ตอนที่ 6 ยื่นข้อเสนอ
แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องผ่านหน้าต่างห้องหนังสือของลู่เหวินอวี้ ทว่าบรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอึมครึม ยามนี้เขาสั่งให้หลินหว่านเอ๋อร์ตามตนเข้ามาในห้องหนังสือเพื่อสะสางปัญหาที่เกิดขึ้นให้จบ หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวเดินเข้ามาด้านในห้องหนังสือพลางกวาดสายตามองไปโดยรอบ กลิ่นกำยานไม้หอมลอยอบอวลอยู่ทั่วทุกแห่งในห้องหนังสือนี้ ชวนให้ผู้คนรู้สึกใจสงบเป็นอย่างยิ่ง
ลู่เหวินอวี้ห้ามให้คนนอกเข้ามาแม้แต่คนเดียว เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้วเขาก็ปรายตามองสตรีตรงหน้าอย่างดูแคลนปราดหนึ่ง
หลินหว่านเอ๋อร์เข้าใจดีว่าเพราเหตุใดเขาจึงไม่ชอบนาง ความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมบอกกับนางว่า นอกจากเจ้าของร่างนี้จะนิสัยไม่ดีแล้ว ตระกูลหลินของนางยังเป็นพระญาติทางฝั่งฮองเฮาองค์ปัจจุบัน เดิมทีการแต่งงานนี้นอกจากเป็นสัญญาระหว่างสองตระกูลแล้ว ท่านป้าของนางยังอยากให้ลู่เหวินอวี่สนับสนุนองค์รัชทายาท ยอมรับใช้ด้วยความภักดี ซึ่งคนที่รักศักดิ์ศรีและซื่อตรงอย่างลู่เหวินอวี้ย่อมยากที่จะยอมรับได้
เขาจึงไม่ชอบนางเป็นอย่างยิ่ง
เฮ้อ การแก่งแย่งอำนาจในวังหลวงนางคร้านจะยุ่งจริงๆ
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้องหนังสือจนหลินหว่านเอ๋อร์รู้สึกอึดอัด
“ท่านอยากพูดสิ่งใดก็พูดมาเถอะ อย่าเงียบเช่นนี้ข้าทำตัวไม่ถูกแล้ว”
นางทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ท่าทีไม่ยี่หระต่อสิ่งใดเช่นนี้ทำเอาลู่เหวินอวี้หมดคำจะพูด ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยกับนาง
“หว่านเอ๋อร์ เดิมทีข้าไม่เคยอยากยอมรับการแต่งงานนี้เลยแม้แต่น้อย”
“แล้วอย่างไร?”
“แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็คิดว่าพวกเราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ดี แต่ดูสิ่งที่เจ้าทำสิ เจ้าทำให้จวนข้ากลายเป็นอะไรไปแล้ว เหล่าอนุก็เชื่อฟังเจ้ามากกว่าข้า หว่านเอ๋อร์ เจ้าบกพร่องในหน้าที่ภรรยา ข้าจะหย่ากับเจ้า เจ้าจงยอมรับเถอะ”
ลู่เหวินอวี้เตรียมพร้อมยอมรับกับการกรีดร้องอาละวาดของสตรีตรงหน้าแล้ว แต่หลินหว่านเอ๋อร์นอกจากจะไม่ทำเช่นนั้นแล้วนางยังตอบเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ
“ก็ได้ ข้ารู้ดีว่าท่านโหวไม่พอใจในตัวข้า ทั้งเรื่องเล่นไพ่ เรื่องดื่มสุรา ในเมื่อเราสองคนต่างก็อึดอัดใจกันทั้งคู่เช่นนั้นการแยกทางกันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราสองคนนะเจ้าคะ”
ลู่เหวินอวี้ชะงักไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มรู้สึกงุนงงเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาเขาเคยอยากให้นางหย่ากับเขามาโดยตลอด แต่วันนี้เมื่อได้ยินว่านางยอมตกปากรับคำแต่โดยดี เขากลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าบางอย่างที่แล่นผ่านเข้ามาภายในจิตใจ
“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?”
ลู่เหวินอวี้เค้นเสียงถาม ก่อนจะจ้องมองนางอย่างไม่ลดละ
“ถ้าเจ้าก้าวขาออกจากจวนนี้ไป เจ้าก็จะเป็นเพียงสตรีที่ถูกทอดทิ้ง ผู้คนจะมองเจ้าอย่างไร เจ้าเตรียมรับผลที่จะตามมาแล้วใช่หรือไม่?”
หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆในลำคอ บุรุษตรงหน้านี่มันช่างบัดซบจริงๆ ปากมาขอหย่าแต่กลับถามนั่นนี่ไม่ขาดปาก เขาต้องการอะไรจากนางกันแน่
เหอะ คงคิดว่านางจะยอมหย่าขาดจากเขาแต่โดยดี และออกไปจากจวนโหวตัวเปล่าอย่างนั้นหรือ
ฝันไปเถอะ!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงสาวก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยตอบชายหนุ่มตรงหน้า
“เรื่องนั้นข้าคิดมาดีแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่าการหย่าร้างครั้งนี้ ควรจะต้องจัดการให้เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่ายจึงจะเหมาะสม”
ลู่เหวินอวี้ได้ฟังก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางถามด้วยความสงสัย
“อย่างไร?”
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ตอบ นางลุกมาที่โต๊ะทำงานของเขาก่อนจะขออนุญาตใช้พู่กันและกระดาษของเขา ลู่เหวินอวี้พยักหน้าเล็กน้อย เขาเองก็อยากรู้ว่านางจะทำสิ่งใดกันแน่
หลินหว่านเอ๋อร์ลงมือเขียนข้อตกลงการหย่าอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะคว้าหยิบกระดาษแผ่นนั้นที่ตนเขียนส่งมาตรงหน้าลู่เหวินอวี้ ในกระดาษแผ่นนั้นเขียนเอาไว้ว่านางยินดีหย่าแต่ว่าเขาจะต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียโอกาสในการหาคู่ใหม่ให้กับนางด้วย จำนวนเงินทั้งหมดร่วมหลายพันตำลึงเลยทีเดียว
ลู่เหวินอวี้ไล่สายตาอ่านตัวเลขเหล่านั้นแล้วต้องเบิกตากว้าง เขาขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี พลางลุกขึ้นมาชี้หน้านางทันที
“นี่เจ้ากล้าเรียกเงินจากข้ามากขนาดนี้เชียว? เจ้าคิดว่าข้าเป็นโรงแลกเงินเคลื่อนที่อย่างนั้นหรือ!”
หลินหว่านเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆทำราวกับว่าตนเป็นหญิงสาวไร้เดียงสาก็ไม่ปาน
“ท่านโหวเจ้าคะ ท่านเป็นถึงแม่ทัพผู้เกรียงไกร มีชื่อเสียงและเกียรติยศที่ต้องรักษา การที่จะหย่ากับภรรยาที่ตนเองแต่งเข้าจวนมาเพียงไม่นานอาจจะก่อให้เกิดคำครหามากมายตามมา หรือท่านจะป่าวประกาศให้คนรู้ว่าข้ากินเหล้าเล่นพนันในจวน ได้เลยนะเจ้าคะ ข้าไม่อายอยู่แล้ว คนที่อายคือท่านโหว คิดดูสิ เป็นถึงท่านโหวแต่กลับควบคุมภรรยาไม่ได้ช่างน่าเวทนายิ่งนัก เหล่าอนุยังหมางเมินท่านเลยเอาอย่างนี้เรามาทำข้อตกลง เงินมาปัญหาจบท่านก็เพียงแค่ดูแลเรื่องค่าชดเชยให้เหมาะสม หรือท่านอยากให้ตนเองมีข่าวลือแพร่ไปทั่วว่าเป็นคนใจดำ ขับไล่ไสส่งภรรยาจนนางต้องจากไปโดยไม่มีเงินติดตัว ย่อมไม่ดี ข้าไม่อยากให้ท่านโหวเสื่อมเสียชื่อเสียงเลยจริงๆนะเจ้าคะ”
ลู่เหวินอวี้ถึงกับจุกอกจนพูดไม่ออก เขาไม่เคยคิดเลยว่าสตรีโง่เง่าที่เคยร้องไห้ฟูมฟายคนนั้น จะกลายเป็นนักเจรจาการค้าที่น่ากลัวได้ถึงเพียงนี้
“เจ้า เจ้ามันหน้าเงิน!”
