ตอนที่ 1 งานแต่งงาน
ดั่งโบราณว่าไว้ เดือนหนึ่งไม่ควรจัดงานมงคล
ทว่าพอก้าวเข้าสู่เดือนสอง "ซ่างจิง" อันแสนสงบสุขก็ได้ต้อนรับงานมงคลที่ประทานลงมาจากสรวงสวรรค์ เจ้าสาวคือธิดาเพียงคนเดียวของ "ฉีจิ้นอ๋อง" ทันทีที่ได้รับพระราชโองการก็มิกล้าร่ำไร มีเวลาเตรียมตัวออกเดินทางเพียงครึ่งเดือนก็ต้องรีบออกเดินทางในทันที
หากกล่าวถึง "ท่านหญิงเจียวหยาง" ผู้นี้ ความงามของนางนั้นเลื่องลือไปทั่วทั้งแถบเจียงหนาน สตรีใดพบเห็นเป็นต้องละอายต่อตนเอง บุรุษใดพบเห็นเป็นต้องเคลิบเคลิ้มหลงใหล...
จวนโหว
"เหอะ!" ณ โต๊ะอาหารในงานเลี้ยงมงคล สตรีผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยเครื่องประดับล้ำค่าเบะปากพลางเอ่ย "โบราณว่าไว้ แต่งภรรยาแต่งที่ความดีงาม ข้าล่ะได้ยินมาว่าท่านหญิงเจียวหยางผู้นี้ นิสัยเหมือนชื่อไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งหยิ่งยโสและเอาแต่ใจเป็นที่สุด"
สิ้นคำนั้นสตรีอีกนางที่ดูอาวุโสกว่าก็เอ่ยรับในทันที "นั่นน่ะสิ นางเป็นถึงบุตรีเพียงคนเดียวของฉีจิ้นอ๋อง ไหนจะรูปโฉมที่งดงามปานนางฟ้านั่นอีก หากเป็นข้า ข้าก็นคงจะหยิ่งยโสเช่นกัน"
กลุ่มสตรีเหล่านั้นต่างพากันปิดปากหัวเราะคิกคัก
สตรีที่เบะปากในตอนแรกหัวเราะตามอยู่สองสามคำ ก่อนจะเลิกคิ้วกล่าวต่อ "เรื่องชาติตระกูลนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่เรื่องรูปร่างหน้าตานั่นน่ะสิ พวกเราก็ยังไม่เคยเห็นกับตา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าสตรีจากหัวเมืองบ้านนอกคอกนาเช่นนั้น จะเกิดมางดงามล่มเมืองได้อย่างไร..."
ประโยคหลังนางลดเสียงลงเบา ทว่าสตรีข้างกายก็ยังได้ยินชัดเจน
สตรีอาวุโสส่ายหน้าพลางจิบชาแล้วเอ่ยต่อ "นี่เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว แม้เซียงโจวจะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่พระชายาของฉีอ๋องนั้นงดงามยิ่งนัก ว่ากันว่าปีนั้นฉีจิ้นอ๋องเพียงแค่เห็นภาพวาดก็ตกลงแต่งงานโดยไม่เสียเวลาคิด และหลังจากอภิเษกแล้วก็ไม่เคยรับอนุภรรยาเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว"
ไม่ได้รับอนุภรรยาอย่างนั้นรึ?!
ฉีจิ้นอ๋องย้ายไปอยู่ที่เซียงโจวเมื่อสิบกว่าปีก่อน สตรีส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้เรื่องของเขานัก วันนี้จึงเป็นครั้งแรกที่พวกนางได้ยินว่า ในบรรดาราชวงศ์อันไพศาล ยังมีบุรุษที่ไม่รับอนุภรรยาอยู่จริง!
ความตกตะลึงฉายชัดบนใบหน้าของทุกคน
สตรีอาวุโสวางถ้วยชาลง "น่าเสียดายที่พระชายาผู้นั้นอายุสั้น สิ้นพระชนม์ไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทว่าหัวใจของฉีจิ้นอ๋องกลับถูกนางพันธนาการไว้จนแน่นหนา จนถึงตอนนี้ก็ยังมิยอมแต่งงานใหม่"
ความที่ "สาวงามมักอาภัพ" ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือฉีจิ้นอ๋องไม่มีใครใหม่มานานกว่าสิบปีแล้ว!
