บทที่ 2 ร่างไร้คนฝัง
ความตายไม่ได้ทำให้ทุกสิ่งสิ้นสุดลงอย่างที่เว่ยจิ่นซูเคยคิด อย่างน้อยที่สุด ดวงวิญญาณของนางก็ยังคงล่องลอยอยู่บริเวณชายป่าแห่งนั้น ไม่อาจจะจากไปไหนได้ไกลนัก
นางลอยอยู่เหนือร่างของตนเอง มองเสื่อเก่าเปื้อนฝุ่นที่ห่อหุ้มศพอย่างลวก ๆ แล้วอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้
ชีวิตนี้ของนาง... พ่ายแพ้เสียจนไม่น่ามองจริง ๆ ทั้งที่เกือบจะหนีพ้นแล้วแท้ ๆ หากวันนั้นเจียงจื่อเหยียนไม่ได้ใช้ชีวิตของติงเซียงมาข่มขู่นาง บางทีนางอาจหลบหนีออกจากศาลบรรพชนไปได้ตั้งแต่ตอนนั้น
ติงเซียงเป็นสาวใช้ที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังเยาว์ พวกนางเติบโตมาด้วยกัน แม้ว่าในนามจะเป็นนายบ่าว แต่สำหรับเว่ยจิ่นซูแล้ว ติงเซียงไม่ต่างจากน้องสาวคนหนึ่งของนาง
ตอนที่นางถูกลงทัณฑ์ตามกฎของตระกูลเจียง ถูกกักไว้ในศาลบรรพชน แถมยังถูกเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ติงเซียงเป็นคนที่เสี่ยงชีวิตแอบเข้ามาช่วยเหลือนาง
ยามนั้นเว่ยจิ่นซูยังจำได้ดี ว่าติงเซียงคุกเข่าลงตรงหน้านาง มือสั่นเทาขณะปลดโซ่ที่ล่ามข้อเท้าของนางออก
“คุณหนู ท่านรีบหนีไปเถิดเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าล่ะ”
“บ่าวจะถ่วงเวลาเอาไว้ให้”
เว่ยจิ่นซูในตอนนั้นส่ายหน้าทันที นางรู้ดีว่าการถ่วงเวลาหมายถึงอะไร แต่ติงเซียงกลับยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่นางไม่มีวันลืมเลือน
“บ่าวมีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้ก็เพราะคุณหนูเจ้าค่ะ หากไม่มีคุณหนู บ่าวคงถูกขายเข้าหอนางโลม และคงตายไปตั้งนานแล้ว”
“บ่าวไม่กลัว ขอแค่เพียงคุณหนูหนีออกไปได้ก็พอ”
สุดท้าย... ติงเซียงยอมตาย เพื่อแลกกับเวลาเพียงไม่กี่เค่อให้นางหลบหนีเว่ยจิ่นซูหนีออกจากศาลบรรพชนมาได้จริง ๆ นางปีนกำแพงด้านหลังจวน วิ่งหนีไปตามตรอกมืดโดยไม่สนใจบาดแผลตามร่างกาย
ตอนนั้นนางคิดว่าตนเองรอดแล้ว คิดว่าขอแค่เพียงไปถึงจวนตระกูลเผย หรือไปถึงที่ว่าการ แล้วนำหลักฐานทั้งหมดที่มีออกมาเปิดเผย เจียงจื่อเหยียนย่อมไม่อาจปิดฟ้าไว้ด้วยมือเดียวได้อีก
แต่สุดท้าย... นางก็หนีไม่พ้น คนที่ตามจับนางกลับมาไม่ใช่องครักษ์ธรรมดาของจวนจิ้งอันโหว
ฝีมือของคนเหล่านั้นสูงส่งจนน่าตกใจ พวกเขาปิดทางหนีของนางทุกด้าน รู้เส้นทางลับในเมืองหลวงอย่างดี และไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะลงมือสังหารคนที่บังเอิญเห็นเหตุการณ์
ตอนนั้นเองเว่ยจิ่นซูจึงได้เข้าใจว่าพวกเขาคือ “กองกำลังลับ” เจียงจื่อเหยียนซ่อนกองกำลังลับเอาไว้ และจำนวนคนเหล่านั้นไม่น้อยเลย
หลายปีมานี้นางเคยสงสัยอยู่เสมอว่า เหตุใดคลังทรัพย์สินของจวนจิ้งอันโหวจึงร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว รายได้จากที่ดินไม่ได้น้อย ร้านค้าก็ยังเปิดดำเนินการตามปกติ แต่เงินในคลังกลับหายไปจำนวนมากทุกปี
ตอนแรกเจียงจื่อเหยียนอ้างว่าเป็นเพราะต้องใช้จ่ายประคับประคองความสัมพันธ์ในราชสำนัก ต่อมาก็อ้างว่าเอาไปหมุนเวียนกับกิจการของจวน
นางเคยตรวจสอบบัญชีแล้วพบความผิดปกติหลายแห่ง แต่ยังไม่ทันขุดลึกลงไป เจียงจื่อเหยียนก็เริ่มระแวงนางเสียก่อน
ตอนนี้พอมองย้อนกลับไป ทุกอย่างกลับชัดเจนยิ่งนัก เงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้เลี้ยงดูคน เลี้ยงดูยอดฝีมือจำนวนมากที่เชื่อฟังคำสั่งของเจียงจื่อเหยียนเพียงผู้เดียว
น่าเสียดาย... นางรู้ความจริงช้าเกินไป หากมีเวลาอีกสักหน่อย หากนางไม่ถูกจับกลับไป หากติงเซียงไม่ต้องตาย...
