ตอนที่ 1 เด็กน้อยที่เรียกผิด...หรือเรียกถูก - 1
เช้าวันต้นสารท เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าฉินอาบไล้ด้วยแสงอรุณสีทองอ่อน รัศมีของดวงตะวันค่อย ๆ สาดผ่านชายคาเรือนไม้และกำแพงอิฐเก่าแก่ที่ทอดยาวตลอดสองฟากถนน ปลุกเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ให้ตื่นจากความเงียบงันอีกครั้ง ผู้คนหลั่งไหลออกจากบ้านเรือนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อเริ่มต้นวันใหม่
เสียงพ่อค้าเร่ร้องเชิญชวนลูกค้าดังประสานกันเป็นจังหวะคึกคัก กลิ่นหมั่นโถวร้อน ๆ ที่เพิ่งยกลงจากลังนึ่งลอยคลุกเคล้ากับกลิ่นเนื้อย่างบนเตาถ่านและเกาลัดคั่วหอมหวาน จนบรรยากาศทั้งสายถนนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยสีสัน เด็กน้อยหลายคนวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะใสดังแว่วมาตามสายลม ขณะที่สตรีในอาภรณ์งดงามต่างพากันเลือกชมผืนแพร เครื่องประดับ และเครื่องหอมจากร้านค้าริมทาง บ้างหยุดสนทนากับสหาย บ้างต่อรองราคากับพ่อค้าอย่างออกรส หากมองเพียงผิวเผิน เช้าวันนี้ก็ดูไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เป็นเช้าวันธรรมดาที่เต็มไปด้วยความสุขอันเรียบง่ายของผู้คนในเมืองหลวง แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า อีกเพียงชั่วอึดใจข้างหน้า โชคชะตาของคนสามคนจะถูกผูกโยงเข้าหากันตลอดกาล
ซูอันหนิงก้าวออกจากโรงหมอเล็กๆ ริมถนนด้วยฝีเท้าแผ่วเบา ตะกร้าสานใบเล็กที่บรรจุสมุนไพรสดห้อยอยู่ข้างแขน ชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนที่นางสวมดูเรียบง่ายไร้ลวดลายหรูหรา กลมกลืนไปกับผู้คนจนแทบไม่มีสิ่งใดสะดุดสายตา หากสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำนางกลับไม่ใช่อาภรณ์ หากเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนใบหน้าสะอาดหมดจด และดวงตาคู่งามที่เปี่ยมด้วยความเมตตา เพียงสบตาก็ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งวันถูกปลอบประโลมลงโดยไม่รู้ตัว
ระหว่างทาง นางแวะซื้อขนมถั่วจากร้านเล็กเจ้าประจำ เจ้าของร้านยื่นห่อกระดาษให้อย่างคุ้นเคย ก่อนจะหัวเราะเมื่อเห็นหญิงสาวแบ่งขนมครึ่งหนึ่งส่งให้เด็กขอทานที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล เด็กน้อยรับขนมไปด้วยมือสั่น ๆ ดวงตาเป็นประกายราวกับได้รับของล้ำค่า เขายกมือคำนับหลายครั้งจนซูอันหนิงหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือลูบศีรษะเล็กอย่างเอ็นดู
"กินให้หมดนะ"
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก ยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ ก่อนรีบวิ่งจากไปด้วยความดีใจ
ซูอันหนิงมองแผ่นหลังเล็กนั้นด้วยแววตาอ่อนโยน รอยยิ้มบางยังคงแต้มอยู่ที่มุมปาก ก่อนจะก้าวเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบ ท่ามกลางผู้คนที่ยังคงขวักไขว่ไม่ขาดสาย
ในเวลาเดียวกัน รถม้าหรูคันหนึ่งกำลังแล่นผ่านถนนสายหลักอย่างเชื่องช้า ตัวรถประดับตราประจำจวนแม่ทัพอย่างสง่างาม องครักษ์ในชุดเกราะเหล็กเดินประกบอยู่ทั้งสองด้าน แต่เว้นระยะห่างจากชาวเมืองอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
ผู้คนต่างรีบหลีกทางพร้อมก้มศีรษะคารวะ บ้างแอบชะเง้อมองพลางกระซิบกันเบา ๆ
"รถม้าของจวนแม่ทัพ"
"ได้ยินว่าท่านแม่ทัพเพิ่งกลับจากชายแดนเมื่อวาน"
"คงพาคุณชายน้อยออกมาเปิดหูเปิดตา"
เสียงสนทนาเบา ๆ ลอยตามสายลม แต่ผู้ที่นั่งอยู่ในรถม้ากลับไม่สนใจคำซุบซิบเหล่านั้นเลย
เด็กชายวัยห้าขวบในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนนั่งแกว่งขาสั้น ๆ อยู่บนเบาะอย่างอยู่ไม่สุข ใบหน้าขาวผ่องนุ่มนิ่ม ดวงตากลมโตเปล่งประกายซุกซนไม่ต่างจากลูกสุนัขตัวน้อยที่เพิ่งได้ออกจากบ้านเป็นครั้งแรก เขาแอบแหวกม่านรถม้าออกเพียงนิดเพื่อชะโงกมองผู้คนด้านนอกด้วยความตื่นเต้น ทุกสิ่งล้วนดูน่าสนใจไปเสียหมด
"พี่หลิว"
เด็กน้อยหันไปเรียกพี่เลี้ยงด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"ข้าลงไปซื้อขนมได้หรือไม่"
พี่เลี้ยงวัยกลางคนได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ พลางส่ายหน้า
"คุณชายน้อย ท่านแม่ทัพกำชับไว้แล้ว วันนี้ให้นั่งอยู่บนรถม้าก็พอเจ้าค่ะ"
เสี่ยวเป่าพองแก้มอย่างไม่พอใจ ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับแบกรับความทุกข์ที่สุดในชีวิต
