บทที่ 7 ป่วยไข้
เมื่อเจรจาทำข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์ก็เดินกลับมาที่เรือนพักของตนอย่างสบายใจ นางวาดหวังเอาไว้ว่าลู่เหวินอวี้คงจะตัดสินใจได้ในเร็ววัน นางเองไม่ใช่คนเรื่องมากถ้าหากเขาทำตามข้อตกลง นางก็พร้อมจะจากไปทุกเมื่อ ไม่คิดจะอ้อนวอนร้องขอความเห็นใจจากเขาอยู่แล้ว
เมื่อกลับมาถึงเรือนใหญ่นางก็พบว่าเยี่ยจื่อและซูเม่ยกำลังนั่งรอนางอยู่ด้วยท่าทีกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นว่านางกลับมาอย่างปลอดภัยอนุทั้งสองก็รู้สึกราวกับว่าก้อนหินที่อยู่ในใจได้วางลงแล้ว
ด้านลู่เหวินอวี้นั้นก็มีท่าทีครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนหน้านี้เขาพยายามแทบตายเพื่อจะหย่ากับนาง ถึงขนาดพาสตรีอื่นเข้าจวนมาเป็นอนุเพื่อทำร้ายจิตใจนาง แต่ยามนี้นางกลับไม่สนใจเขาอีกทั้งยังยื่นข้อเสนอในการหย่ากับเขาด้วยตนเอง มันทำให้เขาคาดเดาไม่ออกว่านางคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือ หลินฮองเฮาจะได้ไม่มีข้ออ้างในการหาผลประโยชน์จากเขาอีก
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อยเลย
หลายวันต่อมา จวนตระกูลหลินก็ส่งคนมาแจ้งหลินหว่านเอ๋อร์ว่าราชครูหลินล้มป่วยลง และอยากจะพบนางสักครั้ง หลินหว่านเอ๋อร์เมื่อได้ทราบเรื่องจึงรีบร้อนมุ่งหน้าไปเยี่ยมไข้บิดาตน นางไม่ได้บอกสิ่งใดกับลู่เหวินอวี้เพราะคิดว่าเขาคงจะไม่สนใจอยู่แล้ว
เมื่อมาถึงจวนตระกูลหลิน หลินหว่านเอ๋อร์ก็ได้พบกับบิดาของเจ้าของร่างเดิม ราชครูหลินแก่ชรามากแล้ว อาการที่ป่วยอยู่นี้ล้วนมาจากความชราทั้งสิ้น นี่เป็นครั้งแรกที่หลินหว่านเอ๋อร์ได้พบกับบิดาของเจ้าของร่างเดิม เขาเป็นคนใจดีและรักบุตรสาวอย่างมาก ทำให้หลินหว่านเอ๋อร์รู้สึกว่าเป็นพรอันประเสริฐที่สุดในชีวิตแล้ว
“ท่านพ่อ อาการป่วยของท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
ราชครูหลินกระแอมไอออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย
“โรคคนแก่น่ะ ไม่เป็นอะไรมากหรอก ว่าแต่ท่านโหวไม่มาพร้อมกับเจ้าด้วยหรือ”
ราชครูหลินถามพลางกวาดสายตามองไปด้านนอก
“ท่านโหวติดงาน มาไม่ได้เจ้าค่ะ”
ราชครูหลินได้ฟังก็เพียงพยักหน้ารับรู้ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ เขามีหรือจะไม่รู้ว่าลู่เหวินอวี้ไม่เคยพึงใจในตัวของบุตรสาวเขาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าอยู่จวนโหวสบายดีใช่หรือไม่”
“แน่นอนเจ้าค่ะ ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้สนใจเขาแล้ว ท่านพ่อไม่ต้องคิดมาก พักผ่อนรักษาตัวให้หายดีเถอะ ข้าจะดูแลท่านเอง”
นับแต่นั้นหลินหว่านเอ๋อร์ก็อยู่ดูแลบิดาไม่ห่าง เพราะความใส่ใจของนางทำให้อาการป่วยของราชครูหลินดีขึ้นมาก หลินฮองเฮาที่ทราบเรื่องก็สั่งให้คนนำของบำรุงมาส่งให้ที่จวนตระกูลหลินมากมาย
