ตอนที่ 9 ดอกเดียวเจ็ดราตรี
ตำหนักตะวันออก ตำหนักของรัชทายาทตกแต่งอย่างโอ่อ่าสมกับที่พักของว่าที่ฮองเต้ในอนาคต ปีกซ้ายเป็นที่พักของชายาและบรรดาสาวงามของรัชทายาท ตกแต่งด้วยไม้ดอกงดงามส่งกลิ่นหอมระริน รอบนอกตามทางเดินทหารองครักษ์ยืนเฝ้าเวรยามตามจุดด้วยความเข้มงวด นางกำนัลเดินผ่านไปมาอย่างชดช้อย
ภายในห้องรับรองหรูหราส่วนกลางของตำหนักประดับตกแต่งล้วนสูงค่าผ้าม่านปักดิ้นทองพริ้วไหว งดงามสมตำแหน่งตำหนักว่าที่พระเจ้าแผ่นดินในอนาคต บนเก้าอี้ประธานยามนี้มีฮองเฮาเสด็จประทับอยูสายพระเนตรจับจ้องมองดูรัชทายาทที่เดินวนไปวนมาอย่างอดกลั้น ปลอกนิ้วทองคำถูกลูบไปมาเพื่อระงับความรู้สึกภายในพระทัย
“ชินอ๋องออกเดินทางไปพร้อมกองทัพสิบวันแล้ว พวกสวะที่ท่านลุงส่งไปลงมือกันเรียบร้อยหรือยัง ปล่อยให้ข้ารอมาหลายวันแล้วนะพะยะค่ะ”
“รัชทายาทจะทรงกระวนกระวายใจไปใย ถึงจะลงมือสำเร็จพระองค์ก็ไม่อาจแสดงความยินดีให้ปรากฎออกมาได้นะพะยะค่ะ คนที่กระหม่อมส่งไปครั้งนี้เป็นกลุ่มนักฆ่าที่มีชื่อเสียงลงมือไม่เคยพลาดขอเพียงมีเงินจ่ายค่าตอบแทนและไม่เคยทำให้ข้อมูลผู้ว่าจ้างเล็ดลอดออกมา คาดว่าอีกสักวันสองวันข่าวน่าจะส่งมาถึง”
สิ้นเสียงก็มีชายวัยกลางคนร่างกายกำยำไม่ได้อ้วนลุงพุงเช่นขุนนางที่มีอายุไล่เลี่ยกันแม้แต่น้อย ใบหน้าคล้ายฮองเฮาห้าส่วนยังดูอ่อนกว่าวัยแววตาเป็นคนฉลาดล้ำสวมใส่ชุดขุนนางในชุดแดงเลือดนกเดินเข้ามา เป็นเสนาบดีฝ่ายขวาพี่ชายเพียงคนเดียวของฮองเฮา หลิวโฮวหมิง
“ถวายพระพรฮองเฮา ถวายพระพรรัชทายาท”
“ตามสบายท่านเสนาบดี”
“ท่านลุง ท่านจะไม่ให้ข้าร้อนใจได้อย่างไรพวกเราวางแผนลงมือมาหลายครั้งแล้วก็พลาดมาตลอด ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่หาได้ยากยิ่ง ข้าไม่อยากให้ผิดพลาดซ้ำซาก”
“วางใจได้พะยะค่ะ”
“รัชทายาทท่านฟังลุง พระองค์ต้องหัดเรียนรู้ให้มากในอนาคตการวางท่าทางของตนให้สงบจะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเจ้า ในทางกลับกันหากแสดงออกชัดเจนเกินไปศัตรูสามารถคาดเดาความคิดพระองค์ได้จะส่งผลกระทบต่องานใหญ่ได้”
“ท่านพี่ งานที่ข้าให้ท่านดำเนินการ เรียบร้อยดีหรือไม่”
“เรียบร้อยพะยะค่ะ อีกไม่นานจะพร้อมและส่งถึงมือพระองค์ทันที”
“ดี งั้นพวกท่านคุยกันเถอะ ข้าจะกลับตำหนัก”
“น้อมส่งเสด็จฮองเฮา/ น้อมส่งเสด็จแม่”