สิบกว่าปีเชียวนะ!
นอกจากความตกใจแล้ว ยังมีความอิจฉาปนอยู่ลึกๆ ทว่าเมื่อคิดได้ว่าคนก็ตายไปแล้ว จะมีรักมั่นไปก็ไร้ประโยชน์ ใจของพวกนางจึงเริ่มกลับมาสมดุลขึ้นบ้าง
แต่ก็นั่นแหละ เมื่อไม่มีแม่เลี้ยงก็ย่อมไม่มีพ่อเลี้ยง มิน่าเล่าข่าวลือจึงว่าท่านหญิงเจียวหยางนั้นเอาแต่ใจ นางมีต้นทุนให้หยิ่งยโสได้ และนั่นก็เป็นสิ่งที่บิดาประทานให้เองใครหน้าไหนก็ขวางไม่ได้
ในขณะที่เหล่าฮูหยินคุยกันอย่างออกรส โต๊ะของเหล่าคุณหนูทางด้านหลังก็ไม่น้อยหน้า
"หวังพิงพิง" บุตรีของหวังซั่งซู เดิมทีมีน้ำเสียงแหลมสูงอยู่แล้ว ประกอบกับดื่มเหล้าดอกไม้เข้าไปหลายจอก ทำให้แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อ ยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งดังขึ้น "นางจะหยิ่งยโสเพียงใดนั่นก็เรื่องของนางที่เจียงหนาน แต่เมื่อมาถึงเมืองหลวงของพวกเรา ใครจะไปยอมตามใจนาง?"
"พิงพิง ระวังวาจาด้วย" "หลิ่วหรงเล่อ" ที่นั่งข้างๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางวางตะเกียบเงินลงและใช้ผ้าไหมซับมุมปากเบาๆ "นางเป็นถึงท่านหญิง เป็นพระญาติฝ่ายราชวงศ์ จะปล่อยให้พวกเรามาวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไร?"
หวังพิงพิงยังไม่หยุดปาก เพียงแค่ลดเสียงลงตามมารยาท "ท่านหญิงแล้วอย่างไร หากฝ่าบาททรงเอ็นดูนางจริง จะให้นางเร่งเดินทางเข้าเมืองหลวงตั้งแต่ช่วงปีใหม่เช่นนี้หรือ?"
ระยะเวลาเดินทางร่วมเดือน เฉินเจียวหยางต้องออกเดินทางตั้งแต่วันที่สองของเดือนอ้าย แม้เจียงหนานจะอบอุ่น แต่ซ่างจิงนั้นอยู่ทางเหนือ ตลอดทางย่อมเต็มไปด้วยลมหนาวและหิมะโปรยปราย
วันวิวาห์นี้ฮ่องเต้ทรงกำหนดด้วยพระองค์เอง ข้อสันนิษฐานของหวังพิงพิงจึงมีน้ำหนัก ฉีจิ้นอ๋องคงมิได้เป็นที่โปรดปรานนัก และไม่ต้องพูดถึงบุตรีสุดที่รักของเขาเลย ยิ่งเจ้าเกลี้ยกล่อมรักใคร่ปานแก้วตาดวงใจเพียงใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งอยากจะรบกวนให้วุ่นวาย เหมือนเป็นการตบหน้าสั่งสอนทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
หวังพิงพิงเงยหน้ามองไปยังโต๊ะฝั่งบุรุษที่อยู่ไกลออกไป เมื่อสายตาตกลงที่ "หลินอวี้" ซึ่งกำลังถูกผู้คนรุมล้อมรินสุราให้ มุมปากของนางก็หยักขึ้นอย่างดูแคลน "บุตรชายคนโตของหย่งอันโหว การแต่งงานครั้งนี้ฟังดูไม่เลวเลยทีเดียว แต่น่าเสียดาย..."
