่อนำไปวิ่งเต้นเปิดทางกับผู้ใหญ่ เจ้ารีบเบิกเงินจากคลังส่วนตัวของเจ้ามาให้ข้าสักห้าพันตำลึงทองเถิด ส่วนที่เหลือข้าจะได้นำไปซื้ออาชาชั้นดีไว้ใช้งาน" น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ราวกับกำลังสั่งให้บ่าวไปหยิบน้ำชา มิใช่เอ่ยปากขอเงินจำนวนมหาศาล
ห้าพันตำลึงทอง สำหรับเขา มันคงเป็นเพียงเศษใบไม้ที่ปลิวหล่นอยู่ข้างทาง
ฉินหว่านนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ
"สามพันตำลึงเพื่อซื้อตำแหน่ง อีกสองพันตำลึงซื้ออาชา" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ท่านพี่ ชายาของท่านผู้นี้เปิดร้านค้าหรือเป็นเจ้าของคลังหลวงกันแน่หรือเจ้าคะ"
สวี่เจ๋อขมวดคิ้วทันที
"เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร เงินของเจ้าก็ย่อมเป็นเงินของข้า เราเป็นสามีภรรยากัน การผลักดันให้ข้าได้ตำแหน่งสูง ก็เท่ากับยกฐานะของเจ้าด้วย หากข้าได้เป็นขุนนางใหญ่ เจ้าก็จะได้เป็นฮูหยินขุนนาง ไม่ดีหรือ"
"จริงด้วยเจ้าค่ะ พี่หญิง"
ฉินหลานรีบรับคำอย่างรวดเร็ว ดวงตาเป็นประกาย
"อีกอย่าง หลานเอ๋อร์เพิ่งได้ข่าวว่าร้านผ้าในเมืองหลวงนำเข้าผ้าไหมลายใหม่ งดงามยิ่งนัก เหมาะกับหลานเอ๋อร์ที่สุด แต่ราคาสูงถึงห้าร้อยตำลึง พี่หญิงช่วยซื้อให้หลานเอ๋อร์หน่อยนะเจ้าคะ ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่หลานเอ๋อร์มาคอยดูแลพี่หญิงยามเจ็บป่วย"
ฉินหว่านฟังคำพูดของทั้งสองแล้วแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายเสียจริง คนหนึ่งมาขอเงินไปติดสินบนเพื่อซื้อตำแหน่ง อีกคนมาขอเงินซื้อเสื้อผ้าหรูหรา แต่ไม่มีผู้ใดถามนางแม้แต่คำเดียวว่า เหตุใดนางจึงทำงานหนักจนล้มป่วย
ในสายตาของพวกเขา นางไม่ใช่ภรรยา ไม่ใช่พี่สาว แต่เป็นเพียงบ่อเงินบ่อทองที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
ฉินหว่านลุกจากเตียงอย่างเชื่องช้า ก่อนเดินไปยังโต๊ะทำงาน หยิบสมุดบัญชีเล่มใหญ่ขึ้นมาเปิดทีละหน้า
"ท่านพี่... หลานเอ๋อร์" vนางเรียกทั้งสองด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
"ก่อนจะพูดถึงเงินห้าพันห้าร้อยตำลึงนั้น เรามาดู 'งบประมาณประจำปี' ของเรือนเรากันก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ"
สวี่เจ๋อชักสีหน้าทันที
"เจ้าจะกางสมุดบัญชีทำไมกัน แค่หยิบตั๋วเงินมาให้ก็สิ้นเรื่อง"
"ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ" ฉินหว่านใช้นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนสมุดบัญชีเบา ๆ
เคาะ... เคาะ... เคาะ...
"เรื่องเงินทองต้องโปร่งใส" นางไล่สายตาไปตามตัวเลข ก่อนอ่านออกมาช้า ๆ
"เดือนที่แล้ว ท่านพี่เบิกเงินไปสังสรรค์กับบรรดาขุนนางสองพันตำลึง เดือนก่อนหน้านั้น ท่านแม่สามีเบิกเงินไปสร้างองค์พระ แปดร้อยตำลึงและเมื่อสามสัปดาห์ก่อน หลานเอ๋อร์มาเบิกเงินซื้อเครื่องประดับหยกอีกห้าร้อยตำลึง" ฉินหว่านเงยหน้าขึ้น พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน
"รวมสามเดือนที่ผ่านมา ตระกูลสวี่ รวมถึงตัวเจ้า หลานเอ๋อร์ ใช้เงินของข้าไปทั้งหมด เจ็ดพันสี่ร้อยตำลึงเงิน ขณะที่ตระกูลสวี่ไม่มีรายรับเข้าคลังแม้แต่ตำลึงเดียว"
ทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบ สีหน้าของสวี่เจ๋อดำทะมึน ส่วนฉินหลานเริ่มกลืนน้ำลายอย่างลนลาน
"เจ้า เจ้าจะพูดเรื่องพวกนี้ไปทำไม" สวี่เจ๋อเสียงแข็ง
"เงินทองเล็กน้อยเท่านี้ จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยด้วยหรือ ข้าเป็นสามีของเจ้านะ"
"เล็กน้อยหรือเจ้าคะ" ฉินหว่านเอียงศีรษะเล็กน้อย
"เงินเจ็ดพันกว่าตำลึงนี้ สามารถเลี้ยงกองทัพได้เป็นเดือน ท่านพี่รู้หรือไม่ว่า เงินทุกตำลึงนั้นข้าต้องแลกมาด้วยอะไร" นางสบตาเขาโดยไม่หลบ