———
ม่านสีทึบทิ้งตัวปิดกั้นแสงจันทร์ภายนอกไว้ไม่มีลอดเข้าได้ บนโต๊ะกลางห้องมีเชิงเทียนส่องแสงเพียงลำพัง ชุดกาน้ำชาหยกบ่งบอกฐานะคนเบื้องหน้าในชุดสีดำศรีษะปิดคลุมด้วยหมวกกันลมปิกปิดตัวตนมองไม่ออกว่าคือใคร มองเห็นเพียงนิ้วเรียวยาวผิวขาวราวหยกที่จับจอกชาดื่มด้วยท่าทางสูงส่ง คนผู้นี้ไม่แยแสใครทั้งสิ้นภายในห้องยังมีชายวัยกลางคนยืนน้อมกายห่างจากโต๊ะไปสองก้าวเบื้องหลังชายชุดดำมีชายฉกรรจ์แววตาดุดันยืนอารักขาทั้งซ้ายและขวา
“นายท่าน คนที่ข้าส่งไปไม่สามารถทำการได้สำเร็จ”
สิ้นเสียงรายงานองครักษ์ด้านหลังขยับตัวชักดาบก้าวเข้าหาทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง ชายวัยกลางคนรีบลนลานส่งเสียงขอทางรอดทันทีด้วยความร้อนใจ
“นายท่าน ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเถอะขอรับให้โอกาสข้าอีกครั้ง รับรองไม่มีผิดพลาดแน่นอน ข้ายังมีไพ่ตายอีกใบต้องสำเร็จแน่นอน”
“อย่าทำให้ข้าผิดหวังอีกครั้ง ครั้งนี้หากไม่สำเร็จเจ้าก็ให้คนนำศรีษะตนเองกลับมาให้ข้า”
เสียงที่แหบห้าวไม่บ่งบอกอายุดังขึ้นไม่ดังไม่เบา มือขาววางถ้วยชาลง สะบัดมือเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายถอยออกไป
“สืออี เจ้าไป จัดการให้เรียบร้อย” สิ้นเสียงชายชุดดำหนึ่งในสองคนด้านหลังก็หายตัวไป
ชินอ๋องนำทัพออกจากเมืองหลวงได้สิบวัน ถือเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียวที่แม่ทัพถูกลอบฆ่าระหว่างเดินทัพติดต่อกันสามครั้งสามคราระหว่างเดินทางไปชายแดน หากป้องกันไว้ไม่ได้เกรงว่ายังไม่ทันได้รบกับข้าศึกก็คงสูญเสียยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน ทหารและขุนพลต่างก็ต้องสู้รบฟาดฟันผู้ร้ายที่ดาหน้ากันเข้ามา ตลอดเวลาทุกคนในกองทัพต้องคอยระมัดระวังตัวทั้งยังต้องรีบเร่งเดินทางไปช่วยชายแดน ขุนพล แม่ทัพนายกองและทหารต่างอยู่ในภาวะเคร่งเครียด
“คนของเราสูญเสียเท่าใด”
“สิบห้านายขอรับ ท่านขุนพลคนของเราไม่ทันระวังจึงเสียทีพวกมัน”
“ใครกันช่างชั่วร้ายนัก กองทัพออกเดินทางมายังได้ไม่เท่าไหร่ก็มีกองกำลังของพวกนอกด่านราวห้าสิบคนเข้ามาลอบสังหารชินอ๋อง”
“นั่นสิ วางแผนได้ตื้นเขินยิ่งนัก ระยะทางควรใกล้ชายเดินจึงจะเป็นพวกนอกด่าน จู่ๆ พื้นที่รอบเมืองหลวงมีพวกคนเถื่อนเหล่านี้โผล่ออกมา นี่มันปลอมชัดๆ”