หย่งอันโหวมีเกียรติยศรุ่งโรจน์ แต่บุตรชายกลับเป็นพวกเสเพล เจ้าสำราญโดยแท้จริง ความรู้ไม่ถึงขั้นจับพู่กัน วรยุทธ์ไม่ถึงขั้นป้องกันตัว วันๆ เอาแต่คลุกคลีอยู่กับเหล่าคุณชายตกอับ กลายเป็นตัวตลกในวงสังคมชั้นสูงของซ่างจิงไปเสียแล้ว
แน่นอนว่านั่นเป็นการหัวเราะเยาะลับหลัง ต่อหน้าผู้คนยังต้องให้เกียรติตระกูลหลินอยู่บ้าง อย่างไรเสียหย่งอันโหวก็เป็นถึงเจ้ากรมกลาโหม และน้องสาวของเขาก็คือ "เจียหรงหวงกุ้ยเฟย" ที่แม้วัยจะล่วงเข้าสี่สิบปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่ทรงโปรดปรานไม่เสื่อมคลาย
หลินอวี้ช่างเหมือนเจียหรงหวงกุ้ยเฟยยิ่งนัก ผิวของเขาขาวผ่องจนสตรีเห็นแล้วยังต้องอิจฉา ไหนจะดวงตาคมลึก สันจมูกโด่งรั้น และริมฝีปากบางสีระเรื่อ...
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หวังพิงพิงก็รีบดึงสายตากลับพลางทำท่าทางเสียดาย "เจ้าว่าเขาสิ เหตุใดจึงไม่เอาถ่านเช่นนี้ ช่างเสียของด้วยรูปโฉมงดงามนั่นจริงๆ"
หลิ่วหรงเล่อมิได้ขานรับ ดวงตาที่เลื่อนลอยของนางยังคงจับจ้องไปยังร่างอันสง่างามนั้นอยู่นาน จนกระทั่งร่างนั้นเริ่มโอนเอนท่ามกลางเสียงหัวเราะของเหล่าสหาย และถูกประคองออกไป นางจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว
บนระเบียงยาวของเรือนจื่อเถิง ในที่สุดเสียงอึกทึกจากโถงหน้าก็เงียบหายไป ชายหนุ่มที่เดินโอนเอนทรงตัวไม่อยู่เมื่อครู่พลันยืดหลังตรง น้ำเสียงมิได้อ้อแอ้เหมือนก่อนหน้า "หากพวกเจ้ากล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ข้าจะตัดลิ้นพวกเจ้าเสีย!"
บ่าวรับใช้สองคนรีบประสานมือก้มหัว "บ่าวไม่กล้าขอรับ!"
"ไปๆ ไปได้แล้ว!" หลินอวี้สะบัดแขนเสื้ออย่างรำคาญใจพลางโยนเศษเงินออกไปสองสามตำลึง
ทั้งสองรับเงินด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มครู่เดียวก็หายวับไป
วันนี้เหล้าในไหของเขาถูกผสมน้ำไว้ก่อนแล้ว เขารู้ดีว่าเจ้าพวกสหายเหล่านั้นต้องรุมกรอกเหล้าเขาแน่ หากพวกนั้นรู้ว่าเขาไม่เมา คงได้แห่กันมาพังห้องหอจนฟ้าถล่มดินทลายเป็นแน่ตัวเขาจะลำบากไม่เป็นไร แต่หากทำให้ฮูหยินต้องลำบากใจ จะทำได้อย่างไรเล่า
หลินอวี้ฮัมเพลงในลำคอพลางเอามือไขว้หลัง เดินนวยนาดมุ่งหน้าไปข้างหน้า
"เอิ๊ก"
จะว่าไป เหล้าผสมน้ำนี่ก็อิ่มน้ำใช้ได้เลยทีเดียว
ทันใดนั้นที่ปลายระเบียงมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น "โธ่... คุณชายของข้า ท่านไม่รีบร้อนเลยหรือนี่ นี่มันยามไหนแล้ว ท่านยังมาเดินเล่นชมสวนอยู่อีก!"
