7
เซี่ยอวิ๋นเฉิงส่ายหน้าเบาๆ หากนางยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคนที่หนีไปไหนไม่รอด อาจไม่ใช่นางเสียแล้ว
ข่าวคราวเรื่องความสมานฉันท์ภายในจวนโหวแพร่ไปเข้าหู ‘เซี่ยไท่ฮูหยิน’ และ ‘อดีตท่านโหว’ บิดามารดาของเซี่ยอวิ๋นเฉิง ซึ่งก่อนหน้านี้หนีความวุ่นวายไปพักใจและบำเพ็ญศีลอยู่ที่อารามหลวงบนยอดเขา
เมื่อได้ยินว่าหลินเสี่ยวเยว่ผู้เคยเอาแต่สร้างเรื่อง จู่ ๆ กลับเปลี่ยนนิสัย ดูแลจวนเป็นระเบียบ แถมยังสนิทสนมกับลูกชายของตนขึ้นมา ผู้เฒ่าทั้งสองก็แทบนั่งไม่ติด รีบเดินทางกลับจวนโหวทันที
ในอดีต หลินเสี่ยวเยว่คนเดิมขึ้นชื่อเรื่องความเย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ และไร้กาลเทศะ จนพ่อแม่สามีระอาและไม่ชอบหน้าลูกสะใภ้ผู้นี้อย่างยิ่ง
ดังนั้นทันทีที่กลับถึงจวน เสียงเข้มงวดของไท่ฮูหยินก็ดังลั่นมาจากหน้าเรือนใหญ่
"เหอะ! ข้ากลับมาคราวนี้ จะดูว่าสตรีไร้ยางอายผู้นั้นกำลังคิดก่อเรื่องอะไรอีก"
หญิงชราผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมในอาภรณ์หรูหราก้าวฉับ ๆ เข้ามาภายในเรือน โดยมีอดีตท่านโหวผู้เป็นสามีถือไม้เท้าเดินตามหลังมาติดๆ
หลินเสี่ยวเยว่ซึ่งเตรียมตัวรับศึกอยู่ก่อนแล้ว นั่งรออยู่ในห้องโถงด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ ทันทีที่เห็นพ่อแม่สามี นางไม่เปิดโอกาสให้ไท่ฮูหยินอ้าปากตำหนิแม้แต่คำเดียว รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปประคองอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล
"ท่านแม่ ท่านพ่อ เดินทางมาไกลเหน็ดเหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ ลมบนเขาเย็นนัก ท่านแม่คงปวดเมื่อยไม่น้อย รีบนั่งพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ" น้ำเสียงหวานหยดย้อยทำเอาไท่ฮูหยินชะงักไปครู่หนึ่ง
"เจ้า... เจ้าอย่ามาทำเป็นประจบ" ไท่ฮูหยินสะบัดหน้าหนี พยายามชักมือกลับ
"ข้าไม่หลงกลของเจ้า"
ยังพูดไม่ทันจบ หลินเสี่ยวเยว่ก็คุกเข่าลงข้างเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ก่อนถอดรองเท้าของแม่สามีออก แล้วประคองเท้าของอีกฝ่ายวางลงในถังไม้น้ำอุ่นซึ่งผสมสมุนไพรหอมกรุ่นเตรียมเอาไว้แล้ว
"ท่านแม่เจ้าขา นั่งเฉยๆ นะเจ้าคะ วันนี้ข้าจะปรนนิบัติท่านเอง" ว่าแล้วสองมือเรียวก็ค่อยๆ กดนวดบริเวณฝ่าเท้า ส้นเท้า และน่องอย่างชำนาญ น้ำหนักมือกำลังดี ทั้งยังลงตรงจุดเมื่อยล้าอย่างแม่นยำด้วยวิธีนวดจับเส้นที่นางเคยเรียนรู้จากโลกเดิม
"อ๊ะ..." ไท่ฮูหยินเผลอหลุดเสียงออกมา ก่อนรีบเม้มปากแน่น ความปวดเมื่อยจากการนั่งรถม้าลงเขามาตลอดทั้งวันค่อยๆ คลายลงอย่างรวดเร็ว จุดที่หลินเสี่ยวเยว่กดแต่ละจุดทั้งเจ็บทั้งสบายจนหญิงชราหลับตาพริ้มโดยไม่รู้ตัว
