5
“ทำไมเจ้าไม่ลองปรนนิบัติข้าด้วยวิธีอื่น ไม่ดีกว่าหรือ? เจียลี่ งานดูแลความสะอาดให้บ่าวรับใช้ทำไป”
“ท่านอาจะให้ข้าทำอะไร?” คำถามเต็มใบหน้าของนาง หวังเฟยถอนหายใจหนัก
“เอาเถอะ เจ้าคงจะไม่รู้เรื่องรู้ราว ให้เจ้าไปว่าจ้างโสเภณีในเมืองมาบำรุงบำเรอข้าดีกว่า”
เจียลี่เบิกตากว้างตกใจ นางละล่ำละลักพูด “ ไม่ ๆ ท่านอา ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าพอรู้เรื่องราวระหว่างชายหญิง ข้าเคยอ่านตำรากามารมณ์ด้วย ข้าเพียงเห็นว่าไม่เหมาะ หญิงขาไม่ดีอย่างข้า ไม่คู่ควรกับผู้ดีอย่างท่าน”
“อย่างไรถึงจะเหมาะ?”
“อย่างไรก็ไม่เหมาะ” ในน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงนั้นไม่ได้กระด้างกระเดื่องต่อท่านอาแม้แต่น้อย นางรู้ว่าเขาอาจโกรธนางและไล่ตะเพิดนางได้ หลังจากที่เหล้าเข้าปากแล้วเขาจะกลายเป็นคนละคนทีเดียว นางรีบแก้ต่าง “ท่านอาหวังเปรียบดังเทวดาของเจียลี่ผู้แสนต่ำต้อย ข้ามิบังอาจ”
“เทวดาบ้าบออะไรของเจ้า เลิกพร่ำเพ้อพรรณนาเรื่องบุญคุณนี่เสียที ท่านอาขี้เมาของเจ้าน่ะ...” ร่างสูงโน้มลงหานาง กระซิบข้างหูทีละคำ “อสุรกายจากขุมนรกทีเดียว”
กว่าเจียลี่จะเข้าใจท่านอาผู้ไม่ได้ดูแคลนนางเหมือนกับที่ผู้อื่นรังเกียจนาง หัวใจดวงน้อยเต้นเร็วแรง น้ำเสียงสะเทือนอารมณ์ของเขา ยากเกินต้านทานไหว
“ข้าชอบกลิ่นสาวน้อยตัวหอม ๆ อย่างเจ้าซะด้วย”
ใบหน้างามแดงซ่านไปจนถึงใบหูโดยไร้สาเหตุ เจียลี่ไม่ได้หลบเลี่ยงท่านอา นางหัวเราะ พูดอึกอัก “คือข้า... พึ่งไปคลุกขี้วัวมา จะหอมได้ยังไงกัน...”
“อื้ม... เหม็น... เน่า... เจ้า...” มือหนายกขึ้นขยี้จมูก มองเห็นชายเสื้อด้านล่างมีรอยเปรอะเปื้อนดินโคลน “ไม่กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเสียก่อนมาพบข้า มาถกเถียงข้า... กับกลิ่นขี้วัวของเจ้าทำไม...”
“ข้ากลัวท่านกระหายสุรา อาละวาดบ่าวรับใช้ ตะเพิดพวกเขาไปอีก ข้าจึงรีบมา” นางพูดความจริงด้วยรอยยิ้มใสซื่อ ท่านอาถอยหนีนาง โบกมือไล่ หันไปคว้าสุราขึ้นกระดก เพื่อดับกลิ่นเหม็นเน่า ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้ทำให้พื้นเรือนสกปรก เขาผู้หลงมัวมายไปกับสาวน้อย ไยพึ่งได้กลิ่นขี้วัว!
