บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 หากสวรรค์ให้โอกาส

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผยที่กำลังนอนป่วยอยู่บนเตียง เมื่อได้ยินเรื่องที่เผยหานโจวต้องการแต่งงานกับร่างไร้ลมหายใจของเว่ยจิ่นซู นางไม่ได้คัดค้านแต่กลับร้องไห้ออกมาแล้วพูดเพียงว่า

“แต่งเถิด... เดิมทีซูเอ๋อร์ก็ควรเป็นหลานสะใภ้ของข้า”

ดังนั้นงานแต่งงานที่แปลกประหลาดที่สุดในเมืองหลวงจึงเกิดขึ้น

ไม่มีเสียงหัวเราะ

ไม่มีเจ้าสาวเดินออกมาจากเกี้ยว

มีเพียงร่างไร้วิญญาณของเว่ยจิ่นซูที่ถูกแต่งกายด้วยชุดเจ้าสาวสีแดง เครื่องประดับทุกชิ้นล้วนเป็นของที่ฮูหยินผู้เฒ่าเคยเตรียมเอาไว้ให้นางเมื่อหลายปีก่อน

ดวงวิญญาณของเว่ยจิ่นซูยืนมองร่างของตนเอง สีแดงสดของชุดแต่งงานทำให้นางเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก นี่คือชุดที่นางควรได้ใส่ตั้งแต่หลายปีก่อนในงานแต่งงานกับเผยหานโจว

ตอนที่นางแต่งเข้าจวนจิ้งอันโหวนางไม่ยอมนำติดตัวไปด้วย ไม่คิดจะเหลือบมองเลยเสียด้วยซ้ำ แต่ยามนี้นางกลับได้สวมใส่เมื่อไม่มีลมหายใจแล้ว

เผยหานโจวอยู่ในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเช่นกัน เขายืนอยู่ข้างร่างของนาง ทำพิธีทุกขั้นตอนด้วยตนเอง หลังจากพิธีเสร็จสิ้น เขาจึงประกาศต่อหน้าคนทั้งตระกูลว่า

“ตั้งแต่นี้ไป เว่ยจิ่นซูคือภรรยาเอกของข้า เป็นนายหญิงของจวนตระกูลเผย ชั่วชีวิตนี้ข้าจะไม่แต่งภรรยาคนที่สอง”

เว่ยจิ่นซูร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

“เผยหานโจว... เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้”

แต่เขายังคงไม่ได้ยิน หลังจากพิธีแต่งงานจบลงจึงมีพิธีศพตามมา เว่ยจิ่นซูถูกฝังในสุสานของตระกูลเผย บนป้ายสุสานเขียนอย่างชัดเจนว่า

“ฮูหยินเผยจากตระกูลเว่ย นามจิ่นซู”

นางไม่ได้ถูกฝังในฐานะฮูหยินซื่อจื่อจวนจิ้งอันโหวอีกต่อไป แต่ถูกฝังในฐานะภรรยาของเผยหานโจว หลังจากนั้นเผยหานโจวก็ทำตามคำพูดของตนเองจริง ๆ เขาไม่แต่งงานอีก ไม่มีภรรยารอง ไม่มีอนุ ไม่มีสาวใช้ข้างห้อง ไม่ว่าสกุลใหญ่ใดจะส่งแม่สื่อมาทาบทาม เขาก็ปฏิเสธทั้งหมด

ปีแล้วปีเล่าผ่านไป ดวงวิญญาณของเว่ยจิ่นซูก็ยังคงไม่ได้หายไปไหน ไม่รู้เพราะเหตุใด นางยังล่องลอยอยู่ข้างเขา

มองดูเขาใช้ชีวิต

มองดูเขาเข้าออกพระราชวัง

มองดูเขาสอนฮ่องเต้น้อยว่าราชการ

มองดูเขาจัดการความวุ่นวายในราชสำนัก และมองดูเขากลับมาอยู่ในเรือนอันเงียบเหงาเพียงลำพังทุกคืน

บางครั้งเผยหานโจวจะนั่งอ่านหนังสือจนดึก

บางครั้งเขาจะหยิบปิ่นของนางออกมามอง

บางครั้งเขาก็เพียงนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างหน้าต่าง ไม่ได้พูดอะไรเลย เว่ยจิ่นซูเคยคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขาคงลืมนางได้... แต่ไม่เลย ความเศร้าของเขาไม่เคยจางลง เพียงซุกซ่อนเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของความรู้สึกเพียงเท่านั้น

จนกระทั่งหลายปีต่อมา ฮ่องเต้น้อยที่เขาประคับประคองขึ้นมาสามารถว่าราชการด้วยพระองค์เองได้อย่างมั่นคง เผยหานโจวจึงเริ่มวางมือจากอำนาจ