“จะเป็นใครวางแผนก็ช่างเถอะ พวกเจ้ากำชับพลทหารให้ระวังต่อกันหน่อยจะดีกว่าคิดว่าคงไม่ลอบโจมตีเพียงครั้งเดียวแน่”
“ขอรับ”
เส้นทางระหว่างมุ่งไปชายแดน ครั้งแรกที่ถูกลอบทำร้ายสูญเสียทหารไปหลายนาย ครั้งที่สองกำลังเดินกองทัพเข้าสู่เส้นทางป่าไผ่ก็มีนักฆ่าหลายสิบคนแอบซุ่มเข้ามาลอบสังหารถูกแม่ทัพนายกองที่เตรียมตัวตามคำแนะนำของท่านที่ปรึกษาโจมตีกลับตามจับได้บางส่วนแต่ก็ยอมตายไม่ยอมบอกข้อมูลผู้สั่งการผู้ว่าจ้างทำให้รองแม่ทัพโมโหเป็นอย่างมาก
“บ้าเอ๊ย ฆ่าตัวตายหมดเลยพวกที่จับได้”
“ใช่ขอรับ พวกมันซ่อนยาพิษไว้ในปาก”
“เป็นพวกมืออาชีพ รักษาความลับของผู้ว่าจ้างไม่มีรั่วไหลยอมตายไม่ยอมสารภาพ เสียดายจริงๆ”
“ช่างเถอะ ข้ายังอยู่ดีพวกมันต้องกลับมาอีกแน่”
“พะยะค่ะ”
เดินทางติดต่อกันยี่สิบกว่าวันจนบ่ายคล้อยแสงตะวันเริ่มอ่อนแสงลง ทหารแต่ละคนมีความอ่อนล้าจากแสงแดดที่ร้อนแรงอย่างเห็นได้ชัดเจน คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไปให้หยุดพักปักกระโจม เตรียมอาหารที่ลานกว้างห่างจากแหล่งน้ำในลำธารเพียงร้อยก้าว จัดแบ่งกองกำลังออกป้องกันการลอบเข้ามาโจมตีจากผู้ประสงค์ร้าย ด้วยทั้งสองครั้งมุ่งหวังสังหารชินอ๋องทำให้จัดวางกระโจมหลักไว้กึ่งกลางป้องกันและหวังผลการจับผู้ลอบเข้ามา ภายในมีกระโจมเป็นที่ประทับของชินอ๋องและกันพื้นที่ไว้เป็นที่ประชุม มีโต๊ะที่ทำขึ้นง่ายๆวางแผนที่บอกเส้นทางมีการทำเครื่องหมายกำกับชัดเจนบ่งบอกความสามารถในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของกองสอดแนมที่ล่วงหน้าไปก่อนเป็นอย่างดี
ทุกคนในกระโจมสีหน้าเข้มครึมแววตาเคร่งเครียดในใจหนักอึ้งด้วยรู้กันดีว่าชินอ๋องได้รับการขนานนามว่าเทพแห่งสงคราม เข้าสู่สนามรบด้วยอายุเพียงสิบห้าปีพร้อมพระราชบิดา คือฮองเต้รัชกาลก่อนด้วยความสามารถทางการรบทำให้เป็นที่หวาดกลัวเพียงปรากฎกายขึ้นศัตรูก็ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจทันที บัญชาการทหารมาเป็นเวลายาวนานหลายปีได้รับความเคารพและศรัทธาจากทหารและชาวบ้านมีชื่อเสียงกึกก้องจนทำให้หลายๆคนหวาดระแวง ครั้งนี้หากมีความผิดพลาดเกิดอันตรายกับชินอ๋องก่อนที่จะเดินทางถึงสนามรบย่อมมีผลต่อการรบที่ชายแดน ดังนั้นทุกคนได้แต่หวังว่าจะสามารถเดินทางไปชายแดนได้อย่างราบรื่นว่องไว ต่างคนต่างเงียบไม่มีใครส่งเสียง