--------------------------
“ลูกสาว... น้องเขยเป็นยังไงบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม เขากินข้าวกินปลาหรือเปล่า?” มารดากำชับถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล เมื่อส่งผ้าแพรไหมสีนิลผืนหนึ่งให้สามีภรรยาวัยกลางคน ลูกค้าประจำส่วนใหญ่ไม่ถามมากความเรื่องเนื้อผ้า เมื่อร้านผ้าสกุลเยี่ยนำผ้าชั้นดีมาค้าขายอยู่เป็นนิจ
“ดีขึ้น ท่านแม่”
“บอกความจริงข้ามาเถอะ ข้าจะได้หาทางช่วยเหลือน้องเขยถูกทาง”
เจียลี่ส่ายหน้าไปมา “กินข้าวมากขึ้น แลดูสดใสขึ้น แต่ขี้เมาเหมือนเดิม ท่านอาร่ำสุราต่างน้ำ นำข้าวหมักชั้นดีไปใส่ถังไม้อาบ เอาตัวลงไปแช่ในสุรา”
มารดาถอนหายใจด้วยความเป็นกังวล ถือโอกาสคุยเรื่องน้องเขยของนาง
สกุลเยี่ยยังคงนับหวังเฟยเป็นเขย เมื่อการรับส่งสินค้าก็ยังต้องผ่านราชสำนัก ความช่วยเหลือของผู้มีอำนาจเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก ต่อให้หวังเฟยจะกลายเป็นไอ้ขี้เมา ยังคงทำหน้าที่ของตน มีหน้ามีตาในสังคม มีมิตรสหายมากมายมาชักชวนกันไปเมาสุราในวันหยุด
กำแพงคันดินล้อมรอบยาวหลายกิโลเมตรครอบคลุมไปทั่วเมือง เป็นศูนย์กลางการค้า โดยเฉพาะในตลาดร้านค้าฝั่งหัวเมืองเหนือ สองข้างทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ร้านตัดผ้าลักษณะเป็นบ้านไม้ริมทาง มีแหล่งบันเทิง ร้านอาหาร โรงเตี๊ยม หอนางโลม พื้นที่ทำไร่ไถนาอยู่นอกกำแพงเมือง
เมื่อลูกค้าเริ่มทยอยกันออกไป จินเยว่ห่อผ้าไว้สำหรับน้องสาวและน้องเขยอีกสามกอง ส่งให้บุตรสาวกับมือ
“เจ้านำเสื้อผ้าชุดใหม่ไปให้เขา ท่านพ่อสั่งให้ช่างเย็บใหม่สามชุด ถ้าหากว่าเขายังไม่พอใจ อาทิตย์หน้าให้มาเอาไปอีก”
มารดาฝากบุตรสาวไปเป็นธุระ ด้วยเห็นว่าหวังเฟยเอ็นดูเจียลี่กว่าใคร เป็นไปได้ว่าความบาดหมางใจระหว่างน้องเขยและน้องหญิงจะบรรเทาเบาบางลง มารดาจับมือบุตรสาว ลูบหลังมือของนางด้วยแววตาอ่อนโยน
“เจ้าคอยดูแลอาเขยด้วย อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนโปรดของราชสำนัก อาหญิงเจ้าไปขอถอนหมั้นจากเขา ตัดสัมพันธ์อย่างไม่ไยดี อุตส่าห์คบหาดูใจกันมาร่วมปี จะแต่งก็มิยอมแต่ง ผัดวันประกันพรุ่งให้ฝ่ายชายเขาระอาใจ”
ทั้งหมดนั้นกลายเป็นหน้าที่ของหลานสาวอย่างนางไปตั้งแต่เมื่อไรกัน?
เจียลี่ยิ้มรับคำขอร้องจากมารดาผู้มิได้เอ่ยถึงความผิดของน้องสาวเลย ทว่ายกให้เป็นธุระของบุตรสาว แม้กระทั่งมารดาก็ยังเอาอกเอาใจน้องสาวมากกว่า
“ข้าทราบดี ข้าจะระวังไม่ให้ท่านอาโกรธเคืองท่านอาหญิงไปมากกว่าตอนนี้ ท่านแม่ไม่ต้องห่วง”
“เจ้ารีบไป อย่าให้สกุลเยี่ยต้องตกที่นั่งลำบาก ไม่วานเจ้าจะขอให้ใครทำ ดังนั้นเจ้าก็ต้องทำ เป็นหน้าที่ของเจ้า เจียลี่” น้ำเสียงเข้มงวดเอ่ยคำสั่งสอน มารดาหันไปเรียกบ่าวรับใช้ให้เตรียมรถม้า บุตรสาวจะได้ออกเดินทาง
เจียลี่พยายามหลบเลี่ยงแสงตะวันในยามโหย่ว หมวกถักสานที่มีผ้าขาวบางคลุมปิดใบหน้าให้นางพอมองเห็นทาง จากตลาดร้านค้าเดินทางไปด้วยรถม้า คงถึงที่พักของท่านอาเร็วขึ้น นางให้บ่าวนำทางไป ไม่ได้เดินเท้าเมื่อมีทั้งห่อผ้าและอาหาร ระหว่างทางนางได้พบกับทหารองครักษ์สวนทางออกมา คาดว่าพวกเขาคงไปสนทนาเรื่องโรงงานถลุงแร่โลหะ
หวังเฟยเป็นผู้ควบคุมโรงถลุงแร่เหล็กภายใต้การดูแลของราชสำนัก เขามีช่างฝีมือดี มีบ่าวรับใช้เป็นจำนวนมาก เขาเป็นผู้มีอันจะกินในเมืองหลวง แม้กระทั่งแคว้นรอบข้างก็ยังต้องมาซื้อขายอาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้ทำจากเหล็ก แม้แต่เงินก้อนทำจากเนื้อโลหะเคลือบทอง หากไม่บอกนางเสียก่อนนางแทบไม่เชื่อว่าชายขี้เมาเป็นสุภาพชนผู้มีความรู้ รายล้อมด้วยมิตรสหายบริวาร เหล่าชนชั้นสูง ขุนนางในราชสำนัก และเสนาบดี
ใครจะกล้ามีปัญหากับท่านอาหวัง นอกเสียจากท่านอาหญิงของนาง
‘ก็เห็นอยู่ว่าขี้เมาทั้งคู่ ทำไมถึงได้เลิกรากันได้’
