ตอนที่ 10 : พังมาพังกลับ
ตอนที่
[10]
พังมาพังกลับ
หลังจากที่จัดการเรื่องเรือนฟู่เฉิงแหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่และคัดเลือกคนงานที่ไว้ใจได้เรียบร้อยแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็กลับมาทุ่มเทให้กับการผลิตสินค้าชุดใหม่ต่อทันที ด้วยกำลังคนที่เพิ่มขึ้นและสถานที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม ก็ทำให้การผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพียงไม่นาน สินค้าชุดใหม่ก็ถูกส่งไปยังร้านยงซื่อจินผิ่นจนเต็มคลังสินค้า
และเมื่อจัดการเรื่องงานจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องสะสาง ‘บัญชีแค้น’ ส่วนตัวกันเสียที
นางรอคอยจังหวะที่เหมาะสมและในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึง
เมื่อได้รับข่าวจากสายที่แอบวางไว้ในจวนว่าวันนี้บิดาของนางติดงานสำคัญต้องค้างคืนอยู่ที่นอกเมืองหลายวัน น้องชายตัวแสบก็ไปเรียนที่สำนักศึกษา ส่วนสองแม่ลูกตัวดีก็มีแผนที่จะออกไปเลือกซื้อผ้าไหมที่ตลาดวันนี้
ทางสะดวก!!
ช่างเป็นวันที่เหมาะสมกับการ ‘ลงมือ’ ครั้งใหญ่เสียจริง
ลั่วเฉียวฮุ่ยยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นางรอจนกระทั่งรถม้าของ
สวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยเคลื่อนตัวออกจากจวนไปแล้ว จึงได้เริ่มต้นแผนการของนางทันที!
โดยบอกให้เลี่ยงซูอยู่เฝ้าเรือนไว้ ส่วนตนเองก็ได้ใช้ ทักษะการลอบเร้นที่เคยฝึกฝนมาอย่างหนักในชาติก่อนเคลื่อนไหวออกจากเรือนของตนเองอย่างเงียบเชียบราวกับเงา หลบหลีกสายตาของบ่าวรับใช้ที่ยังคงเดินเพ่นพ่านอยู่ในจวนได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะลอบเข้าไปในเรือนใหญ่ที่แสนของจวนตระกูลลั่วโดยไม่มีผู้ใดได้ล่วงรู้ เมื่อเข้ามาข้างในแล้วนางก็ไม่รอช้า...
ปฏิบัติการทำลายล้างได้เริ่มต้นขึ้น!
ลั่วเฉียวฮุ่ยใช้ทักษะที่เหนือกว่าสตรีทั่วไป พลิกคว่ำโต๊ะเครื่องแป้งราคาแพงจนเครื่องประทินโฉมแตกกระจายเกลื่อนพื้น จากนั้นดึงอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีออกมาจากตู้แล้วใช้กรรไกรที่พกติดตัวมาตัดมันจนขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี!
ก่อนจะเคลื่อนกายเข้าไปในห้องนอนของลั่วหลิงเม่ย กวาดเอาเครื่องประดับล้ำค่าทั้งหมดที่วางอยู่บนโต๊ะลงมากองกับพื้น แล้วใช้เท้ากระทืบซ้ำลงไปอย่างไม่ยั้ง ทำให้ปิ่นหยกขาวแตกละเอียด กำไลทองคำบิดเบี้ยว ต่างหูไข่มุกกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
หญิงสาวทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าราวกับระบายความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานานแทนลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี!
หลังจากที่ ‘จัดระเบียบ’ จนพอใจแล้วก็ยืนมองผลงานของตัวเองอยู่กลางห้องที่เละเทะราวกับถูกพายุถล่มก่อนจะค่อย ๆ หมุนคอไปมาเล็กน้อยเพื่อบิดขี้เกียจ รอยยิ้มที่สะใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว ก่อนที่นางจะลอบออกจากเรือนที่พังพินาศนั้นไปอย่างเงียบเชียบราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น และเรื่องนี้ใช้เวลาเพียงไม่นานเท่านั้น
แม้แต่บ่าวรับใช้ก็วิ่งมาดูไม่ทัน
.
.
.
ในช่วงบ่ายของวันนั้นเอง...
สวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยเดินทางกลับมาถึงจวนด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน แต่แล้วรอยยิ้มของพวกนางก็ต้องพลันแข็งค้างไป เมื่อได้ก้าวเข้ามาในเรือนของตนเอง...
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!!”
