บทที่ 5 ไม่ต้องห่วงแม่
นลินนอนคิดทั้งคืนว่าจะหาเหตุผลไหนมาอ้างกับแม่ของเธอ ครั้นจะให้มินตรามาอยู่เป็นเพื่อนท่าน เธอก็เกรงใจเพื่อนคนนี้ ใช่อยู่ว่าถ้าเธอแค่เอ่ยปากมินตราก็ไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน แต่การที่ต้องมาดูแลคนป่วยมันไม่ใช่งานที่ง่ายและไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ทุกคน หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงเพื่อระบายความกลัดกลุ้มที่อยู่ในใจ ร่างเล็กลุกขึ้นจากเตียงพลางเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ชั่วครู่หนึ่งหญิงสาวก็เดินออกมาหลังจากอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ร่างบอบบางที่อยู่ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นพอดีตัวกับกางขาสั้นเหนือหัวเข่าเดินออกมาจากห้องนอนพลันก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังออกมาจากในครัว
“แม่ ทำอยู่อะไรคะ?”
สิรินทร์หันหน้ามามองลูกสาวพลางส่งยิ้มหวาน
“วันนี้แม่ทำ แกงสายบัวของโปรดเอยด้วยนะ หิวไหมลูก? รอแม่แปบนะใกล้เสร็จแล้ว”
นลินสาวเท้าเดินไปหยุดข้างๆ แม่ เธอพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใยออกไป
“ทำไมแม่ไม่นอนพักคะ มาค่ะ เดี๋ยวเอยทำต่อเอง”
“แม่นอนมาทั้งคืนแล้ว เอยนั่นแหละไปนั่งรอแม่ตรงนู่นเลย” สิรินทร์ชี้ไปที่โซฟากลางเก่ากลางใหม่ที่อยู่ในห้องรับแขก นลินส่ายหน้าไปมา
“ไม่คะ ให้เอยช่วยแม่นะคะ จะได้เสร็จไวๆ”สิรินทร์ส่ายหัวให้กับความรั้นของลูกสาวพลางยิ้มออกมา
“เอยไปดูข้าวสิว่าสุกหรือยัง ถ้าสุกแล้วก็ตักใส่จานเอาไปวางที่โต๊ะได้เลย อ่อ เอยตักข้าวสามจานนะลูก”
หญิงสาวทำหน้าสงสัย มีกันแค่สองคนทำไมต้องตักข้าวถึงสามจาน ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามเมื่อแม่ของเธอพูดขึ้นมาเสียก่อน
“วันนี้ป้าพรจะมาทานข้าวที่บ้านเราด้วย สายบัวนี่แม่ก็ไหว้วานให้แกไปซื้อที่ตลาดมาให้”
นลินพยักหน้ารับรู้ ป้าพรคือเพื่อนบ้านของแม่ที่ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ บ้านของแกอยู่ถัดจากบ้านของเธอไปอีกหนึ่งซอย ป้าพรมักจะแวะมาเยี่ยมและเอาของมาฝากแม่เสมอ ก่อนหน้าที่สิรินทร์จะป่วย แม่ของเธอทำขนมหวานหลากหลายอย่างส่งให้กับแม่ค้าที่ตั้งแผงอยู่ในตลาดใกล้ๆ บ้าน ท่านยึดอาชีพนี้เลี้ยงดูและส่งเสียเป็นค่าเล่าเรียนให้เธอมาโดยตลอด พ่อของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่เธอยังเล็ก ท่านทิ้งบ้านหลังนี้ไว้เป็นสมบัติให้เธอกับแม่ไว้ดูต่างหน้า แม่รักบ้านหลังนี้มากเพราะมันเป็นน้ำพักน้ำแรงที่แม่กับพ่อช่วยกันหามา ตั้งแต่ที่แม่ล้มป่วย ท่านก็เลยต้องหยุดทำขนมไปในทันที ภาระค่าใช้จ่ายทุกอย่างเลยต้องเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องรับผิดชอบ เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินเข้ามาในตัวบ้านทำให้คนทั้งสองหันขวับไปมอง
“สวัสดีค่ะ ป้าพร”
“อ้าว!หนูเอยวันนี้ไม่มีเรียนเหรอลูก?”
“วันนี้เอยไม่มีเรียนค่ะ ป้าพรนั่งรอที่โต๊ะได้เลยนะคะ เดี๋ยวเอยยกกับข้าวไปให้ค่ะ”
หญิงสูงวัยพยักหน้าพลางเดินไปทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ ชั่วครู่เดี๋ยว สิรินทร์กับนลินก็ถือจานข้าวออกมาวางที่โต๊ะอาหาร ทั้งสองคนทรุดนั่งลงก่อนที่จะตักอาหารกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“เอยเป็นไงบ้างลูก ป้าได้ยินจากแม่ว่าหนูทำงานและเรียนไปด้วยพร้อมๆกันเหนื่อยไหมลูก?”
ป้าพรถามออกมาอย่างห่วงใย นลินก็เหมือนหลานสาวของเธอคนหนึ่ง เธอเห็นหญิงสาวตั้งแต่เล็กจนโตมาเป็นสาวสวยสะพรั่ง ป้าพรมองสบตาหญิงสาวอย่างนึกเอ็นดู
“ไม่เหนื่อยค่ะป้าพร เอยเรียนเทอมสุดท้ายแล้วเลยพอมีเวลาว่างแบ่งไปทำงานค่ะ”นลินพูดออกไปอย่างนึกกระดาก ถ้าท่านทั้งสองรู้ว่างานที่เธอทำต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง ท่านคงจะเสียใจเป็นที่สุด
“ถ้ามีอะไรให้ป้าช่วยก็บอกมาได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจ”
หญิงสาวไหว้ขอบคุณป้าพร เธอรู้ว่าแกรักและเอ็นดูตัวเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง นลินยิ้มให้กับผู้ใหญ่ทั้งสอง
“แม่คะ พรุ่งนี้เอยต้องไปค้างต่างจังหวัดหนึ่งคืนพอดีมีงานด่วนเข้ามา แม่อยู่คนเดียวได้ไหมคะ?”
นลินมองหน้าแม่อย่างละอายใจ เธอจำเป็นที่จะต้องโกหกแม่ เพราะเธอยังต้องการเงินจากเขา สิรินทร์มองหน้าลูกสาวอย่างรู้สึกเห็นใจ ถ้าเธอไม่ล้มป่วย นลินก็คงไม่ต้องมาลำบากแบบนี้ สิรินทร์ยื่นมือไปลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู
“ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แม่อยู่คนเดียวได้ลูก เอยไปทำงานเถอะ” เสียงแหบแห้งเปล่งออกมา
“ไม่ต้องห่วงแม่นะหนูเอย เดี๋ยวป้าแวะมาดูแม่ให้เอง” ป้าพรพูดแทรกขึ้นมา นลินหันมามองสบตาป้าพรด้วยความซาบซึ้งใจพลางพูดเสียงสั่นๆ
“เอยขอบคุณป้าพรมากๆเลยค่ะ เอยฝากป้าพรดูแลแม่ด้วยนะคะ”
ป้าพรพยักหน้า ท่านมองสบตากับสิรินทร์พลางส่งยิ้มให้กันและกัน นลินพรูลมหายใจออกมาอย่างคลายความกังวล ความคิดที่หนักอึ้งเมื่อคืนถูกยกออกไปจากอก ใบหน้าหวานยิ้มอย่างคนสบายใจ อย่างน้อยในขณะที่เธอไปต่างจังหวัดกับเขา ก็ยังมีป้าพรที่คอยดูแลแม่แทนเธอ
