ตอนที่ 4: การประลองยุทธ์ - 2
หลงเจี้ยนสะใจยิ่งนัก “แล้วพบกันในงานเลี้ยงคืนนี้ขอรับ ท่านพี่ใหญ่!” กล่าวจบก็หมุนตัวเดินจากไปพร้อมแม่ทัพตง
หลินอวี่มองตามหลังหลงเจี้ยนไปแล้วขมวดคิ้ว “ศิษย์พี่... องค์ชายสี่ผู้นี้ตั้งใจจะฉีกหน้าท่านกลางงานเลี้ยงชัดๆ ท่านจะทำอย่างไร?”
ฉงเซิงหันกลับมา ยักคิ้วให้หลินอวี่ รอยยิ้มขี้เล่นและเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก “ทำอย่างไรหรือ? ก็ทำเป็นสะดุดล้มตามเคยน่ะสิ! งานเลี้ยงคืนนี้... ต้องสนุกมากแน่ๆ”
ยามค่ำคืน ณ พระตระหนักกลางหลวง
งานเลี้ยงรับขวัญชินอ๋องจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แสงไฟจากโคมหงส์สว่างไสวดุจกลางวัน ขุนนางน้อยใหญ่และเชื้อพระวงศ์ต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า
ฮ่องเต้และฮองเฮานั่งประทับบนบัลลังก์หงส์มังกร ทรงทอดพระเนตรมองฉงเซิงที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายด้วยความรักใคร่ โดยมีหลินอวี่นั่งอยู่ด้านหลังในฐานะผู้ติดตามส่วนตัว
เมื่อการแสดงรำดาบสิ้นสุดลง องค์ชายสี่ หลงเจี้ยนก็ลุกขึ้นก้าวออกมารับหน้า “เสด็จพ่อ! เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านพี่ใหญ่ กระหม่อมขอเสนอให้แม่ทัพตง ยอดฝีมือแห่งกองทัพ ออกมาประลองยุทธ์กระชับความสัมพันธ์กับท่านพี่ใหญ่ขอรับ!”
เหล่าขุนนางพากันซุบซิบ ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “เซิงเอ๋อร์เพิ่งกลับมา เห็นว่าร่างกายยังไม่ค่อยแข็งแรง จะประลองได้อย่างไร?”
“เสด็จพ่อโปรดวางพระทัย แม่ทัพตงจะยั้งมืออย่างแน่นอนขอรับ” หลงเจี้ยนยืนยัน
ฉงเซิงจำต้องลุกขึ้นเดินลงสู่ลานประลองกลางพระตระหนัก เขาอยู่ในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน มือถือกระบี่ไม้สั่นพั่บๆ ท่าทางการก้าวเดินโอนเอียงเหมือนคนพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ
แม่ทัพตงก้าวลงสู่ลานประลอง ร่างใหญ่โตดุจภูเขาหิน เขายิ้มหยามเหยียด คำนับแบบพอเป็นพิธี “ท่านอ๋องใหญ่... กระหม่อมจะเบามือนะขอรับ!”
“เบา... เบามือมากๆ นะท่านแม่ทัพ ข้ากลัวเลือด!” ฉงเซิงร้องทำเสียงสั่น
“เริ่มได้!” เสียงขันทีขานรับ
สิ้นเสียงสัญญาณ แม่ทัพตงก็พุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วสูงดุจพายุหมุน กระบี่ไม้ในมือคำรามลอยเข้าใส่ทรวงอกของฉงเซิง หมายจะชกเข้าที่หน้าอกให้ฉงเซิงกระเด็นลอยไปอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล!
ทว่าในวินาทีที่วิกฤตที่สุดนั้นเอง...
ฉงเซิงกลับทำตาโต ร้องโวยวาย “อุ๊ย! พื้นมันลื่น!”
ร่างสูงโปร่งทำทีเป็นสะดุดชายเสื้อตัวเองอย่างจัง! ตัวเขาล้มถลาพุ่งไปข้างหน้าอย่างพิศดาร!
ทว่ากิริยาที่ดูลนลานนั้น แท้จริงแล้วคือวิชา "ย่างก้าวท่องเมฆา" อันเหนือชั้น ร่างของเขาเบี่ยงหลบกระบี่ไม้ของแม่ทัพตงไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด! และศีรษะของเขาก็กระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของแม่ทัพตงอย่างจัง!
“อั้ก!” แม่ทัพตงตาเหลือก จุกจนร้องไม่ออก
ไม่เพียงแค่นั้น ยามที่ฉงเซิงกำลังจะล้มลงพื้น ขาข้างหนึ่งของเขากลับ ‘บังเอิญ’ แกว่งไปเกี่ยวเตะตัดขาหลังของแม่ทัพตงอย่างพอดีเจาะเจาะ!
ด้วยน้ำหนักตัวและแรงพุ่งของแม่ทัพตง ผสมกับแรงสะกิดปราณไร้รูปของฉงเซิง ส่งผลให้ร่างยักษ์ของแม่ทัพตงลอยเค้งกลางอากาศ หมุนคว้างสามร้อยหกสิบองศา ก่อนจะหล่นลงมากระแทกพื้นนอกลานประลองดัง “ตึงงงงง!” สลบคาที่!
ทั่วทั้งพระตระหนักเงียบกริบดุจป่าช้า... ขุนนางทุกคนอ้าปากค้าง ตาแทบหลุดออกจากเต้า!
ฉงเซิงรีบประคองตัวลุกขึ้นทำท่าทางตื่นตระหนกสุดขีด เขาวิ่งเข้าไปหาแม่ทัพตงที่นอนสลบอยู่ พร้อมเอามือปิดหน้า ร้องโวยวายเสียงดังลั่น
“เหวอ! ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง! ข้าขอโทษ! ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ! ข้าแค่มองไม่เห็นทางแล้วสะดุดล้มใส่ท่านเท่านั้นเอง! ทำไมท่านถึงได้บอบบางขนาดนี้ล่ะ!”
หลี่หลงเจี้ยนตกตะลึงจนพูดไม่ออก หน้าซีดเผือดดุจกระดาษ ‘เป็นไปไม่ได้! แม่ทัพตงระดับยอดฝีมือ... โดนไอ้ขยะนี่สะดุดล้มทับจนสลบเนี่ยนะ?!’
หลินอวี่ที่นั่งมองอยู่ด้านข้างรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก แอบอมยิ้มจนแก้มปริ ‘ศิษย์พี่นะศิษย์พี่ จริงจังบ้างไม่ได้เลยหรือ!’
ฮ่องเต้ทรงหัวเราะร่าออกมาเป็นคนแรก “ฮ่าฮ่าฮ่า! โชคดีแท้ๆ! เซิงเอ๋อร์ของข้าดวงแข็งยิ่งนัก! สะดุดล้มทีเดียวกำจัดยอดฝีมือได้เลย!”
เหล่าขุนนางต่างพากันหัวเราะแห้งๆ และปรบมือตามฮ่องเต้ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกสงสัยในตัวชินอ๋องคนใหม่ผู้นี้ก็ตาม...
ฉงเซิงก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ยามที่เขาสบสายตากับหลงเจี้ยนที่กำลังแค้นจัด ดวงตาของฉงเซิงฉายประกายเย้ยหยันออกมาวูบหนึ่ง... อยากลองดีกับข้าหรือน้องสี่? ไว้เจ้าฝึกมาใหม่อีกสิบปีเถอะ!