ส่วนลู่เหวินอวี้เพราะระยะนี้งานยุ่งมากทำให้เขาไม่ได้กลับจวนถึงสามวันเต็มๆ เพราะต้องจัดการสะสางเรื่องราวต่างๆในค่ายทหาร เมื่อกลับมาถึงเขาก็ได้รับรู้ว่าหลินหว่านเอ๋อร์กลับจวนไปเยี่ยมบิดาที่ป่วยไข้โดยไม่บอกเขาสักคำ ชายหนุ่มเกิดความไม่พอใจที่นางไม่คิดจะมาแจ้งเขาก่อนว่าจะไปจวนตระกูลหลิน
“ไปจวนตระกูลหลิน”
เขาหันไปออกคำสั่งกับบ่าวคนสนิทของตนแล้วมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลหลินทันที หลินหว่านเอ๋อร์แปลกใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าลู่เหวินอวี้มาที่จวนตระกูลหลิน แต่ยามนี้บิดานางหายดีแล้ว และนางก็กำลังเดินทางกลับจวนโหวเช่นกัน ลู่เหวินอวี้สอบถามเรื่องอาการเจ็บป่วยของราชครูหลินและมอบของบำรุงให้แล้วกล่าวถ้อยคำดี ๆ ว่าขอให้ราชครูหลินหายป่วยโดยเร็ววัน
เมื่ออาการป่วยของบิดาดีขึ้นแล้ว นางก็เดินทางกลับจวนโหวพร้อมกับลู่เหวินอวี้
“บิดาเจ้าป่วยแต่กลับไม่บอกข้าสักคำ ใช้ได้หรือ”
เขาพูดกับนางด้วยน้ำเสียงไม่ชอบใจ หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามองชายหนุ่มตรงหน้าปราดหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ
“บอกท่านแล้วท่านจะช่วยอะไรได้ ท่านเป็นหมอหรือ”
ลู่เหวินอวี้”……”
เขาถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกเมื่อถูกนางกล่าววาจายอกย้อนเช่นนี้ พลางส่งเสียงเหอะในลำคอ และไม่พูดสิ่งใดกับนางอีก
เย็นวันนั้นหลังจากกลับมาถึงจวน อาอินสาวใช้คนสนิทของหลินหว่านเอ๋อร์ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาลู่เหวินอวี้
“ท่านโหวเจ้าคะ! ฮูหยิน ฮูหยินนางป่วยเจ้าค่ะ!”
ลู่เหวินอวี้ที่กำลังนั่งจิบสุราอยู่พลันชะงักไปทันที
“เกิดอะไรขึ้น? นางเป็นอะไรไป เมื่อเช้ายังดีดีอยู่เลยมิใช่หรือ?”
“ฮูหยินมีอาการไข้สูง ตัวร้อนรุ่ม คาดว่าจะล้มป่วยลงเพราะดูแลราชครูหลินติดต่อกันหลายวันเจ้าค่ะ!”
ลู่เหวินอวี้ขมวดคิ้วแน่น ความกังวลใจเริ่มฉายชัดบนใบหน้าโดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัว เขารีบวางจอกสุราในมือลงก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องนอนของหลินหว่านเอ๋อร์ ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป เขาก็เห็นร่างบางกำลังนอนอยู่บนเตียงโดยมีผ้าชุบน้ำวางอยู่บนหน้าผาก ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำบ่งบอกว่าไข้กำลังขึ้นอย่างหนัก
“ตามหมอหรือยัง!”
เขาหันไปสอบถามเหล่าสาวใช้ทันที อาอินที่เดินตามเข้ามารีบตอบด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก
“บ่ะ บ่าวไม่กล้าเชิญเจ้าคะ ต้องรอคำอนุญาตจากท่านโหวเสียก่อน”
“เหลวไหล รีบไปตามหมอมา หากว่านางเป็นอะไรไป พวกเจ้าก็เตรียมฝังพร้อมกันกับนางได้เลย!”
