ตอนที่ 4 คนนอก
ยามเช้าของวันต่อมา ลู่เหวินอวี้ตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าร่วมการประชุมกับฝ่าบาท หากจะกล่าวกันตามจริงบิดาของเขาก็นับว่าเป็นสหายสนิทกับฝ่าบาทเช่นเดียวกัน หลังจากบิดาของเขาตายจากไปฝ่าบาทก็ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก เพราะฝ่าบาทก็ทรงเอ็นดูเขาเป็นอย่างมาก
ยามนี้แผ่นดินต้าอินสงบสุข ไร้ภัยสงคราม ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การประชุมยามเช้าจึงมีเพียงเรื่องจิปาถะทั่วๆไปเท่านั้น หลังจากที่ร่วมประชุมยามเช้าเสร็จแล้ว ฉู่ฮ่องเต้ก็เรียกเขาเข้าไปสนทนากันต่อทันที ยามนี้หลินฮองเฮาก็ประทับอยู่ด้วย อีกทั้งยังปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
“ลู่โหว ข้าได้ยินว่าหว่านเอ๋อร์ป่วยหนัก นางเป็นเช่นไรบ้าง?”
“ทูลฮองเฮา นางหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มแม้จะไม่ชอบหลินฮองเฮาเพียงใดแต่ต้องตอบอย่างนอบน้อม ต้นเหตุที่เขาไม่ชอบหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ไม่ใช่เพราะนางนิสัยไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะหลินฮองเฮาด้วย มีหรือเขาจะมองไม่ออกว่าที่หลินฮองเฮาอยากให้เขาแต่งงานกับหลินหว่านเอ๋อร์ก็เพราะอยากยืมอำนาจทางการทหารของเขามาสนับสนุนบุตรชายของตนเอง
เขาเกลียดการแก่งแย่งชิงดีเป็นที่สุด อีกทั้งยามนี้องค์ชายใหญ่ที่เป็นบุตรชายของนางก็ได้เป็นองค์รัชทายาทสมใจ ซ้ำร้ายฝ่าบาทยังไม่มีองค์ชายคนอื่นเพิ่มอีก แต่นางกลับโลภมากเช่นนี้ออกจะเกินไปเสียหน่อย
คนตระกูลหลินช่างน่ารังเกียจเสียจริง!
ด้านหลินฮองเฮาเมื่อได้ฟังก็เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้าจะส่งของบำรุงไปให้นาง ลู่โหว ท่านเองก็ดูแลนางให้ดีหน่อยเถอะ นางเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของข้า ข้าเอ็นดูนางมาก เรื่องรับอนุเข้าจวนอย่างไรข้าคงไม่ก้าวก่าย ขอเพียงเจ้าช่วยดีกับหลานสาวข้าก็พอ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เขาตอบรับคำทั้งที่ในใจต่อต้านอย่างสุดกำลัง หลังจากอยู่สนทนากับฝ่าบาทต่ออีกไม่นานชายหนุ่มก็ขอตัวกลับจวนของตนไปทันที
แสงอาทิตย์ยามสายของวันสาดส่องลงมากระทบกับผิวน้ำในสระบัวกลางจวนโหวช่างดูงดงามอย่างยิ่ง เงาสะท้อนของศาลาแปดเหลี่ยมทอดยาวเป็นเส้นสีเงินยวง ทว่าบรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะยามนี้มีเสียงพูดคุยคละเคล้าไปกับเสียงหัวเราะใสๆของเหล่าสตรี ดังแว่วมาจากทางด้านศาลาริมสระบัว
ลู่เหวินอวี้ที่เพิ่งกลับมาถึงจวนกำลังก้าวเท้าเดินผ่านระเบียงทางเดินด้วยใจที่ขุ่นมัว คำพูดของหลินฮองเฮาทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงคิดว่าจะกลับมาที่จวนเพื่อหาเรื่องระบายโทสะกับหลินหว่านเอ๋อร์เสียหน่อย แต่ทันทีที่เขาผ่านก้าวพ้นพุ่มไม้ประดับสายตาก็ปะทะเข้ากับภาพที่ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องหยุดชะงัก
ในศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยมริมสะบัวปรากฏร่างของสตรีหลายคน หนึ่งในนั้นคือหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังนั่งเอนหลังอยู่บนตั่งไม้บุด้วยขนสัตว์นุ่มฟู ข้างกายของนางมีกาสุราล้ำค่าและจอกสุราหยกคู่วางเรียงราย ไม่เพียงเท่านั้นรอบกายของนางยังรายล้อมไปด้วยเหล่าอนุและสาวใช้ที่พากันนั่งล้อมวงดื่มสุราอย่างสนุกสนานอีกด้วย
ซูเม่ยกำลังรินสุราส่งให้กับหลินหว่านเอ๋อร์ วันนี้คนทางบ้านนางมาหาถึงจวนโหวอีกทั้งยังข่มขู่รีดไถเงินนาง โชคดีที่หลินหว่านเอ๋อร์มาพบเข้าจึงช่วยนางเอาไว้ได้ทันเวลา นางซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก ประกาศก้องว่านับแต่นี้จะภักดีต่อฮูหยินใหญ่ไม่เสื่อมคลาย
ส่วนเยี่ยจื่อก็กำลังป้อนองุ่นให้หลินหว่านเอ๋อร์กิน เมื่อวานนี้คนทางบ้านส่งข่าวมาแจ้งว่าน้องชายของนางป่วย เมื่อหลินหว่านเอ๋อร์ทราบเรื่องก็รีบมอบเงินและส่งท่านหมอไปตรวจดูอาการของน้องชายนาง อีกทั้งยังช่วยรักษาเขาจนหายดี นางเองก็ซาบซึ้งใจเกินจะกล่าว
ซูเม่ยและเยี่ยจื่อถึงขนาดคิดว่าหากพวกนางเปลี่ยนฐานะจากอนุของท่านโหวมาเป็นอนุของฮูหยินใหญ่ได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลย
ลู่เหวินอวี้มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เหม่อลอย ยามนี้สตรีทั้งสามดูสนิทสนมกันราวกับพี่น้องท้องเดียวกัน ภาพที่เขาคุ้นตาในอดีตคือหลินหว่านเอ๋อร์ที่ชอบนั่งร้องไห้ฟูมฟายรอคอยเขา จากนั้นนางก็จะส่งสายตาอาฆาตใส่หญิงอื่นที่เขาพาเข้าจวนมาและก็หาทางตบตีกลั่นแกล้งพวกนางด้วยวิธีอำมหิต ทว่าวันนี้นางกลับสนิทสนมกับอนุของเขานี่มันเรื่องอะไรกัน
หลินหว่านเอ๋อร์อ้าปากงับองุ่นที่เยี่ยจื่อป้อนมา ก่อนจะยื่นมือไปหยิกแก้มเยี่ยจื่ออย่างหมั่นเขี้ยว แล้วจึงหยิบองุ่นลูกหนึ่งมาป้อนให้เยี่ยจื่อกิน
“เจ้าก็กินด้วยกันสิ”
เยี่ยจื่อแย้มยิ้มเขินอายก่อนจะกินองุ่นที่หลินหว่านเอ๋อร์ป้อนให้ ซูเม่ยที่เห็นเช่นนั้นก็ร้องโวยวายขึ้นมาทันที
“พี่หว่านเอ๋อร์ ป้อนข้าด้วยสิเจ้าคะ”
“ได้เลย มาๆน้องซูเม่ยคนดี”
ลู่เหวินอวี้ขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นในอก เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าอนุเหล่านั้นกำลังตกหลุมรักภรรยาเอกของเขากันนะ ไม่เพียงเท่านั้นหลินหว่านเอ๋อร์ตัวดียังใช้เงินของเขามาปรนเปรอพวกนางอย่างหน้าตาเฉยเสียด้วย
ความโมโหพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ กลุ่มสตรีเหล่านั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นทำให้ทุกคนในวงสนทนาเงียบกริบ เหล่าอนุที่เห็นท่านโหวเดินเข้ามาต่างก็รีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพด้วยท่าทีเบื่อหน่ายราวกับเขาเข้ามาขัดจังหวะความสำราญของพวกนาง ส่วนหลินหว่านเอ๋อร์ก็เพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ พลางหันมามองเขาด้วยดวงตาที่ฉายความรำคาญใจไม่ต่างกัน
“อ้าว ท่านโหวกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? มาดื่มด้วยกันไหมเจ้าคะ? สุราดอกท้อกานี้รสชาติดีเหลือเกิน ยอมเยี่ยมจริงๆ”
ลู่เหวินอวี้มองดูนางที่นั่งอยู่บนตั่งด้วยท่วงท่าไร้การสำรวมก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา สามีกลับมาแล้วแทนที่จะเอาใจกลับมานั่งชันเข่าดื่มสุราซ้ำยังส่งสายตารำคาญมาให้อีก ช่างดีนัก!