เว่ยจิ่นซูหลับตาลงช้า ๆ ความเสียดายอัดแน่นอยู่ในใจ แต่ต่อให้เสียใจเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์แล้ว นางตายไปแล้ว ติงเซียงก็ตายแล้ว หลักฐานที่รวบรวมเอาไว้ไม่รู้ว่าถูกทำลายไปหมดหรือยัง
ส่วนเจียงจื่อเหยียน... ยามนี้คงกำลังคิดหาวิธีกลบเกลื่อนเรื่องการตายของนางอยู่ในจวนอย่างสบายใจ
เว่ยจิ่นซูหัวเราะเยาะตนเอง ช่างน่าขันนัก นางเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพเว่ย ตอนยังเด็กจวนแม่ทัพตระกูลเว่ยเลี้ยงดูนางดุจไข่ในหิน ยามที่บิดากลับมาจากชายแดนทุกครั้งมักนำของแปลกใหม่มาให้นางเต็มหีบ
มารดาไม่เคยให้นางลำบากแม้แต่น้อย หลังจากบิดาสิ้นชีพในสนามรบ มารดาก็ล้มป่วยหนัก ก่อนจะจากโลกนี้ไปในเวลาไม่นาน แต่ก่อนตาย มารดาก็ยังจัดการทุกอย่างให้นางเรียบร้อย
ฝากฝังนางเอาไว้กับจวนตระกูลเผย เพราะมีสัญญาหมั้นหมายระหว่างสองตระกูล จวนตระกูลเผยจึงรับนางไปเลี้ยงดู ฮูหยินผู้เฒ่าเผยรักใคร่เอ็นดูนางยิ่งนัก เชิญอาจารย์หญิงที่ดีที่สุดมาสอนกฎระเบียบ หมาก พิณ กวีและภาพวาด
ฮูหยินผู้เฒ่าเผยลงมือสอนนางด้วยตนเอง สอนการจัดการเรือนหลัง สอนการดูบัญชี สอนการดูแลทรัพย์สิน สอนแม้กระทั่งวิธีวางตัวเมื่อต้องคบหากับเหล่าฮูหยินในตระกูลขุนนาง
ทั้งหมดก็เพื่อปูทางให้นางขึ้นเป็นนายหญิงของจวนตระกูลเผยในอนาคตนางเคยคิดว่าชีวิตของตนเองถูกกำหนดเอาไว้แล้ว เมื่อโตขึ้นก็แต่งงานกับเผยหานโจว กลายเป็นฮูหยินของเขา ช่วยเขาดูแลเรือนหลัง ให้กำเนิดบุตรธิดา ใช้ชีวิตอย่างสงบในจวนตระกูลเผย
แต่สุดท้าย... เผยหานโจวกลับไม่ได้ต้องการชีวิตเช่นนั้น เขาขอถอนหมั้น ไม่ว่านางจะโต้แย้งด้วยเหตุผลใด ผลลัพธ์ก็น่าจะยังเหมือนเดิม
นางกลายเป็นสตรีที่ถูกถอนหมั้น ผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างพูดถึงเรื่องนี้ ในตอนนั้นนางทั้งเสียใจ ทั้งอับอาย ทั้งโกรธแค้น จนสูญเสียความสุขุมทั้งหมดที่ฮูหยินผู้เฒ่าเผยอบรมมาตลอดหลายปี
นางประชดประชันเขา ประชดประชันตระกูลเผย และยิ่งประชดชะตาชีวิตของตนเอง
เจียงจื่อเหยียนปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลานั้นพอดี เขาไม่เหมือนเผยหานโจว เผยหานโจวเย็นชา พูดน้อย ไม่เคยเอาใจ แม้ยามนางยืนอยู่ตรงหน้า สายตาของเขาก็มักนิ่งเฉยจนยากจะคาดเดาว่ากำลังคิดอะไร
แต่เจียงจื่อเหยียนกลับต่างออกไป เขาพูดจาอ่อนโยน ใส่ใจทุกอารมณ์ของนาง เมื่อนางโกรธ เขาจะปลอบ เมื่อนางร้องไห้ เขาจะอยู่ข้าง ๆ แม้ผู้คนทั้งเมืองหลวงจะกำลังหัวเราะเยาะนาง เขาก็ยังบอกว่า
“ไม่ว่าใครจะมองเจ้าอย่างไร ในสายตาของข้า เจ้าดีที่สุดเสมอ”
เพียงเท่านั้นหัวใจที่กำลังบอบช้ำของนางก็อ่อนลง ยิ่งเมื่อเผยหานโจวยังคงวางท่าทีเย็นชา ไม่เคยอธิบาย ไม่เคยรั้งนางเอาไว้...