“ทุกท่านดู บนเส้นทางจากนี้ไปจนถึงชายแดนเหนือ หากจะมีการลอบสังหารเกิดขึ้นคนร้ายจะต้องหาโอกาสลงมือที่บริเวณนี้”
ที่ปรึกษาอู๋จือหยาวางธงแดงปักลงบริเวณที่เป็นเส้นทางผ่านหุบเขาแห่งหนึ่ง ความกังวลบนใบหน้าบ่งบอกถึงความสำคัญของพื้นที่นั้นเป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุดจึงเสนอวิธีการให้ทุกคนในกระโจมฟัง
“จากที่ข้าคำนวนจากความเร็วในการเดินทัพ อีกหนึ่งวันเราจะเดินทัพถึงบริเวณปากทางเข้า บริเวณนี้จำเป็นต้องเดินทางผ่านอย่างน้อยครึ่งชั่วยามจึงจะเคลื่อนพลทหารทั้งหมดผ่านพ้นไปได้ มีหน้าผาทั้งสองฝั่งเสี่ยงมากเกินไป หากยอมเสียเวลาเพิ่มสามารถใช้อีกเส้นทางเลี่ยงออกไปไม่ต้องผ่านหุบเขา”
“หากทำเช่นนั้นเราจะไปถึงชายแดนล่าช้ากว่ากำหนดการ อาจทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงให้เลวร้ายกว่าเดิมได้”
เสียงรองแม่ทัพเอ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลแต่ทุกคนในที่นั้นได้ยินอย่างชัดเจน บอกในสิ่งที่ทุกคนในกระโจมต่างก็รู้ดี
“ข้าเสนอให้ชะลอการผ่านทัพรอด้านนอกหุบเขาแล้วส่งหน่วยสอดแนมเข้าไปในหุบเข้าสำรวจก่อน ค่อยตัดสินใจอีกครั้ง”
ขุนพลอวี๋ซือหยูเสนอวิธีของตนพร้อมเหลือบมองชินอ๋องที่ยืนเด่นหัวโต๊ะซึ่งยังไม่เอ่ยอะไรออกมาได้แต่ฟังและมองที่แผนที่ แล้วก้มต่ำซ่อนแววตาและใบหน้าคล้ายน้อมน้อมต่อผู้มียศสูงกว่าท่านอื่นๆ ยังคงมีคนเสนอวิธีการออกมาอีกเล็กน้อยในที่สุดชินอ๋องก็ขยับตัวและเอ่ยออกมา
“ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทาง เปิ่นหวางเชื่อว่าต่อให้มีคนร้ายก็คงมีจำนวนไม่มากพอ เราไม่อาจเสียเวลาที่จะเดินทัพไปชายแดนได้ ดังนั้นเดินทางตามกำหนดการเดิม เพิ่มกองสอดแนมนำหน้าไปตรวจสอบเส้นทาง จำไว้ว่าเราต้องเดินทางไปชายแดนตามกำหนดการเดิมเพื่อช่วยป้องกันแคว้นให้ปลอดภัย ชาวบ้านจะได้ไม่หวาดผวา ให้ทหารทุกนายระมัดระวังตลอดเวลาหากมีสิ่งใดผิดปกติให้รายงานกับผู้บังคับบัญชาของตนเองทันที”
ทุกคนตอบรับและแยกย้ายกันออกไปดูแลทหารส่วนของตน ในกระโจมเหลือเพียงชินอ๋อง รองแม่ทัพ ที่ปรึกษา ทั้งสองยังเป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยจึงรีรอไม่ออกจากกระโจม เมื่อเห็นท่าทางเขาก็ยกมือพร้อมเอ่ยห้ามทั้งสอง
