บทที่ 7
ไม่ใช่นางกำนัลธรรมดา
แสงแดดยามเช้าเพิ่งฉายทั่วท้องฟ้า อวี้เฟินและข้ารับใช้คนอื่นก็ต้องทำหน้าที่แล้ว นางยืนถือถังน้ำสะอาดนิ่ง ข้างกายเป็นอวี่ขันทีที่ เสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบาดังมาจากด้านในตำหนักบรรทม อวี่ขันทีไม่รอช้า พยักหน้าให้นางรู้ตัวแล้วเขาก็เป็นฝ่ายเปิดทางนำเข้าไป
นางยกถังน้ำตามเข้าไปเงียบ ๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกย่างก้าว
ภายในห้องยังมืดสลัว กลิ่นไม้หอมจาง ๆ ร่างสูงของจิ้นอ๋องนั่งอยู่บนขอบเตียงในชุดบางคลุมไหล่ ดวงตาคมทอดมองมาอย่างสงบนิ่ง ทว่าในแววตากลับสะท้อนอะไรบางอย่างที่ไม่พูดออกมา
เขาเห็นอวี้เฟินก้มหน้าเข้ามา ระบายศีรษะของนางภายใต้แสงตะเกียงก็ชวนให้อารมณ์บางอย่างในกายเขาปะทุขึ้นอีกวูบ ราวกับภาพเมื่อคืนย้อนกลับมาโดยไม่ตั้งใจ เขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ราวกับต้องการสลัดความคิดนั้นทิ้ง
อวี้เฟินไม่รู้เลยว่ากำลังถูกจ้องมอง นางเพียงยื่นผ้าชุบน้ำตรงหน้า ท่าทางประหม่าแต่พยายามสุขุม
...ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีแม้แต่การยื่นมือมารับผ้า
“…เช็ดหน้าให้ข้าสิ”
เสียงเข้มเอ่ยขึ้นในที่สุด ราบเรียบ แต่ออกคำสั่งชัดเจน
นางเงยหน้าขึ้นชั่วแวบอย่างประหลาดใจ ก่อนจะรีบก้มลงอีกครั้ง พยักหน้าแล้วขยับตัวเข้าใกล้
มือของนางแตะลงบนใบหน้าเขาอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วชื้นเย็นไล้ไปตามแนวโหนกแก้ม กรอบหน้า คาง คิ้ว ทุกจุดที่ผ่านเหมือนจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดลงที่ปลายจมูก
นางไม่กล้ามองตาเขา หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
จนในที่สุดก็เช็ดเสร็จ นางจึงรีบถอยออกเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้วางของ จิ้นอ๋องก็พูดต่อ
“ช่วยข้าแต่งตัว”
ขันทีอวี่ที่ยืนอยู่ข้างหลังถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ไม่เอ่ยคำใด แต่ในใจกลับวุ่นวาย ท่านอ๋องไม่เคยอนุญาตให้ใครสัมผัสตัว แม้แต่บ่าวคนสนิทก็ทำได้เพียงจัดเตรียมเสื้อผ้าเท่านั้น
‘ดูท่า…นางผู้นี้คงไม่ใช่นางกำนัลธรรมดาเสียแล้ว’
เขาก้มหน้าเงียบ และถอยออกห่างให้พอสมควรอย่างรู้หน้าที่
อวี้เฟินเองห็รู้สึกแปลกใจไม่แพ้กัน แต่เพราะไม่กล้าขัดคำสั่ง นางจึงค่อย ๆ หยิบเสื้อคลุมด้านในมาสวมให้ ร่างสูงยืนนิ่ง ไม่พูด ไม่ไหวติง คล้ายตั้งใจเฝ้าดู
เมื่อนางพยายามผูกเข็มขัดทอง เส้นสายที่ละเอียดถี่กลับไปเกี่ยวเข้ากับท่อนแขนของเขาโดยไม่ตั้งใจ เสียงเนื้อถูกเฉือนแผ่ว ๆ ดังขึ้น พร้อมเลือดซึมสีแดงจาง
“อะ…หม่อมฉันขออภัย!”