นางก็ยิ่งอยากประชดเขา สุดท้ายจึงประกาศออกไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังว่า นางจะแต่งงานกับเจียงจื่อเหยียน และนางก็แต่งเข้าจวนจิ้งอันโหวจริง ๆ เว่ยจิ่นซูมองร่างไร้วิญญาณของตนเองก่อนจะหัวเราะแผ่วเบา
“เว่ยจิ่นซูหนอเว่ยจิ่นซู...”
สุดท้ายคนที่ทำร้ายชีวิตของนางมากที่สุดกลับเป็นตัวนางเอง นางไม่เคยคิดจะกล่าวโทษเผยหานโจว เพราะต่อให้การถอนหมั้นของเขาจะเป็นต้นเหตุให้นางรู้สึกอับอายมากเพียงใด แต่เขาไม่เคยจับมือนางบังคับให้แต่งกับเจียงจื่อเหยียน
คนที่ตัดสินใจประชดประชันด้วยงานแต่งกับผู้อื่นคือนางเอง คนที่หลงใหลในความอ่อนโยนอันจอมปลอมคือนางเอง คนที่มองไม่เห็นสิ่งผิดปกติจนสายเกินไป... ก็ยังเป็นนางเอง
หากวันนั้นนางไม่ดื้อรั้นเพราะความโกรธ หากนางยอมสงบสติอารมณ์แล้วคิดให้มากกว่านั้น หากนางไม่คิดว่าความอ่อนโยนคือความจริงใจ ชีวิตของนางอาจไม่ต้องจบลงเช่นนี้
ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง ความเงียบของชายป่าเริ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงแมลงและเสียงสัตว์กลางคืน
ดวงวิญญาณของเว่ยจิ่นซูนั่งอยู่ข้างร่างตนเองอย่างเงียบงัน ลมกลางคืนพัดผ่าน ยอดไม้สั่นไหว ไม่นานนักเสียงหอนของสัตว์ป่าก็ดังแว่วมาแต่ไกล
เว่ยจิ่นซูชะงัก เสียงนั้น... หมาป่าหรือ ครู่ต่อมาเสียงฝีเท้าหลายสายก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้
ดวงตาหลายคู่เรืองแสงอยู่ในความมืด เว่ยจิ่นซูรู้สึกหนังศีรษะชาโดยสัญชาตญาณ ทั้งที่ยามนี้นางไม่มีร่างกายให้รู้สึกหวาดกลัวอีกแล้ว
ฝูงสุนัขป่าหลายตัวค่อย ๆ เดินออกมา พวกมันสูดกลิ่นในอากาศ จากนั้นสายตาก็มองมายังบริเวณกองศพ
เว่ยจิ่นซูเงียบไป ร่างของนางไร้คนฝังก็ช่างเถิด ถูกโยนมาทิ้งในที่เช่นนี้ก็นับว่าอับอายมากพอแล้ว แต่หากต้องยืนมองดูร่างของตนเองถูกสัตว์ป่าฉีกกินต่อหน้าต่อตา... นางกลับยอมรับไม่ได้อยู่บ้าง
“อย่าเข้ามานะ...”
นางพึมพำทั้งที่รู้ดีว่าสัตว์เหล่านั้นไม่ได้ยิน
“ไปที่อื่นเถิด”
แน่นอนว่าฝูงสัตว์ไม่สนใจนาง