แต่สุขภาพร่างกายของเขากลับทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว หมอหลวงผลัดกันมาตรวจ ยาดีจำนวนมากถูกส่งเข้าจวน แต่ทุกคนรู้ดีว่าโรคของเขาไม่ได้อยู่ที่ร่างกายเพียงอย่างเดียว คนที่ไม่มีใจอยากมีชีวิต... ต่อให้มียาวิเศษก็ยากจะช่วยได้

วันหนึ่ง ฮ่องเต้เสด็จออกจากวังมาเยี่ยมเขาเป็นการส่วนพระองค์ เผยหานโจวนอนเอนกายอยู่บนตั่งริมหน้าต่าง

ใบหน้าซูบผอมกว่าสมัยหนุ่มมาก แต่ยังคงมีความสง่างามเช่นเดิม ฮ่องเต้ทรงประทับลงบนเก้าอี้ด้านข้าง ทอดพระเนตรเขาอยู่นาน ก่อนจะถอนพระปัสสาสะออกมา

“ท่านลุง”

เผยหานโจวลืมตาขึ้น

“ฝ่าบาท”

“ไม่ต้องลุก”

ฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ห้าม จากนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสตรง ๆ

“ผู้อื่นอาจพูดกันว่า ตอนนั้นท่านแต่งงานกับท่านป้าสะใภ้เพื่อให้การควบคุมกองทัพตระกูลเว่ยเป็นไปอย่างชอบธรรม”

เว่ยจิ่นซูที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างชะงัก เรื่องนี้นางเองก็เคยได้ยิน หลังจากพิธีแต่งงานในปีนั้น มีคนไม่น้อยกล่าวลับหลังว่าเผยหานโจวทำเช่นนั้นเพราะต้องการอำนาจทางทหาร

ฮ่องเต้ตรัสต่อ

“แต่ข้ารู้ดีว่าท่านลุงไม่จำเป็นต้องแต่งกับนาง ต่อให้ไม่มีสถานะสามีของท่านป้าสะใภ้ กองทัพเหล่านั้นก็เชื่อฟังท่านอยู่แล้ว”

เผยหานโจวไม่ได้ปฏิเสธ หลี่เฉิงหยวนฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองเขา

“เมื่อก่อนท่านลุงเคยสอนข้าว่า เรื่องบ้านเมืองคือเรื่องใหญ่ เรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องรอง”

“ยามนี้...”

พระองค์หยุดเล็กน้อย

“ท่านยังคงคิดเช่นนั้นหรือไม่”

คำถามนี้ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เผยหานโจวนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง แต่ความเจ็บปวดในดวงตาของเขากลับทำให้เว่ยจิ่นซูรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด

“ฝ่าบาท”

เขาเอ่ยช้า ๆ

“คำพูดของกระหม่อมเชื่อถือไม่ได้ทั้งหมดหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ชะงัก เผยหานโจวมองออกไปนอกหน้าต่าง ต้นเหมยในลานกำลังออกดอก

“เรื่องบ้านเมืองคือเรื่องใหญ่ก็จริง แต่เรื่องความรู้สึก...ละเลยไม่ได้”

เขาหยุด ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงแผ่วเบา

“ปกป้องบ้านเมืองได้ ก็ต้องปกป้องคนในใจให้ได้ด้วย”

น้ำตาของเว่ยจิ่นซูไหลออกมาในทันที เผยหานโจวยังกล่าวต่อ

“ชีวิตนี้ของกระหม่อมทำเรื่องใหญ่สำเร็จไม่น้อย ช่วยฝ่าบาทรักษาบัลลังก์ รักษาแผ่นดิน ปราบกบฏ ทำให้บ้านเมืองสงบ แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับตนเอง...”

เขาหัวเราะขมขื่น

“กลับทำไม่สำเร็จ”

หลี่เฉิงหยวนฮ่องเต้เงียบไป เผยหานโจวหลับตาลงครู่หนึ่ง

“กระหม่อมเคยคิดว่าการปล่อยนางไปคือการปกป้องนาง”

เว่ยจิ่นซูแข็งค้าง นี่เป็นครั้งแรก ครั้งแรกที่เขาพูดถึงเหตุผลของการถอนหมั้น

“ตอนนั้นสถานการณ์ในราชสำนักไม่มั่นคง กระหม่อมถูกหมายหัวจากหลายฝ่าย หากนางแต่งกับกระหม่อม นางจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดของกระหม่อม ทุกคนจะใช้ชีวิตของนางมาข่มขู่กระหม่อมได้ กระหม่อมจึงคิดว่า...”