นางรีบถอยหลัง คุกเข่าลงทันที ก้มหน้าแนบพื้น ฝ่ามือกดลงกับพื้นเย็นจัดจนรู้สึกชาวาบ
“หม่อมฉันมิได้ตั้งใจ! หม่อมฉันผิดไปแล้ว…”
ขันทีอวี่ขยับตัวด้วยสีหน้าเครียด บ่าวอีกสองคนด้านหลังต่างก็กลั้นหายใจไปตาม ๆ กัน
ทุกคนรอฟังเสียงตะคอก หรือคำสั่งลงโทษอันคาดเดาไม่ได้
แต่จิ้นอ๋องกลับเพียงเหลือบตามองแผลที่แขน แล้วกล่าวเสียงเรียบ...
“ช่างเถอะ ไม่เจ็บ”
จากนั้นหันไปสั่งเสียงนิ่งกว่าเดิม “ทุกคนออกไป”
อวี่ขันทีนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็วแล้วรีบผายมือไล่ข้ารับใช้คนอื่นออกไปเงียบ ๆ เขาไม่กล้าสบตานายตนแม้เพียงชั่ววูบ
กลางคืนคลี่ตัวลงอย่างสงบ แสงจันทร์บางเบาทาบแนบผ่านช่องหน้าต่างไม้ไผ่เหนือตำหนักอาบน้ำแห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ กลิ่นไม้หอมจาง ๆ ผสมกับไอน้ำอุ่นที่ลอยละล่องอยู่ทั่วพื้นหินรอบสระ สะท้อนความเงียบงันได้ลึกซึ้งจนน่าหลงใหล
หลี่อวี้เฟินถือขันไม้และผ้าขนหนูเข้ามาด้วยฝีเท้าเงียบ มือหนึ่งยังเช็ดหยดเหงื่อเบา ๆ ที่หน้าผาก
“สระนี้...จะให้ข้าทดลองหรือ” นางพึมพำเบา ๆ ขณะก้าวเข้าสู่ลานหินอาบน้ำ
ข้างในปรากฏบ่อน้ำหินที่ถูกตกแต่งอย่างประณีต ผนังไม้ท่อนใหญ่เรียงซ้อนเป็นชั้นอย่างมั่นคง เสาไม้ล้อมรอบสระที่ถูกเจาะพื้นให้ลึกและกรุก้อนหินธรรมชาติเรียบลื่น ราวกับกำลังเข้าไปในตำหนักของเจ้านายผู้สูงศักดิ์มากกว่าจะเป็นที่สำหรับบ่าวรับใช้
ไอน้ำที่พวยพุ่งจากบ่ออุ่น แผ่คลุมเหนือผิวน้ำเป็นม่านบาง นางยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มปลดเสื้อผ้าอย่างช้า ๆ
ผ้าชั้นในหลุดร่วงลงเบื้องเท้า เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวเนียน ไหล่บอบบางลู่ลงสู่ช่วงเอวที่โค้งได้รูป สะโพกกลมกลึงเต็มมือกับผิวกายเปล่งปลั่งยามแสงตะเกียงทอดสะท้อน หน้าอกที่เต่งตึงไหวตามแรงลมหายใจในอก ค่อย ๆ ขยับขึ้นลงยามนางก้าวลงสู่สระ
ดวงตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อสัมผัสอุณหภูมิของน้ำอุ่นที่แตะเรียวขา แต่ก็เคลื่อนไหวต่ออย่างมั่นใจ เส้นผมยาวถูกรวบขึ้นลวก ๆ ขณะนางค่อย ๆ นั่งลงในสระ หยดน้ำไหลผ่านต้นคอ สะท้อนเงาล้อกับแสงไหวของเปลวตะเกียงลงบนพื้นได้อย่างงดงาม
นางค่อย ๆ ดำผุดดำว่ายภายในบ่อน้ำที่เงียบงัน ละลายความเหนื่อยล้าและความกระวนกระวายในใจจนแทบลืมสิ้นทุกอย่าง กระทั่ง...ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากนอกตำหนัก
นางสะดุ้ง ใจหายวาบ รีบย่อตัวจมลงใต้น้ำจนเหลือเพียงดวงตากลมโตที่มองลอดม่านหมอกออกไปยังประตูไม้บานเลื่อน