เสียงกรีดร้องของสองสตรีดังลั่นไปทั่วทั้งจวน
“นี่มันอะไรกัน!!” สวีหลิงม่านร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นสภาพห้องนอนของตนเองที่เละเทะราวกับถูกพายุถล่ม
“ใคร! ใครมันบังอาจทำเช่นนี้!!”
ลั่วหลิงเม่ยเองก็แทบจะสิ้นสติ เมื่อนางเห็นเครื่องประดับชิ้นโปรดของนางแตกหักเสียหายเกลื่อนอยู่บนพื้น!
ก่อนที่พวกนางซักถามบ่าวรับใช้ทุกคนในเรือน แต่ทว่าก็ไม่มีใครรู้เห็นเหตุการณ์เลยแม้แต่คนเดียว!
แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของพวกนางทำให้ทั้งสองหันมองหน้ากันโดยทันที
‘ลั่วเฉียวฮุ่ย!!’
พวกนางนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยไปรื้อค้นเรือนของนังสารเลวนั่นเมื่อหลายวันก่อน นี่มัน...นี่มันคือการเอาคืนอย่างแน่นอน
“นังสารเลวเฉียวฮุ่ย!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!!” ลั่วหลิงเม่ยกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธแค้นสุดขีด นางไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว คิดแล้วก็บุกตรงไปยังเรือนพักของน้องสาวต่างสายเลือดทันที ไหน ๆ บิดาก็ไม่อยู่แล้วไม่ต้องสร้างภาพอันใดอีก
แต่แล้วลั่วหลิงเม่ยก็ต้องชะงักฝีเท้าลง เมื่อภาพที่นางเห็นคือภาพของลั่วเฉียวฮุ่ยที่กำลังยืนสนทนาอยู่กับจ้าวซงหยวนที่หน้าเรือนของนางด้วยท่าทีที่เป็นกันเองและดูสนิทสนม!
เปลวไฟแห่งความหึงหวงพลันปะทุขึ้นมาในใจของลั่วหลิงเม่ยอย่างรุนแรง มันรุนแรงยิ่งกว่าความโกรธแค้นเรื่องข้าวของที่เสียหายเสียอีก!
‘ทำไมคุณชายจ้าวถึงได้อยู่กับนังเฉียวฮุ่ยเช่นนั้น ไหนจะรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนนั่น…’
บิดาไม่อยู่แต่เขากลับมาที่นี่
ลั่วหลิงเม่ยได้แต่ยืนกำหมัดแน่น ความร้อนใจที่อยากจะเข้าไปอาละวาด และความกลัวที่จะเสียภาพลักษณ์ต่อหน้าบุรุษอันเป็นที่รักมันกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่ในใจ
ทางด้านจ้าวซงหยวนนั้นเขากำลังมองลั่วเฉียวฮุ่ยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...
ไม่น่าเชื่อว่ายิ่งนานวันลั่วเฉียวฮุ่ยจะยิ่งงดงามและน่าสนใจขึ้นทุกทีรอยยิ้มของนางในตอนนี้ช่างดูแตกต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง มันดูจริงใจและมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด
ความคิดชั่ววูบหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัวของเขา
‘หากได้นางมาครอบครองเพิ่มอีกสักคน...ก็คงจะดีไม่น้อย’
ส่วนลั่วเฉียวฮุ่ยนั้นนางเพียงแค่เหลือบมองใบหน้าของเขาแวบเดียวก็สามารถล่วงรู้ได้ถึงความคิดอันสกปรกที่อยู่ข้างในนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
‘ฝันไปเถอะไอ้บุรุษมักมาก!’ คิดในใจอย่างเหยียดหยาม
หญิงสาวแสร้งทำเป็นพูดคุยกับเขาต่อไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะขอตัวกลับเรือนไป ทิ้งให้จ้าวซงหยวนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่ยังค้างคา และทิ้งให้ลั่วหลิงเม่ยที่แอบมองอยู่ไกล ๆ ต้องจมอยู่กับกองไฟแห่งความหึงหวงและความร้อนรนต่อไป
ลั่วเฉียวฮุ่ยเดินกลับเข้าเรือนของตนเองด้วยรอยยิ้มที่สะใจ นางรู้ดีว่าหลังจากเหตุการณ์ในวันนี้ สองแม่ลูกนั่นคงจะไม่มีเวลามาหาเรื่องนางไปอีกพักใหญ่...
เพราะอะไรน่ะหรือ?
เพราะพวกนางคงจะต้องเอาเวลาทั้งหมดไปคิดหาแผนการที่จะจับบุรุษหลายใจผู้นั้นให้อยู่หมัดน่ะสิ