ผู้ที่มาคือ "เว่ยจื่อ" บ่าวคนสนิทที่รับใช้เขามาตั้งแต่เล็ก
เมื่อรู้ว่าเลยเวลาแล้ว หลินอวี้ก็รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังห้องน้ำพลางก่นด่าบ่าวสองคนเมื่อครู่ที่มิยอมเตือนเวลาเขา ภายในห้องน้ำ เหล่าบ่าวรับใช้กำลังเตรียมน้ำใหม่ น้ำที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้เริ่มเย็นชืดเสียแล้ว
เว่ยจื่อคิดจะเอ่ยปากเตือนว่าไม่ต้องอาบแล้ว ให้รีบไปที่ห้องหอเถิด ทว่าหลินอวี้กลับก้มหน้าแก้สายรัดเอวเสียก่อนตอนนี้เพิ่งต้นเดือนสอง น้ำอุณหภูมิเช่นนี้จะไหวได้อย่างไร เว่ยจื่อกำลังจะห้าม แต่หลินอวี้ชิงพูดขึ้นก่อน
"ฮูหยินของข้าเป็นถึงท่านหญิง ถูกฟูมฟักมาอย่างดีตั้งแต่วันเยาว์ วันนี้เป็นคืนเข้าหอ เป็นวันสำคัญเพียงนี้ ต่อให้ข้าจะไม่เอาไหนเพียงใด ก็จะให้นางมาได้กลิ่นเหล้าเหม็นๆ บนตัวข้ามิได้เด็ดขาด!"
เอาเถอะ คุณชายของเขารู้จักเอ็นดูคนเสียแล้ว เว่ยจื่อจึงไม่พูดมากความรีบเข้าไปช่วยผลัดผ้า
"ฮัดชิ้ว"
ทันทีที่ลงน้ำ หลินอวี้ก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว
"ฮัดชิ้ว"
ภายในม่านมงคลสีแดง เครื่องประดับบนศีรษะของเจ้าสาวสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะจาม
สาวใช้ข้างกายรีบเอ่ย "ท่านหญิง บ่าวจะสั่งให้คนยกกระถางถ่านมาเพิ่มเจ้าค่ะ!"
"ไม่ต้อง"
เฉินเจียวหยางเรียกนางไว้ จากนั้นจึงยื่นนิ้วมือเรียวยาวขาวนวลปานหยกออกมา สะกิดเบาๆ เพียงนิดเดียว
"ท่านหญิ..." คำว่า 'ง' ยังไม่ทันออกจากปาก ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็ร่วงหล่นลงมาเสียแล้ว
"ซิงเอ๋อร์" ตกใจเพียงครู่เดียวก็รีบเก็บอาการ นางรินชาส่งให้คนบนเตียง เฉินเจียวหยางจิบชาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ยามไหนแล้ว?"
ซิงเอ๋อร์คำนวณเวลา "ใกล้จะยามจื่อ (23.00 - 01.00 น.) แล้วเจ้าค่ะ"
มุมปากของเฉินเจียวหยางยกขึ้นเล็กน้อย นางลากเสียง "อ้อ" ยาวๆ อย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น "ออกไปสั่งการเสีย ให้พวกสาวใช้และแม่สื่อข้างนอกแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด"
นางขยับเส้นสายเล็กน้อย น้ำเสียงนิ่งสงบจนเดาอารมณ์ไม่ถูกซิงเอ๋อร์พยักหน้ารับคำแล้วเดินออกไป เหล่าแม่สื่อด้านนอกย่อมรู้ดีว่าซื่อจื่อของบ้านนี้พึ่งพาไม่ได้ แต่ไม่คิดว่าจะไม่เอาถ่านถึงเพียงนี้ แม้แต่เวลาเข้าหอก็ยังมาล่าช้า
เดิมทีตามกฎพวกนางต้องคอยเฝ้าอยู่ภายในห้องหอ แต่ท่านหญิงบอกว่าชอบความสงบ คนเยอะแล้วนางจะปวดหัว พวกนางจึงต้องมาคอยอยู่หน้าประตูแทน ตอนนี้แต่ละคนต่างทั้งเหนื่อยทั้งง่วง นั่งพิงเสาถือของมงคลอย่างหมดเรี่ยวแรง
พอได้ยินเสียงฝีเท้าจากข้างใน เหล่าสาวใช้และแม่สื่อก็รีบตั้งสติ มารวมตัวกันที่หน้าประตูเมื่อประตูเปิดออก สาวใช้ที่ออกมาแจ้งความเมื่อครู่หน้าขรึมลงพลางสั่ง "ท่านหญิงสั่งให้พวกเจ้าถอยไป"
"หา?"
..