หลินเสี่ยวเยว่แอบยิ้ม
"เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะท่านแม่ สบายขึ้นหรือไม่เจ้าคะ"
"อืม... ก็... ก็พอใช้ได้" ไท่ฮูหยินยังคงพยายามรักษาสีหน้าเคร่งขรึมเอาไว้ แต่ดวงตาที่หลับพริ้มกลับปิดบังความพอใจไม่มิด
"นวด... ตรงส้นเท้าซ้ายอีกนิดสิ"
"ได้เลยเจ้าค่ะท่านแม่"
อดีตท่านโหวยืนมองภรรยาตัวเองที่เมื่อครู่ยังตั้งท่าจะมาหาเรื่อง แต่เวลานี้กลับเคลิบเคลิ้มเสียจนแทบหลับ ก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ เขากำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง หลินเสี่ยวเยว่ก็หันมาส่งยิ้มหวานให้เสียก่อน
"ท่านพ่อเจ้าขา ข้าเองก็เตรียมของไว้ให้ท่านด้วยนะเจ้าคะ"
"ให้ข้าหรือ"
"เจ้าค่ะ ข้าได้ยินว่าท่านพ่อชอบศึกษาเรื่องการค้าและการจัดการทรัพย์สิน ข้าจึงลองทำตารางรายรับรายจ่าย รวมถึงวิเคราะห์ราคาสินค้าในตลาดเมืองหลวงเอาไว้ให้ท่านดูแก้เหงาเจ้าค่ะ"
อดีตท่านโหวชะงัก ก่อนชะโงกหน้าไปมองกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง เพียงอ่านไปไม่กี่บรรทัด แววตาของชายชราก็เปลี่ยนไปทันที
ตัวเลขถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ มีการเปรียบเทียบต้นทุน ราคาขาย และแนวโน้มกำไรอย่างชัดเจน ทั้งยังมีข้อเสนอว่าควรลงทุนในสินค้าใด หลีกเลี่ยงสินค้าใด ดูง่ายแต่มีเหตุผลรองรับครบถ้วน
อดีตท่านโหวรีบคว้ากระดาษขึ้นมาอ่านอย่างสนใจ
"นี่เจ้าคิดเองทั้งหมดหรือ"
"เจ้าค่ะ"
"เฉียบแหลมยิ่งนัก!" ชายชราตบโต๊ะดังฉาดด้วยความถูกใจ
"ตรงนี้เจ้ามองว่าราคาธัญพืชจะขึ้นเพราะเส้นทางขนส่งทางเหนือมีปัญหา ส่วนผ้าไหมควรชะลอการซื้อเพราะสินค้ากำลังล้นตลาด เจ้าคิดได้อย่างไร"
"ก็ลองดูจากราคาซื้อขายช่วงหลายเดือนก่อนแล้วเทียบกันเจ้าค่ะ หากของเข้าตลาดน้อย ราคาย่อมขึ้น หากของมากเกินความต้องการ ราคาก็ต้องลด ข้าเพียงเอาตัวเลขมาวางให้เห็นชัดขึ้นเท่านั้น"
"ดี! ดีมาก" อดีตท่านโหวหัวเราะร่า ยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอ
พอดีกับที่เซี่ยอวิ๋นเฉิงกลับมาจากว่าราชการ ทันทีที่ได้ยินว่าบิดามารดากลับจวน เขาก็รีบตรงมายังเรือนใหญ่ด้วยเกรงว่าแม่ของตนกับหลินเสี่ยวเยว่จะปะทะกันจนจวนแทบแตก
แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้า กลับทำให้ท่านโหวหนุ่มหยุดนิ่งอยู่ตรงประตู
มารดาของเขานั่งหลับตาพริ้ม ให้หลินเสี่ยวเยว่นวดเท้าอย่างสบายอารมณ์ ส่วนบิดาก็กำลังถือกระดาษหัวเราะร่า พูดคุยเรื่องการค้ากับลูกสะใภ้อย่างออกรส
เซี่ยอวิ๋นเฉิงนิ่งไปหลายอึดใจ นี่จวนของเขาใช่หรือไม่
"ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ" หลินเสี่ยวเยว่เห็นเขาก็ส่งเสียงเรียกอย่างสดใส ก่อนลุกขึ้นปัดชายกระโปรงเบาๆ