เขารู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันผิดเพี้ยนไปหมดอย่างบอกไม่ถูก
“นี่เจ้าทำอะไรกัน? สุมหัวกันดื่มสุราเช่นนี้ ไม่รู้จักอับอายบ่าวไพร่บ้างหรือ?”
หลินหว่านเอ๋อร์ได้ฟังก็เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะคิกคัก
“อายหรือ? ข้าดื่มในจวนของข้า ดื่มกับเหล่าอนุตัวน้อยของข้า ข้าต้องอายใครด้วย? ท่านโหว ท่านคงไม่เคยได้ยินประโยคนี้สินะ ชีวิตคนเรามันสั้นนัก จะมัวมานั่งโศกเศร้าไปทำไมกัน? สู้ดื่มให้เมาแล้วหลับฝันดีเสียยังจะดีกว่า”
กล่าวจบนางก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง ลู่เหวินอวี้ชะงักไปครู่ใหญ่ เขาเคยคิดว่านางจะต้องทำทุกทางเพื่อเอาใจเขา ไม่ยอมให้เขาจากไป ยิ่งนางอาละวาดมากเท่าใดก็ยิ่งเข้าทางเขา แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่านางไม่ได้ต้องการความรักของเขาอีกต่อไปแล้ว นางเลือกที่จะสร้างความสุขให้ตัวเองแทน
“เจ้านี่มัน...”
ลู่เหวินอวี้พูดไม่ออก เขาหันไปมองสองอนุที่ยืนทำหน้าซังกะตายก็รู้สึกจุกในอกขึ้นมา พวกนางสองคนคือสตรีที่เขาพาเข้าจวนมาเพื่อปั่นหัวหลินหว่านเอ๋อร์ แต่ยามนี้กลับกลายเป็นคนของนางไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าสามียืนนิ่งไม่ขยับ หลินหว่านเอ๋อร์จึงหยัดกายลุกขึ้นมานั่ง พร้อมเอ่ยกับเขา
“เอาเถอะเจ้าค่ะในเมื่อท่านโหวไม่อยากดื่ม ก็เชิญกลับไปพักผ่อนที่ห้องหนังสือเถิด คืนนี้พวกข้าตกลงกันแล้วว่าจะนอนค้างที่นี่ นั่งชมจันทร์พูดคุยเรื่องชีวิตกันสนุกๆ ท่านไม่ต้องมาเป็นกังวลหรอก”
ซูเม่ยที่ตอนแรกดูหวาดหวั่นก็เริ่มมีความกล้าหาญขึ้นบ้าง นางกล้าสบตาเขาแล้วพูดว่า
“ท่านโหวเจ้าคะ ฮูหยินดูแลพวกข้าดีมาก พวกข้า ไม่รบกวนเวลาของท่านแล้วเจ้าค่ะ”
คำว่าไม่รบกวนเวลาของอนุคนใหม่ทำเอาลู่เหวินอวี้ถึงกับจุกอก นี่เขากำลังถูกปฏิเสธอย่างนั้นหรือ!
ลู่เหวินอวี้กำหมัดแน่น เขาปรายตามองดูรอยยิ้มที่แสนสบายอารมณ์ของหลินหว่านเอ๋อร์ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงเข้ม
“ดี! อยากจะทำอะไรก็ทำ! ข้าไม่อยากจะสนใจพวกเจ้าแล้ว!”
กล่าวจบเขาก็สาวเท้าก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าที่ตึงตังแสดงถึงความโมโหอย่างหนัก ทว่าหลินหว่านเอ๋อร์กลับทำเพียงแค่มองตามหลังเขาเท่านั้น พลางหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วส่งจอกสุราให้ซูเม่ยและเยี่ยจื่ออย่างไม่รีบไม่ร้อน
“เห็นไหมล่ะ? ท่านโหวของพวกเราน่ะ แค่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวน่ะอย่าไปสนใจเขาเลย เขาก็ผีเข้าผีออกเช่นนี้ล่ะ เดี๋ยวก็หายโกธรไปเอง พวกเรามาดื่มกันต่อเถอะ”
ซูเม่ยและเยี่ยจื่อพยักหน้ารับแล้วเข้ามาปรนนิบัติหลินหว่านเอ๋อร์อย่างเอาอกเอาใจ
ในค่ำคืนที่แสงจันทร์สว่างไสว ลู่เหวินอวี้กลับต้องมานั่งเหงาหงอยอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง ในใจเขามีเพียงคำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวใจ
นับแต่เมื่อไหร่กัน ที่เขากลายเป็นคนนอกในจวนของตัวเอง?