ร่างสูงในชุดคลุมสีดำบางเฉียบปรากฏชัดใต้แสงตะเกียง แม้เพียงเงา นางก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร
ฉีเหวินหยวน จิ้นอ๋อง เดินเข้ามาเงียบ ๆ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยขณะกวาดมองไปทั่วตำหนัก ก่อนจะหยุดที่นางซึ่งซ่อนอยู่ในสระน้ำ
เขาไม่พูดคำตำหนิ หากแต่เอ่ยด้วยเสียงเรียบเย็นที่ทำให้บรรยากาศเย็นขึ้นทันที
“เป็นอย่างไร...สระน้ำที่นี่ใช้งานดีหรือไม่”
เขาก้าวเข้ามาทีละก้าว ขณะเอ่ยถ้อยคำเบา ๆ สายตาไม่หลบจากร่างในน้ำแม้แต่น้อย เสียงฝ่าเท้าที่เปียกน้ำเหยียบบนหินดังเป็นจังหวะเข้ากับเสียงหยดน้ำที่ตกลงพื้น
หลี่อวี้เฟินเบิกตากว้าง ยิ่งเมื่อเห็นเขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ใจนางก็ยิ่งรัวราวกลองรบ
“หม่อมฉัน…ขอโทษเพคะ ขันทีอวี่บอกว่าไม่มีใครมาใช้คืนนี้…”
“ข้าไม่ได้ถามว่าเจ้ามาได้อย่างไร” เขาตอบขณะปลดเชือกผ้าคลุมช้า ๆ สายตายังไม่ละไปจากนาง “ข้าแค่ถามว่า...มันดีพอไหมสำหรับการใช้งาน”
เสียงนั้นนุ่มและราบเรียบอย่างประหลาด แต่กลับกดทับบรรยากาศรอบตัวให้หนักขึ้นยิ่งกว่าเดิม
ผ้าคลุมสีดำร่วงลงกับพื้น เผยให้เห็นเรือนร่างกำยำภายใต้ชุดบางแนบเนื้อ ผิวกายแน่นได้รูปของแม่ทัพผู้ไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าใกล้ เดินย่ำผ่านไอน้ำลงมาในสระอย่างไม่รีบร้อน แต่มั่นคงทุกฝีก้าว
หลี่อวี้เฟินถอยหลังโดยต้องต้องคิดจนแผ่นหลังชนกับขอบสระเย็นเฉียบ ร่างของเขาก็เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ดวงตาคมคู่นั้นสะท้อนแสงตะเกียงระริกเหมือนเปลวไฟที่ยังไม่มอด
จู่ ๆ ร่างสูงก็ตะลุยผ่านม่านหมอกน้ำ พุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วในสายน้ำใสร้อน ฉีเหวินหยวนเหวี่ยงแขนขวาขึ้น ทาบลงขอบสระ ขังร่างบางไว้ระหว่างแขนตนกับหินเย็น
น้ำสั่นสะเทือนเล็กน้อย เส้นผมของนางปลิวแนบแก้ม
เขาโน้มลงมาเพียงครึ่งคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนแตะลงบนปลายจมูก ดวงตาสองคู่สบกันตรง ๆ ใกล้เสียจนเปลือกตานางสั่นระริก
“เหตุใดเจ้าจึงกลัวข้าเช่นนั้น อวี้เฟิน…”
น้ำเสียงที่เคยเฉียบขาด ตอนนี้กลับฟังคล้ายยั่วเย้าอย่างประหลาด
แผ่นหลังของหลี่อวี้เฟินแนบกับขอบสระเย็นเฉียบ ดวงตากลมโตยังจับจ้องอยู่กับเงาร่างสูงที่ยืนใกล้เสียจนได้ยินแม้แต่จังหวะลมหายใจของเขา ร่างในน้ำไม่ต่างอะไรกับเงาเงียบที่กำลังตะครุบเหยื่อ
“หะ...หากท่านอ๋องจะเสด็จมาอาบน้ำ หม่อมฉัน...ออกไปรอด้านนอกก่อนจะดีกว่าเพคะ”