ไท่ฮูหยินค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นลูกชายยืนทำหน้าขรึมอยู่ตรงนั้นก็ขมวดคิ้วทันที
"อวิ๋นเฉิง เจ้ามาก็ดีแล้ว เหตุใดต้องทำหน้าตึงใส่สะใภ้ข้าด้วย"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงชะงัก
"ท่านแม่... ข้าเปล่า"
"สะใภ้ข้าน่ารัก กตัญญู ทั้งยังรู้จักปรนนิบัติผู้ใหญ่ นวดเท้าก็เก่ง" ไท่ฮูหยินพูดอย่างไม่เปิดโอกาสให้ลูกชายแทรก
อดีตท่านโหวรีบเสริมทันที
"แถมยังฉลาดปราดเปรื่องอีกต่างหาก เจ้าดูแผนการค้าของนางสิ ใช้ได้ยิ่งกว่าที่ปรึกษาหลายคนเสียอีก เจ้าอย่าทำตัวเย็นชาใส่นางนัก หากเจ้ารังแกจนสะใภ้ข้าร้องไห้ ข้าจะเอาไม้เท้าฟาดเจ้าเอง"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขามองบิดา มองมารดา ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังภรรยาตัวดี ซึ่งกำลังหลบอยู่ด้านหลังไท่ฮูหยินแล้วแอบยักคิ้วให้เขาอย่างผู้ชนะ
‘นี่นางใช้วิชาอาคมอะไร เพียงครึ่งวัน พ่อแม่ข้าก็กลายเป็นคนของนางหมดแล้วหรือ’
เซี่ยอวิ๋นเฉิงถอนหายใจยาวอย่างจนใจ
"ขอรับ ข้าทราบแล้ว"
หลินเสี่ยวเยว่รีบเม้มปากกลั้นหัวเราะ
ตกดึก หลังจากบิดามารดาของเซี่ยอวิ๋นเฉิงแยกย้ายกลับเรือนไปพักผ่อน หลินเสี่ยวเยว่ก็เดินตามสามีเข้าไปในห้องหนังสือ ทันทีที่ประตูปิด นางก็ยกคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
"เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะท่านพี่ ข้าบอกแล้วว่าข้าทำได้ พ่อแม่ท่านพี่รักข้าถึงเพียงนี้ ตำแหน่งฮูหยินของข้าคงแข็งแกร่งดุจหินผาแล้วกระมัง"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงหันกลับมามองนาง หลินเสี่ยวเยว่กำลังจะยักคิ้วให้เขาอีกครั้ง ทว่าจู่ๆ ข้อมือก็ถูกคว้าไว้
"อ๊ะ..." ร่างบางถูกดึงเข้าหาอย่างไม่ทันตั้งตัว พริบตาต่อมา นางก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของเซี่ยอวิ๋นเฉิงเต็มๆ แขนแกร่งโอบรอบเอวบางเอาไว้แน่นพอไม่ให้หลุดหนี ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมองนางในระยะประชิด
คราวนี้หลินเสี่ยวเยว่เป็นฝ่ายนิ่งเสียเอง
"ท่าน... ท่านพี่..."
เซี่ยอวิ๋นเฉิงมองใบหน้าตกตะลึงของนาง ความอบอุ่นบางอย่างค่อยๆ แผ่ซ่านอยู่ในอก เขาเคยคิดว่าภรรยาของตนมีแต่จะทำให้ครอบครัววุ่นวาย
แต่วันนี้ นางกลับทำให้บิดามารดาที่ห่างเหินจากจวนไปนานหัวเราะได้อีกครั้ง
"เจ้า..." เซี่ยอวิ๋นเฉิงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ก่อนก้มลงใกล้ข้างหูนาง
"ช่างมีเวทมนตร์จริงๆ"
ลมหายใจอุ่นรินรดแก้มจนหลินเสี่ยวเยว่หน้าร้อนวูบ คนที่เคยขยันอ่อยสามีทุกวัน จู่ ๆ กลับพูดไม่ออกขึ้นมาเสียอย่างนั้น
"ท่านพี่..."