เขาตวาดออกมาด้วยความโมโหอย่างสุดจะทน แต่ดูเหมือนหลินหว่านเอ๋อร์จะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านโหวพูดถูกแล้ว ข้าหน้าเงินมากๆ เพราะเงินคือความมั่นคงของชีวิต ในเมื่อท่านโหวไม่เคยให้ความรักแก่ข้า ข้าก็ขอเลือกที่จะเก็บเงินเหล่านี้ไว้ใช้จ่ายหาความสุขในยามแก่เฒ่าก็แล้วกัน อ้อ เผื่อข้าอยากเลี้ยงนายบำเรอสักคนจะได้เอาเงินส่วนนี้มาใช้อย่างไรเล่า ท่านโหวจะตกลงหรือไม่ตกลงเจ้าคะ? ถ้าไม่ตกลง ข้าก็พร้อมจะอยู่ในจวนโหวต่อในฐานะฮูหยินเอกของท่านต่อไป พวกเราสองคนอยู่ด้วยกันอย่างทรมานไปชั่วชีวิตเช่นนี้ก็ไม่เลวเลยนะ ท่านว่าไหม?”
คำว่าทรมานกันชั่วชีวิตทำเอาลู่เหวินอวี้ถึงกับหน้ามืด เขาจ้องหน้านางด้วยความโมโหจนแทบกระอักเลือดออกมาอีกรอบ ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆเพื่อไล่ความปั่นป่วนในใจออกไป ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองนางอีกครั้ง
“เจ้าจะเอาเงินพวกนี้ไปทำอะไร?”
หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มจนดวงตาเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ก่อนจะตั้งใจแจกแจงการใช้เงินให้เขาฟังอย่างมีความสุข
“ก็บอกแล้วว่าใช้จ่ายหาความสำราญให้ตนเอง แล้วก็เอาไว้เลี้ยงเด็กหนุ่มหน้าตาดีด้วย ไม่เพียงเท่านั้นนะข้าจะไปเปิดร้านขายขนมและใช้ชีวิตอย่างอิสระ ข้าเองก็เบื่อจวนโหวเส็งเคร็งนี่เต็มทนแล้วเหมือนกัน”
ลู่เหวินอวี้จ้องมองนางเป็นเวลานาน ความเงียบในห้องกดดันจนเขาแทบหายใจไม่ออก เมื่อคิดใคร่ครวญดีแล้วเขาจึงเอ่ยกับนาง
“ข้าจะให้เงินเจ้าตามที่ต้องการ แต่เรื่องนี้ต้องให้ข้าไตร่ตรองสักหน่อย”
“ขอบพระคุณท่านโหวมากเจ้าค่ะ! ท่านช่างใจกว้างและน่านับถือจริงๆ แต่อย่าไตร่ตรองนานนะเจ้าคะ ข้าร้อนเงินอยากใช้เงินเร็ว ๆแล้ว หากท่านโหวตัดสินใจได้เมื่อใดก็ให้คนมาบอกข้านะเจ้าคะ ข้าจะได้รีบเก็บของย้ายออกจากจวนโดยไม่ให้รบกวนเวลาอันมีค่าของท่านเลยเจ้าค่ะ จริงสิ ขอเพิ่มอีกสักอย่าง ศาลาแปดเหลี่ยมของท่านนั่งสบายมาก ท่านช่วยมอบให้ข้าเถอะนะเจ้าคะ หลังหย่าข้าจะให้คนมายกมันไปไว้ที่จวนตระกูลหลินเอง!”
“ลู่เหวินอวี้”…….”
เอ่ยจบนางก็ก้มตัวทำความเคารพอย่างงดงามก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้ลู่เหวินอวี้นั่งอยู่ลำพังในห้องหนังสือด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา
นี่เขาควรจะดีใจที่ตนสามารถกำจัดนางไปได้แล้ว แต่เหตุใดเขาจึงรู้สึกแปลกประหลาดใจกันเล่า?
ต้องเป็นเพราะศาลาแปดเหลี่ยมนั่นแน่ๆ เขากำลังจะสูญเสียศาลาแปดเหลี่ยมไปจึงกระวนกระวายเช่นนี้สินะ
เมื่อคิดได้อย่างนั้นชายหนุ่มก็กำมือแน่นพลางก่นด่าหลินหว่านเอ๋อร์ในใจ
บัดซบจริงๆ แม้แต่ศาลาแปดเหลี่ยมยังจะอยากได้ เหตุใดไม่แบกจวนโหวแห่งนี้กลับไปด้วยกันเลยเล่า เอาไปให้หมดเลย ไม่ต้องเหลืออะไรไว้ให้เขาหรอก!