เสียงของเขาแผ่วลง

“หากถอนหมั้น ปล่อยให้นางไปแต่งกับบุรุษที่มีชีวิตสงบกว่าข้า อย่างน้อยนางก็จะปลอดภัย”

เว่ยจิ่นซูยกมือปิดปาก น้ำตาไหลไม่หยุด ที่แท้... เป็นเช่นนี้เองหรือ เขาไม่ได้ถอนหมั้นเพราะไม่ต้องการนาง ไม่ได้รังเกียจนาง ไม่ได้เบื่อหน่ายนาง แต่เพราะคิดว่าตัวเองกำลังปกป้องนาง

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาด้วยแววพระเนตรเศร้าหมอง

“แล้วเหตุใดท่านลุงไม่บอกท่านป้าสะใภ้ตามตรง”

เผยหานโจวหัวเราะ

“กระหม่อมโง่เอง คิดแค่เพียงว่าผลักไสนางออกไปให้ไกลก็เพียงพอ คิดว่าหากทำให้นางเกลียด นางจะตัดใจจากกระหม่อมได้เร็วขึ้น”

“กระหม่อมไม่เคยคิดเลยว่า...”

น้ำเสียงของเขาขาดหายไปชั่วขณะ

“นางจะรีบแต่งงานกับเจียงจื่อเหยียนเพราะความอับอาย”

เว่ยจิ่นซูร้องไห้หนักกว่าเดิม “ใช่” นางทำเช่นนั้นจริง ๆ

เพราะอับอาย

เพราะเสียใจ

เพราะต้องการกู้หน้าให้ตนเอง

เพราะต้องการประชดเขา

และเพราะคิดว่าความอ่อนโยนของเจียงจื่อเหยียนคือความรัก

เผยหานโจวค่อย ๆ หลับตา

“ชีวิตนี้กระหม่อมล้มเหลวเรื่องความรู้สึก จึงสมควรแล้วที่จะต้องจมอยู่กับความเสียใจไปตลอดชีวิต”

“ท่านลุง...”

ฮ่องเต้เรียกเขาเบา ๆ แต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ ผู้ที่นอนอยู่ตรงหน้าเคยเป็นเสาหลักของราชสำนัก เป็นคนที่ประคับประคองพระองค์ขึ้นครองราชย์ เป็นบุรุษที่ต่อให้เผชิญกองทัพนับหมื่นก็ไม่เคยหวาดกลัว แต่ยามนี้กลับเหมือนคนที่หมดอาลัยในชีวิตไปแล้ว

ไม่มีคำปลอบใดช่วยได้ เพราะคนที่เขาต้องการ... ไม่อาจหวนคืนกลับมาได้อีก

หลังจากฮ่องเต้เสด็จกลับ เว่ยจิ่นซูยังคงยืนอยู่ข้างเตียง นางนั่งลงช้า ๆ แม้รู้ว่ามือของตนเองแตะต้องเขาไม่ได้ ก็ยังยื่นมือไปจับมือเขา ปลายนิ้วทะลุผ่านเหมือนทุกครั้ง

“เผยหานโจว...”

นางร้องไห้

“เหตุใดท่านไม่บอกข้า เหตุใดในตอนนั้นท่านไม่พูดสักคำ หากท่านบอกข้า... หากท่านบอกว่าท่านไม่ได้รังเกียจข้า...”

เสียงของนางสั่น

“ข้าจะไปแต่งงานกับเจียงจื่อเหยียนได้อย่างไร”

แน่นอนว่าไม่มีคำตอบ เผยหานโจวยังคงหลับตา เว่ยจิ่นซูมองใบหน้าที่ซีดเซียวของเขา

ความเสียใจที่สะสมมานานหลายปีในที่สุดก็กลายเป็นความปรารถนาอันแรงกล้า หากย้อนกลับไปได้... หากนางกลับไปยังวันนั้นได้... วันที่เขาเอ่ยปากขอถอนหมั้นกับนาง คราวนี้นางจะไม่ร้องไห้ จะไม่คำนึงถึงสายตาของคนทั้งเมืองหลวง และไม่มีวันประกาศว่าจะแต่งกับเจียงจื่อเหยียนเพื่อประชดเขาอีก

“เผยหานโจว หากสวรรค์ให้โอกาสข้าอีกครั้ง... ครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมให้ท่านตัดสินใจแทนข้าอีก ท่านจะถอนหมั้นกับข้าหรือ... ฝันไปเถอะ”

น่าเสียดาย... ความเสียใจทั้งหมดนี้เกิดขึ้นช้าเกินไป นางตายไปแล้ว เผยหานโจวก็เดินมาจนใกล้ถึงปลายทางของชีวิต อดีตไม่อาจย้อนกลับ คนตายไม่อาจฟื้นคืน ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว... ไม่มีทางแก้ไขได้อีก

เว่ยจิ่นซูจึงทำได้เพียงนั่งอยู่ข้างเขา มองบุรุษที่นางเคยเข้าใจผิดมาตลอดชีวิตและภาวนาอย่างไร้ความหวังอยู่ภายในใจ

หากมีชาติหน้า... หากสวรรค์ยังเมตตานางอยู่บ้าง... ขอให้นางได้กลับไปกลับไปยังวันนั้น กลับไปก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ เพราะครั้งนี้ ต่อให้เผยหานโจวบอกว่าเขาไม่ต้องการนาง นางก็จะยังคงยืนยันว่านางจะต้องแต่งกับเขาให้ได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel