ตอนที่ 3 กลายเป็นสหาย
เช้าวันต่อมา บรรยากาศภายในจวนโหวดูสดใสผิดปกติ ในสายตาของเหล่าอนุที่เพิ่งเข้ามาใหม่ จวนแห่งนี้ไม่ได้ดูน่าเกรงขามหรือน่าหวาดกลัวอย่างที่ข่าวเล่าลือกัน แต่มันกลับดูเหมือนจวนแห่งความสำราญที่มีฮูหยินเอกผู้แสนใจดีเป็นคนสร้างขึ้น
หลินหว่านเอ๋อร์นั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลักในเรือนใหญ่ รอบกายมีเหล่าอนุสามสี่คนนั่งล้อมวงกันอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นชาดอกไม้ชั้นเลิศและเสียงหัวเราะคิกคักที่นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้นภายในจวนโหวอันเงียบเหงา หลังจากที่ทำการคารวะน้ำชายามเช้าแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์ก็ชวนเหล่าอนุมานั่งจิบชากินของว่างกันอย่างครื้นเครง คราแรกเหล่าอนุต่างพากันหวาดกลัวนาง เพราะเกรงว่าจะถูกนางลากไปตบตี แต่วันนี้กลับต่างออกไป ฮูหยินใหญ่ที่แต่ก่อนเอาแต่วางท่าทีสูงส่งกลับไม่ถือตน ซ้ำยังแบ่งของสวยๆงามๆให้พวกนางอย่างใจกว้างอีกด้วย
“ท่านพี่หว่านเอ๋อร์ สิ่งนี้คืออะไรหรือเจ้าคะ?”
ซูเม่ย อนุคนใหม่ล่าสุดเอ่ยถามพลางหยิบกำไลหยกสีเขียวมรกตใสกระจ่างขึ้นมาส่องดูด้วยความตื่นเต้น นางไม่เคยเห็นของล้ำค่าเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต แรกเริ่มนางคิดจะหาเรื่องยั่วโทสะหลินหว่านเอ๋อร์ แต่เมื่อเห็นว่าหลินหว่านเอ๋อร์ใจดีมากเพียงใด นางจึงล้มเลิกความคิดนั้นไปเสียสิ้น เทียบกันแล้วฮูหยินผู้นี้ยังใจกว้างกว่าท่านโหวขี้เหนียวผู้นั้นหลายเท่านัก
หลินหว่านเอ๋อร์หันมาส่งยิ้มให้ซูเม่ยเล็กน้อย
“นี่คือหยกเนื้อดีจากหุบเขาทางใต้ ข้าเห็นว่าผิวของเจ้าขาวผ่อง ถ้าได้สวมใส่กำไลวงนี้จะยิ่งขับผิวให้ดูโดดเด่น เจ้ารับไปสิข้ามอบให้เจ้า ถือว่าเป็นของรับขวัญจากข้าก็แล้วกัน”
หลินหว่านเอ๋อร์สวมกำไลหยกวงนั้นให้ซูเม่ยอย่างใจกว้าง จะไม่ให้นางใจกว้างได้อย่างไรเล่า นี่มันเป็นสมบัติของลู่เหวินอวี้ไม่ใช่ของนางเสียหน่อย
ซูเม่ยเบิกตากว้างด้วยความดีใจ นางลูปกำไลหยกวงนั้นอย่างมีความสุข
“ส่วนเจ้า เยี่ยจื่อ”
หลินหว่านเอ๋อร์หันไปหาอนุอีกคน ก่อนจะคว้าหยิบปิ่นปักผมทองคำฝังทับทิมที่ดูหรูหราออกมาหนึ่งชิ้นและมอบให้กับอนุเยี่ย ความทรงจำของร่างเดิมบอกกับนางว่าอนุเยี่ยผู้นี้ลู่เหวินอวี้พามาจากหอสุรา นางมีนิสัยพูดน้อยไม่ค่อยก่อเรื่องอะไรเลย หลังจากนางเข้ามาเจ้าของร่างเดิมก็ตายจากไป แต่นางไม่โทษเยี่ยจื่อหรอก ถ้าจะโทษก็ต้องโทษท่านโหวผู้มักมากคนนั้นต่างหาก
“ข้าเห็นว่าเจ้าไม่มีเครื่องประดับดีๆเอาไว้สวมใส่เลย ปิ่นอันนี้เหมาะกับเจ้ามาก เจ้ารับไปสิ”
“เอ่อ ฮูหยิน เช่นนี้ไม่ดีกระมังเจ้าคะ”
เยี่ยจื่อมีท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะก่อนหน้านี้นางถูกหลินหว่านเอ๋อร์ทุบตีจนป่วยไข้ไปหลายวัน ไม่เพียงเท่านั้นเหล่าอนุที่เข้ามาพร้อมนางอีกสองคนก็ล้วนถูกไล่ออกจากจวนไปจนหมด บางคนถูกทุบตีจนเกือบพิการก็มีมาแล้ว ยามนี้ในจวนจึงมีแค่นางและซูเม่ยที่เป็นอนุของท่านโหว เพราะนางไม่มีที่ไปซ้ำที่บ้านยังมีฐานะยากจน ทุกคนรอเงินจากนาง นางจึงจำต้องเป็นอนุของลู่เหวินอวี้ เขาและนางไม่เคยรักกัน มีเพียงสัญญาข้อตกลงให้นางเข้ามาเป็นอนุเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้ภรรยาเอกเท่านั้น
หลินหว่านเอ๋อร์เห็นเยี่ยจื่อแล้วก็อดเวทนาไม่ได้ นางคว้ามือของเยี่ยจื่อขึ้นมาทำเอาหญิงสาวสะดุ้งคิดว่าตนจะถูกตี แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับวางปิ่นนั้นลงบนมือของนางอย่างนุ่มนวล
“ไม่ต้องกลัว ต่อไปข้าจะไม่ตีเจ้าแล้ว หากเจ้ามีปัญหาใดก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ เข้าใจหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ”
เยี่ยจื่อพยักหน้าด้วยความมึนงงไม่น้อย แม้แต่อาอินสาวใช้ยังคิดว่าวันนี้เจ้านายตนดื่มยาผิดสำแดงหรือไรจึงใจดีผิดปกติเช่นนี้
เมื่อแจกจ่ายของขวัญและสนทนาเปิดใจกันแล้ว บรรยากาศก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความหวาดระแวงในดวงตาของเหล่าอนุจางหายไปจนหมดสิ้นแทนที่ด้วยความสนิทสนมเป็นกันเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกนางมีความคิดตรงกันว่าเทียบกันแล้วยามนี้ฮูหยินใจดีกว่าท่านโหวเสียอีก
หลินหว่านเอ๋อร์สั่งให้คนไปนำสุรามาให้พวกนางดื่ม เมื่อสุราไหลลงคอ เยี่ยจื่อก็น้ำตาคลอ พรั่งพรูคำพูดออกมาไม่จบไม่สิ้น
“ฮูหยินท่านใจดีกับข้ายิ่งนัก ท่านรู้หรือไม่ตั้งแต่เข้าจวนมาท่านโหวไม่เคยให้ของขวัญข้าเลยสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ท่านโหวแทบจะไม่เคยหลับนอนกับข้าเลย”
ซูเม่ยที่เริ่มเมาได้ที่ก็เริ่มอยู่ไม่สุข นางเอ่ยวาจาสมทบกับเยี่ยจื่อทันที
“ข้าก็เช่นกัน เจ้าหอวันแรกเขาไม่แตะต้องข้ายังพอทน แต่ยังให้ข้าครางคนเดียวข้าพอเลย ฮูหยิน ท่านก็เห็นแล้วเมื่อคืน ฮึก เขาเอาแต่ชักๆไม่หยุดเลยเจ้าค่ะ ฮือ”
“อุ๊ยตาย น่าสงสารจริงเชียว เจ้าไม่ต้องร้องไห้ไปนะข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกเจ้าดี เขาก็ไม่เคยนอนกับข้าเหมือนกัน ในจวนหลังนี้ พวกเราต่างก็เป็นสตรีที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน มีชีวิตอยู่เพื่อรอคอยบุรุษที่แทบไม่มีเคยไยดีพวกเรา สิ่งสำคัญที่สุดนับแต่นี้ไม่ใช่การแย่งชิงความรักจากเขา แต่คือการดูแลหัวใจของกันและกัน พวกเจ้าว่าจริงไหมเล่า?”
ประโยคนั้นของหลินหว่านเอ๋อร์เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจเหล่าอนุ เยี่ยจื่อและซูเม่ยต่างพยักหน้าเห็นพ้องอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกนางเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากการทำตัวให้ท่านโหวรักมาเป็นทำตัวให้น่ารักต่อหน้าฮูหยินแทน บางทีพวกนางอาจจะมีชีวิตที่ดีมากกว่านี้ ท่านโหวหรือจะสู้ฮูหยินได้ แม้แต่จะหย่ายังไม่กล้าต้องเอาพวกนางมาบังหน้า เฮงซวยดีแท้!
ในขณะที่วงสนทนากำลังครื้นเครง ลู่เหวินอวี้ที่เพิ่งกลับจากการประชุมราชการ ชายหนุ่มเพิ่งจะเดินเข้าสู่สวนบุปผาในจวนก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเหล่าสตรีดังขึ้นไม่ไกล ลู่เหวินอวี้ย่นหว่างคิ้ว เขารีบเดินไปตามต้นตอของเสียงอย่างเร่งรีบ เมื่อมาถึงภาพที่เห็นกลับทำให้เขาต้องยืนนิ่งงันอยู่กับที่
ภาพที่ปรากฏตรงหน้ายามนี้ก็คือ หลินหว่านเอ๋อร์และเหล่าอนุของเขากำลังนั่งหัวเราะกันอย่างร่าเริง อีกทั้งยังนั่งล้อมวงกินขนมและอวดเครื่องประดับกันอย่างออกรส โดยไม่มีท่าทีของความริษยาขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย
นี่มันเรื่องอันใดกัน แต่ก่อนหลินหว่านเอ๋อร์มีหรือจะมาสนทนาพาทีกับอนุเหล่านี้
ไวกว่าความคิดเขารีบสาวเท้าเข้าไปหาพวกนางพลางถามเสียงเรียบ
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?”
เสียงทุ้มต่ำของท่านโหวทำเอาวงสนทนาเงียบกริบ ซูเม่ยและเยี่ยจื่อลุกขึ้นทำความเคารพเขาอย่างขอไปที ส่วนหลินหว่านเอ๋อร์ก็หันมาสบตาเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ก่อนจะเลื่อนสายตาลงต่ำไปที่หว่างขาของชายหนุ่ม ภาพอนาคอนดาลู่เมื่อคืนยังติดตานางอยู่ไม่เสื่อมคลาย
ลู่เหวินอวี้มองตามสายตาของหลินหว่านเอ๋อร์ลงมาก่อนจะจ้องนางเขม็ง หลินหว่านเอ๋อร์กระแอมไอออกมาหนหนึ่งแล้วจึงส่งยิ้มหวานล้ำให้กับเขา
“ท่านโหว! กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? พวกข้ากำลังพูดคุยเรื่องเครื่องประดับกันอยู่ แหม ท่านโหวดูสิ ซูเม่ยใส่กำไลที่ข้ามอบให้นางแล้วดูงดงามมากเลยนะเจ้าคะ เยี่ยจื่อเจ้าลองก้มศีรษะให้ท่านโหวดูปิ่นปักผมเจ้าหน่อย”
ลู่เหวินอวี้ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม ความหงุดหงิดแล่นพล่านในอก เขาไม่ได้ต้องการเห็นพวกนางรักกัน เขาต้องการเห็นการตบตี การร้องไห้ หรือการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เพื่อที่เขาจะได้หาข้ออ้างว่าหลินหว่านเอ๋อร์บกพร่องในหน้าที่ภรรยา แต่สิ่งที่เห็นในยามนี้ภรรยาทั้งสามคนของเขากำลังกลายเป็นกลุ่มสหายสนิทที่ดูจะมีความสุขมากอย่างไรอย่างนั้น
“หว่านเอ๋อร์เจ้าคิดจะทำอะไร?”
