บทย่อ
"จากผู้โดยสารร่วมทาง...กลายเป็นคนที่เขาอยากมีไว้ข้างกายตลอดชีวิต" "เธอช่วยชีวิตเขาไว้หนึ่งครั้ง...แต่เขากลับอยากใช้ทั้งชีวิตตอบแทนด้วยความรัก" จากการเป็นเพียง "ผู้โดยสารร่วมทาง" บนรถไฟ เธอกลับกลายเป็นคนที่เขาอยากมีไว้ข้างกายตลอดชีวิต... มุกตาภา พยาบาลสาวที่บังเอิญพบชายแปลกหน้าคนหนึ่งบนรถไฟ เขาบาดเจ็บ ถูกยิง และกำลังหลบหนีจากใครบางคน ด้วยความสงสาร เธอจึงยอมพาเขากลับห้องและดูแลจนหายดี แต่เธอไม่รู้เลยว่า...ผู้ชายที่กำลังนอนเจ็บอยู่ตรงหน้า คือ "อลัน" ท่านรองหนุ่มเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังถูกลอบทำร้าย และการช่วยเขาในวันนั้น จะทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนที่ไว้ใจ จากความสงสาร กลายเป็นความผูกพันและจากความผูกพัน...กลายเป็นความรักที่ถอนตัวไม่ขึ้น "พี่ไม่อยากอยู่คนเดียว อยู่กับคุณ...พี่รู้สึกอุ่นใจกว่าเยอะ" ผู้ชายที่ไม่เคยไว้ใจใคร กลับยอมฝากชีวิตไว้กับเธอเพียงคนเดียว และเมื่อหัวใจตกหลุมรักแล้ว อลันก็ไม่คิดจะปล่อยเธอไปง่าย ๆ "พี่สัญญาว่าจะมีแค่มุกคนเดียว" เพราะสำหรับเขา เธอไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ช่วยชีวิตเขา แต่คือผู้หญิงที่เขา อยากดูแล และอยากใช้ชีวิตด้วยไปจนวันสุดท้าย "มุกครับ...ถ้าเรือนหอเสร็จ เราแต่งงานกันนะครับ พี่ไม่อยากรอ"
1 เพื่อนร่วมทาง
00.20 น. สถานีรถไฟปากน้ำโพธิ์
รอบๆ บริเวณสถานีรถไฟในเวลาดึกยังคึกคักไปด้วยผู้คนที่ยังนิยมการโดยสารด้วยรถไฟ แม้ผู้คนมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้นแต่บางครั้งการโดยสารรถไฟก็สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องเหนื่อยขับรถเอง
อีกอย่างในปัจจุบันการติดตามเวลาเดินทางก็ค่อนข้างสะดวกเพราะมีบริการติดตามขบวนรถแบบเรียลไทม์ทำให้สะดวกต่อการจัดการเวลามากขึ้น
“พี่ปรางคะ มุกว่าพี่กลับไปเถอะค่ะ อีกไม่ถึงสิบนาทีรถไฟก็จะมาแล้ว” มุกตาภาหรือมุกบอกกับพี่สาวที่ขับรถมาส่งและยังไม่ยอมกลับบ้าน
“ก็แค่อีกสิบนาทีเอง พี่รอให้มุกขึ้นรถแล้วพี่ค่อยกลับบ้านก็ได้” ปรางทิพย์บอกน้องสาว
“แต่พรุ่งนี้พี่ปรางต้องไปโรงเรียนแต่เช้านะ จะตื่นไหวเหรอ”
“มุกพูดอย่างกับว่าปกติพี่เข้านอนแต่หัวค่ำอย่างนั้นแหละ”
“ถ้างั้นกลับไปถึงพี่ต้องนอนเลยนะ ไม่ใช่กลับไปทำงานต่อล่ะถ้ามุกถึงแล้วมุกจะไลน์บอก”
“คืนนี้คงไม่ทำงานแล้ว มุกล่ะพรุ่งนี้จะไปทำงานไหวไหมล่ะ”