“ท่านทั้งสองไม่ต้องเอ่ยสิ่งใด ข้าเข้าใจสถานการณ์ดี ขอบคุณในความกังวลและความห่วงใยในความปลอดภัยของข้า แต่สถานการณ์ที่ชายแดนไม่อาจรอได้ พวกท่านควรกลับไปพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงไว้จะดีกว่า”
“พะยะค่ะ”
ในเส้นทางระหว่างหุบเขามีหมอกจางๆ ดูไม่ออกว่าเกิดจากฝุ่นหรือเป็นละอองน้ำกันแน่ เมื่อกองทัพเคลื่อนผ่านไปได้กึ่งหนึ่งทันใดก็มีก้อนหินกลิ้งตกลงมาจริงๆดังคาด ทำให้แถวทหารเกิดความสับสนวุ่นวายทหารได้รับบาดเจ็บบางส่วน(ก่อนหน้าถูกสั่งให้เดินเว้นระยะห่างเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ) ระหว่างที่เหตุการณ์กำลังวุ่นวายนั้นก็มีคนชุดดำหลายสิบคนเคลื่อนกายลอยละลิ่วจากแนวหน้าผาพุ่งเข้าหาชินอ๋องที่มีเหล่าแม่ทัพและขุนพลล้อมรอบ การต่อสู้ทำให้เกิดเสียงอาวุธกระทบกันไปทั่วด้วยจำนวนแล้วไม่น่าเป็นห่วงสำหรับจำนวนคนของคนร้ายแต่ทว่าสิ่งที่ไม่คาดฝันคือทหารทุกคนพากันไร้เรี่ยวแรงทยอยล้มลง เหลือเพียงทหารไม่ถึงสิบคนที่ยังพอมีเรี่ยวแรงประคองตัวให้ยืนอยู่ได้
“เกิดอะไรขึ้น! ในหมอกมีพิษ ทุกคนป้องกันท่านอ๋อง”
คนร้ายสองคนฝ่าแนวทหารเข้าถึงตัวชินอ๋องฟาดฟันจนอาวุธกระทบกันเป็นประกายไฟ ชินอ๋องในสภาพอ่อนแรงแม้มีความสามารถแต่ก็ดูลดทอนความห้าวหาญอย่างเห็นได้ชัด คนร้ายฟาดฟันกับแม่ทัพและทหารที่เหลือจนต่างฝ่ายต่างล้มลงเหลือเพียงสามคนที่ล้อมชินอ๋องในเวลานี้ชุดเปื้อนไปด้วยโลหิตบนร่างกายมีบาดแผลไม่น้อย ทันใดนั้นก็มีธนูดอกหนึ่งถูกยิงออกมาทะลุเข้าสู่หน้าอกชินอ๋องก่อนจะค่อยๆล้มตัวลง คนร้ายทั้งหมดเห็นว่าบรรลุเป้าหมายก็เร้นกายหายไปไม่เหลือเงา บนพื้นมีเพียงทหารที่สลบไสลและซากศพกระจัดกระจาย
กองทัพถูกสั่งให้เดินหน้าฝ่าหมอกออกไปเมื่อหนีออกมาจากช่องเขาได้ รองแม่ทัพและที่ปรึกษาก็สั่งให้ตั้งกระโจมเมื่อห่างมาได้ราวสิบห้าลี้ พื้นที่เป็นเนินสูงโดยรอบลาดต่ำลงไปมีแอ่งน้ำขนาดไม่ใหญ่เหมาะแก่การพักชั่วคราว
ชินอ๋องพระพักตร์ซีดขาวปากเข้ม หายใจอ่อนแรงลูกธนูยังปักคาอยู่โลหิตที่ไหลออกมาจากรอบๆแผลมีสีคล้ำกว่าปกติ ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ
“อือ”
“ท่านอ๋องๆ ในที่สุดก็ฟื้น หมอรีบเข้ามาดู”
ขุนพลและที่ปรึกษาขยับถอยห่างเว้นที่ให้หมอทหารรีบเข้าไปตรวจชีพจร ชินอ๋องพ่นโลหิตสีดำออกมาไม่น้อยก่อนก็สลบไปอีกครั้ง คนทั้งหมดที่ยืนจับกลุ่มห่างออกจากเตียงนอนในกระโจมต่างตกใจถูกไล่ให้ออกไปรอฟังผลการตรวจอาการ ห้ามส่งเสียงรบกวนการนอนของชินอ๋องจึงพากันออกมาคุยนอกกระโจม