เขาเดินเข้ามาใกล้ พลางกดเสียงต่ำถามนางอย่างไม่พอใจ หลินหว่านเอ๋อร์กรอกตาไปมาก่อนจะตอบอย่างขอไปที
“ตาท่านโหวบอดหรือเจ้าคะ ข้าก็บอกแล้วว่ากำลังสนทนากันอยู่ แล้วก็มอบรางวัลให้พวกนางด้วย”
ลู่เหวินอวี้ส่งเสียงเหอะออกมา เขาคว้าแขนนางมาจับเอาไว้แน่น
“เงินเบี้ยหวัดที่ข้าให้เจ้า ไม่ได้มีไว้ให้เจ้าซื้อของมาปรนเปรอพวกนาง เจ้าคิดจะทำอะไร หรือเปลี่ยนแผนการใหม่ อยากให้ข้าสนใจเจ้าจึงคิดผลาญเงินข้าเล่น!”
หลินหว่านเอ๋อร์ลอบด่าลู่เหวินอวี้ว่าไอ้ขี้เหนียวอยู่ในใจเป็นร้อยเป็นพันครั้ง
“เงินเบี้ยหวัดเหล่านั้น เมื่อมาถึงมือข้าแล้ว ย่อมเป็นสิทธิ์ของข้าที่จะใช้มันทำอะไรก็ได้จริงหรือไม่เจ้าคะ? อีกอย่าง ข้าเห็นพวกนางแต่งเข้ามาแล้วแต่กลับไม่มีเครื่องประดับดีๆเลยสักชิ้น เกิดคนนอกมาเห็นเข้าจะว่าท่านโหวใจแคบเหมือนมด ไม่มีปัญญาดูแลเมียเล็กเมียน้อยให้ดี ข้าในฐานะฮูหยินเอกย่อมต้องช่วยแบ่งเบาภาระของท่านอย่างไรเล่า หรือว่าท่านอยากได้ชื่อว่าเป็นสามีเฮงซวย ดีแต่หมกมุ่นเรื่องอย่างว่าแต่ไม่สนใจความคิดของเหล่าภรรยาเลย!”
วาจาเหน็บแนมที่เอ่ยออกมาจากปากของหลินหว่านเอ๋อร์ ทำเอาลู่เหวินอวี้ถึงกับพูดไม่ออก เขามองเหล่าอนุที่ยืนอยู่ด้วยแววตาไม่พอใจปราดหนึ่ง เยี่ยจื่อและซูเม่ยที่เห็นอย่างนั้นก็ขอตัวกลับเรือนของตนไป พวกนางไม่แม้แต่จะปรายตามองลู่เหวินอวี้ อีกทั้งยังซาบซึ้งใจต่อหลินหว่านเอ๋อร์เป็นอย่างมากที่ออกหน้าปกป้องพวกนาง
เหล่าอนุเดินจากไปทิ้งให้ลู่เหวินอวี้เผชิญหน้ากับหลินหว่านเอ๋อร์เพียงลำพัง หลินหว่านเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้เขา ก่อนจะยื่นมือมาสัมผัสที่ไหล่ของเขาเบาๆ
“ท่านโหว อย่าอารมณ์เสียไปเลยนะเจ้าคะ ได้ยินว่าวันนี้พ่อครัวทำขาหมูพะโล้ที่ท่านชอบเอาไว้ กินสักหน่อยไหมเจ้าคะจะได้หายโมโห?”
ลู่เหวินอวี้สะบัดตัวหนีด้วยความรังเกียจ ก่อนจะจ้องมองนางอย่างไม่พอใจ
“อย่าคิดลวนลามข้า ข้าไม่มีทางหลงกลใบหน้าใสซื่อจอมปลอมของเจ้าหรอก ข้าจะต้องหย่ากับเจ้าให้ได้ ต่อให้เจ้าใช้วิธีใดมารั้งข้าก็ไม่เป็นผล!”
กล่าวจบเขาก็เดินหันหลังจากไปทันที หลินหว่านเอ๋อร์ที่เห็นอย่างนั้นก็แอบชูนิ้วกลางมอบให้กับเขาอย่างรวดเร็ว
หากกระโดดถีบได้นางกระโดดไปแล้วบอกเลย!