“ไหวสิพี่วันนี้มุกนอนมาทั้งแล้วกลับไปถึงก็ตีสี่กว่าๆ พอถึงห้องมุกยังพอมีเวลานอนอีกตั้งสองชั่วงโมงกว่า”
“แล้วก็อย่านอนเพลินจนลืมไปทำงาน”
“ไม่ลืมหรอกค่ะ นี่มุกตั้งเวลาไว้แล้ว รถไฟจะมาแล้วพี่ปรางมุกไปก่อนนะ พี่ปรางขับรถดีๆ ล่ะ ถึงบ้านไลน์บอกมุกด้วยนะ”
“อือ เดินทางปลอดภัยนะ”
“บ๊ายบายค่ะพี่ปราง” มุกตาภาโบกมือให้พี่สาวก่อนจะเดินไปยังท้ายสุดของขบวนรถไฟที่กำลังเขาจอดในชานชาลา
หญิงสาวเดินขึ้นมายังรถตู้โดยสารหมายเลข 11 ซึ่งเป็นตู้โดยสารชั้นสอง ภายในตู้มีที่นั่งประจำของแต่ละคนเธอมองตั๋วในมือแล้วนั่งลงยังที่นั่งหลายเลข 16 ซึ่งเป็นที่นั่งติดทางเดิน ส่วนที่นั่งติดหน้าต่างนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว
หลังจากนั่งได้ไม่นานพนักงานก็เดินมาตรวจตั๋วจากนั้นหญิงสาวก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นจนกระทั่งพี่สาวไลน์มาบอกว่าถึงบ้านแล้ว
หญิงสาวเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเป้แล้วกอดไว้ก่อนจะพิงศีรษะกับที่นั่งแล้วหลับตาลง แต่ผ่านไปได้ไม่นานเธอก็ต้องลืมตาตื่นเพราะคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอนตัวมาใกล้และเอาศีรษะพิงกับไหล่ของเธอ
“นี่คุณ” มุกตาภากระซิบและสะกิดเขาเบาๆ แต่คนที่พิงอยู่กลับนิ่งไม่ไหวติง
“คุณคะ” เธอเรียกอีกครั้งก่อนจะเอามือดันศีรษะของเขาออก หญิงสาวตกใจในทันทีที่สัมผัสโดนหน้าผากของเขา เพราะมันร้อนมากเหมือนกันว่าชายคนนี้กำลังเป็นไข้
ด้วยความที่ตัวเองเป็นพยาบาลก็เลยอดห่วงไม่ได้ มุกตาภามองไปรอบๆ ตู้โดยสารซึ่งตอนนี้มีแค่เธอคนเดียวที่ตื่นอยู่ เธอกลัวเขาจะเป็นอันตรายจึงเขย่าตัวเขาอีกครั้ง
“คุณคะ คุณเป็นอะไรไหม ไหวหรือเปล่า”
“อือ ถึงแล้วเหรอ” ชายหนุ่มพยายามจะลืมตาขึ้นมามองเพราะนึกว่าถึงจุดหมายปลายทางของตนเองแล้ว
“คุณจะลงรถที่ไหนล่ะคะ”
“กรุงเทพครับ” เขาตอบสั้นๆ พยายามสลัดความง่วงออกจากตัว
“ยังอีกนานเลยนี่ยังอยู่เขตนครสวรรค์อยู่เลยค่ะ”
“อ๋อ....” เขาพยักหน้าเข้าใจแล้วเอนตัวหลับต่อ
“คุณตัวร้อนมากเลยนะ ไม่สบายใช่ไหม กินยามาหรือยังทนไหวหรือเปล่า”
“ผมกินยามาแล้ว”
“แต่ตัวคุณร้อนมากเลยนะ กินไปตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“ตอนเย็นน่ะ ผมไม่เป็นไรหรอก ตัวผมร้อนคงเพราะแผลอักเสบ”
“นี่คุณบาดเจ็บเหรอ”
“อือ นิดหน่อยเอง”
“หน้าคุณซีดและตัวร้อนมากเลยนะ กินยาลดไข้หน่อยไหมล่ะ”
“คุณจะไม่วางยาผมใช่ไหม”
“ฉันจะทำแบบนั้นทำไมล่ะ จะเอาไหมยากินน่ะแล้วแพ้ยาอะไรหรือเปล่า”
“ผมไม่แพ้ยา ขอบคุณนะ” เพราะรู้สึกว่าอาการของตนเองไม่ดีเท่าไหร่ชายหนุ่มจึงยอมรับความช่วยเหลือจากคนที่เขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
มุกตาภาหยิบยาลดไข้ที่มักจะมีติดกระเป๋าไว้ตลอดออกมาสองเม็ดส่งให้เขาและตามด้วยขวดน้ำที่พี่สาวบังคับให้ถือติดมือมาด้วย
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณ ก่อนที่เขาจะหลับตาลงอีกครั้ง
เมื่อคนข้างๆ หลับแล้วหญิงสาวก็หลับตาลงบ้าง ผ่านไปสักพักเขาคนเดิมก็พิงศีรษะลงมาอีกแต่ครั้งนี้มุกตาภาไม่ได้ผลักศีรษะเขาออกเพราะรู้แล้วว่าที่เป็นแบบนี้เพราะเขากำลังไม่สบาย
เวลาผ่านไปจนใกล้จะตีสี่โทรศัพท์ที่อยู่ในเป้ที่มุกตาภากอดอยู่ก็สั่นขึ้นเพราะหญิงสาวตั้งปลุกไว้ เมื่อเธอตื่นขึ้นมาก็เห็นว่าผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ หลับคอพับไปอีกทาง
“สถานีต่อไปดอนเมืองนะครับ” พนักงานบนรถไฟเดินบอกไปทั่วขบวนเพราะกลัวผู้โดยสารนั่งเลยสถานี
“คุณลงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เหรอคะ” หญิงสาวหันไปถามเมื่อเห็นว่าตอนนี้เขาตื่นแล้ว
“คุณล่ะครับ”
“ฉันลงสถานีดอนเมืองค่ะ” เธอหันมาตอบแล้วยิ้มก่อนจะลุกขึ้นเมื่อรถจอดสนิทที่ชานชาลา
พอลงมาแล้วมุกตาภาก็บิดขี้เกียจเบาๆ ก่อนจะไลน์ไปบอกพี่สาวว่าถึงแล้วจากนั้นก็เดินข้ามไปอีกฝากของถนนเพื่อใช้บริการแท็กซี่
หญิงสาวรู้สึกว่ากำลังมีคนเดินตามหลังเธอเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นด้วยความกลัวก่อนจะสะดุ้งเมื่อคนที่ตามมาตะโกนเรียก
“คุณรอด้วยผมเอง”
มุกตาภาหยุดเดินแล้วกันกลับมาก็เห็นว่าชายที่นั่งข้างๆ เธอเดินตามมา มือเขากุมที่หน้าท้องเหมือนกำลังเจ็บปวด
“ตามฉันมาทำไมคะ”
“ผมไม่มีที่ไป”
“คุณบาดเจ็บและนั่งรถไฟข้ามจังหวัดมาที่นี่แล้วจะบอกว่าไม่ที่ไปได้ยังไงคะ”
“ผมไม่มีที่ไปจริง ผมขอไปกับคุณก่อนได้ไหม ตอนนี้ผมเจ็บแผลมาก”
“ดูแล้วคุณคงไม่ไม่ไหว เดี๋ยวฉันพาไปโรงพยาบาลนะ”
“ไม่ได้นะ ถ้าผมไปที่นั่นคนที่กำลังตามล่าผมอยู่คงต้องรู้แน่ๆ”
“นี่คุณหนีใครอยู่คะ แล้วเขาตามมาหรือเปล่า คุณทำให้ฉันกลัวแล้วนะคะ” มุกตาภามองตามหลังเขาไปซึ่งตอนนี้มันว่างเปล่าและไม่มีใครเดินตามอย่างที่กลัว
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครที่ทำร้ายผม แต่ตอนนี้พวกมันคงยังไม่รู้ว่าผมหนีมากรุงเทพ” เขาตอบด้วยเสียงเบาจนแทบเป็นกะซิบเพราะความเจ็บจากแผลที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดมาไม่นาน