เหล่าข้ารับใช้ต่างรีบวิ่งกันให้วุ่นเพราะเกรงว่าจะถูกทำโทษ ด้านซูเม่ยและเยี่ยจื่อเมื่อทราบข่าวว่าหลินหว่านเอ๋อร์ล้มป่วยก็รีบมาเฝ้าไข้ทันที โดยไม่สนใจลู่เหวินอวี้เลยแม้แต่น้อย
ไม่นานท่านหมอก็มาถึง หลังจากตรวจอาการอยู่นานก็จัดยาให้นาง เมื่อหลินหว่านเอ๋อร์ดื่มยาเข้าไปแล้วอาการของนางก็ทุเลาลง อีกทั้งยังมีสติรู้ตัวขึ้นมาแล้ว
เมื่อนางหันไปมองก็พบว่ายามนี้ภายในห้องมีคนยืนอยู่กันเต็มไปหมด หญิงสาวจึงรู้ได้ในทันทีว่าอาจเป็นเพราะตนล้มป่วยกระมัง ซูเม่ยกับเยี่ยจื่อมาเยี่ยมไข้นั้นไม่น่าแปลกใจอะไร แต่ลู่เหวินอวี้นางรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง
“เป็นเช่นไร รู้สึกดีขึ้นหรือไม่”
ลู่เหวินอวี้รีบเดินเข้ามาพลางเอ่ยถาม หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย
“ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณมากที่มาเยี่ยมข้า แต่ท่านกลับไปเถอะข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ยามนี้ข้ามีไข้ท่านก็อย่ารั้งอยู่ที่นี่นานเลย ประเดี๋ยวจะติดไข้เอา”
กล่าวจบนางก็ไอค่อกแค่กสองสามที ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ซูเม่ย คืนนี้เจ้าก็ปรนนิบัติดูแลท่านโหวเถอะ ข้าป่วยคงไม่อาจดูแลเขาได้”
ลู่เหวินอวี้ได้ฟังดวงตาก็ฉายแววเย็นชาขึ้นมาทันที เขามาเยี่ยมเพราะสมเพชเห็นใจนาง แต่ดูนางสิ คิดจะผลักไสเขาอย่างนั้นหรือ
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นตัวอะไร? เป็นสิ่งของที่เจ้าจะโยนให้ใครก็ได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ? ข้าเป็นสามีของเจ้านะ!”
หลินหว่านเอ๋อร์มีสีหน้างุนงงเป็นอย่างมาก เขาผีเข้าหรือไรกัน นางอุตส่าห์ชี้ทางสว่างให้แล้วแท้ๆ เขาจะได้ไม่ต้องทนมองหน้านางนานๆ แต่เขากลับมาต่อว่านางเช่นนี้ สมองเขาบวมน้ำหรือไรกัน
“นางเป็นอนุของท่าน มีหน้าที่ปรนนิบัติท่านมิใช่หรือ อีกอย่างท่านไม่ชอบหน้าข้า คนเราไม่ชอบหน้ากันจะทนมองหน้ากันไปทำไมกัน”
ประโยคนั้นทำเอาลู่เหวินอวี้ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาเดินเข้าไปประชิดเตียง โน้มตัวลงกดเสียงต่ำ
“เจ้าอยากให้ข้าไปนอนกับนางนักใช่ไหม? เจ้าอยากให้ข้าทำหน้าที่สามีกับคนอื่นใช่ไหม?”
หลินหว่านเอ๋อร์กรอกตาไปมา พลางตอบเขาอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าเพียงแค่หวังดี ข้ากำลังทำหน้าที่ฮูหยินผู้แสนดีอยู่นะเจ้าคะ”
หลินหว่านเอ๋อร์รู้สึกว่าเขากับนางอยู่ใกล้กันเกินไปจึงพยายามขยับตัวหนี แต่เขากลับยื่นมือมาคว้าจับไหล่ของนางไว้เพื่อไม่ให้นางถอยหนี
“หากข้าไม่อยากไปเล่า ข้าจะเฝ้าไข้เจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการมาตลอดมิใช่หรือ!”
“แต่ยามนี้ข้าไม่ต้องการแล้วอย่างไรเล่า!”
หลินหว่านเอ๋อร์เริ่มโมโหแล้วนางจึงพูดกับเขาอย่างไม่พอใจ ซูเม่ยที่ได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้นมาทันที
“อย่าทะเลาะกันเลยเจ้าค่ะ เอ่อ ข้าไม่อยากปรนนิบัติท่านโหว ข้าอยากดูแลฮูหยินที่ป่วยอยู่มากกว่า ท่านโหวสุขภาพแข็งแรง มือเท้าก็มี เหตุใดไม่ปรนนิบัติตนเองเล่าเจ้าคะ”
“นั่นสิ วันนี้พวกเราสองคนจะอยู่ดูแลฮูหยินเอง เชิญท่านโหวกลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ลู่เหวินอวี้ได้ฟังก็ถึงกับกล่าววาจาใดไม่ออก เขาไม่คิดเลยว่าตนเองจะมีวันนี้ วันที่ทั้งภรรยาเอกและเหล่าอนุพากันผลักไสไล่ส่งเขา ชายหนุ่มกำมือแน่น ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ดีๆ ในเมื่อพวกเจ้ารักกันมาก เช่นนั้นก็อยู่ด้วยกันไปเลย ไม่ต้องมาสนใจข้า”
แทนที่เหล่านอนุจะหวาดกลัวจนร้องขอความเมตตากลับยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะเดินเข้าไปหาหลินหว่านเอ๋อร์โดยไม่สนใจลู่เหวินอวี้อีกเลย