“เรียนท่านรองแม่ทัพ ท่านอ๋องได้รับพิษ ในธนูมียาพิษ”
“เจ้าเป็นหมอประจำกองทัพก็รีบรักษาสิ”
“ท่านรองแม่ทัพข้าเป็นเพียงหมอทหาร ความเชี่ยวชาญข้ามีเพียงรักษาบาดแผลจากคมดาบคมหอกของสนามรบ ข้าไหนเลยจะสามารถรักษาคนที่ถูกพิษได้”
“เช่นนั้นทำอย่างไรดี”
“จากการตรวจพวกข้าเพียงแต่คาดเดาจากตำราที่เคยศึกษามาคาดว่าจะเป็นพิษ เจ็ดราตรีคราวิญญาณ ดังนั้นพวกเรามีเวลาเพียงเจ็ดราตรีเท่านั้น พวกท่านต้องรีบหาวิธีนำโอสถถอนพิษมาให้ได้ หากพ้นเวลานี้ไปคงมิอาจช่วยเหลือชินอ๋องได้แล้ว อีกทั้งบาดแผลอื่นๆก็มากมายบางแผลลึกเกินไปต้องรีบรักษาไม่อาจรอเวลา แต่ข้าเกรงว่าท่านอ๋องจะไม่สามารถผ่านคืนนี้ไปได้ โอสถที่ใช้ในกองทัพเองเป็นสมุนไพรทั่วๆไปเกรงว่าจะยับยั้งอาการไม่ได้หากอาการกำเริบขึ้นมา"
ระหว่างที่ระดับ รองแม่ทัพ ขุนพล และหัวหน้ากองทุกคนกำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด ด้านหลังห่างออกไปเล็กน้อยก็มีเสียงขัดจังหวะขึ้นทำให้ทั้งหมดเงียบเสียงลงหันกลับไปก็พบกับพลทหารที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือดหน้าตามอมแมม
“ท่านหมอ.. ท่านหมอขอรับ ท่านช่วยดูโอสถนี่หน่อย มันสามารถช่วยชินอ๋องได้หรือไม่ขอรับ”
“นี่คือ โอสถหรือ”
“ขอรับ ท่านช่วยตรวจสอบดู ข้าหวังว่าจะพอช่วยพระองค์ได้บ้างขอรับ”
รองแม่ทัพจ้องมองเม็ดโอสถที่วางบนผ้าขาวในมือของหมอทหาร ในยามที่อับจนหนทางแค่โอสถเม็ดเล็กสีเขียวอ่อน ที่ไร้ที่มาไร้ที่ไปเช่นนี้ก็สามารถกลายเป็นความหวังของเขาได้แล้ว
“ว่าไง เจ้าตรวจดูแล้วใช้ได้หรือไม่”
“ข้าไม่แน่ใจ ดูเหมือนจะเป็นโอสถที่ใช้บำรุงร่างกายหรือไม่ก็อาจใช้รักษาได้ด้วยเพียงแต่ข้าก็ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าโอสถนี้คือโอสถอะไร”
“เจ้าประสงค์ร้ายต่อชินอ๋องใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่ ขอรับข้าไม่มีทางคิดร้ายต่อท่านอ๋องอย่างแน่นอน หากท่านรองแม่ทัพไม่เชื่อข้าสามารถกลืนมันพิสูจน์ให้ท่านดูก็ได้นะขอรับ”
“มันมีเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น นำเขาไปขังไว้หากชินอ๋องทรงเป็นอะไรไป เจ้าต้องถูกตัดหัวทันที”
“นำตัวไป”
