ท่านพระยาเจ้าขา

195.0K · ยังไม่จบ
กันย์กรกฎ
140
บท
2.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เรื่องราวของท่านพระยากับมะลิสาวชาวบ้านที่บังเอิญไปเจอกันที่ตลาดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และความวุ่นวายต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวภายในเรือนหรือเรื่องภารกิจที่ต้องดำเนินการ โดยมีขุนอินและขุนไชยที่เป็นทั้งมือซ้ายและมือขวาคอยจัดการเรื่องราวต่างๆภารกิจที่อยู่นอกเมืองล้วนแต่แฝงเป็นด้วยอันตรายและความท้าทาย!! *นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิง*

นิยายรักโรแมนติกนิยายรักเศรษฐีโรแมนติกพระเอกเก่งการแต่งงานผู้หญิงเรียบร้อย

บทที่1แม่มะลิ

อากาศยามสายปลายฤดูร้อนอบอวลด้วยกลิ่นไม้แห้งและควันจางๆ จากเตาถ่าน ท่านพระยาศรีวรเดช นั่งนิ่งครุ่นคิดอยู่ในเรือนใหญ่ มองผ้าแพรที่คุณหญิงนวลบรรจงจัดปักด้วยดอกพิกุลอย่างไร้ความรู้สึก

"คุณพี่ไม่คิดจะเอ่ยกะไรกับข้าบ้างเลยหรือเจ้าค่ะ" คุณหญิงนวลเอ่ยถามเสียงอ่อน ท่านพระยาขยับตัวเพียงเล็กน้อย

"ข้ามีกิจธุระราชการให้คิด " แท้จริงแล้ว...ภายในใจคิดถึงหญิงที่ชื่อ มะลิ ที่พึ่งเจอกันที่ตลาด

เรือนใหญ่ของท่านพระยามีครบทุกอย่าง เว้นเพียงความกระชุ่มกระชวย ท่านเคยได้ยินเสียงหัวเราะของตนดังลั่นเมื่อยามหนุ่ม แต่บัดนี้กลับไร้แม้แววตาที่วาววับ ในบ่ายวันนั้น เขาสวมเสื้อผ้าธรรมดา ปิดบังยศศักดิ์แวะออกจากเรือนโดยไม่มีใครตามรู้ตามเห็น มุ่งหน้าไปยังตลาดชานเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องไม้ ที่นั่น...เขาได้พบกับ "มะลิ" หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อน ผิวเนียนราวกลีบจำปา ดวงตากลมใสไร้เสแสร้ง

นางยืนอยู่หน้าร้านไม้แกะของบิดา ส่งยิ้มให้เด็กเล็กที่เดินผ่านมา และช่วยคนเฒ่าคนแก่ถือของโดยไม่ต้องให้ใครร้องขอ

ท่านพระยาเดินผ่าน เหงื่อไหลลงข้างขมับขณะสบตานาง แลเดินเข้าไปนั่งพักตรงแคร่ไม้นอกบ้านพ่อขุนทอง

"จะรับน้ำเย็นสักขันไหมเจ้าคะ แดดร้อนนัก" มะลิส่งขันน้ำให้พร้อมรอยยิ้มที่หวานล้ำกว่าน้ำใดในแคว้น

ท่านรับไว้ ดื่มช้าๆ จนริมฝีปากสัมผัสรอยปากขันนางโดยไม่ตั้งใจ มะลิเบือนหน้าเล็กน้อย ดวงแก้มระเรื่อราวดอกพวงชมพูแรกแย้ม "เจ้าชื่ออันใดหรือ?" เขาถาม "มะลิเจ้าค่ะข้าเป็นลูกสาวช่างไม้พ่อขุนทอง"

"ข้าชื่อคำ เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา มาทำมาหากินแถวนี้" พ่อขุนทองได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะ ก่อนจะตวัดสายตามองชายตรงหน้าด้วยแววตาหยามเหยียด

เสียงแกะไม้ดัง แกรก ขึ้นทันทีที่ท่านพระยาเอ่ย บิดาของมะลิ มองเขาด้วยดวงตาแข็งกร้าว ขุนทองมิใช่คนใจดีนัก โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า "อย่าเสียเวลาพูดกับชายเร่ร่อนนักเลย มะลิกลับเข้าไปในเรือนเถอะ" ขุนทองว่าเสียงขรึม

แต่ท่านพระยามิได้โกรธ กลับยิ้มมุมปากอย่างนึกขัน นี่คือหญิงสาวที่แม้พ่อหวงก็ยังมีหัวใจงาม เธอไม่ใช่หญิงเรือนในที่เฉื่อยชา...แต่นางเป็นดอกไม้ที่พร้อมจะเบ่งบาน

เขาดื่มน้ำเย็นพร้อมกับสายตาที่ยังมองมะลิ ขณะนางเช็ดเหงื่อจากหน้าผาก นางขยับชายผ้าเปิดให้ลมโกรก ใต้แขนเรียวขาวปรากฏเพียงเล็กน้อยกลับทำให้ใจชายใหญ่วัยกลางคนเต้นแรง ภายใต้เสื้อผ้าชาวบ้าน ร่างกายเขาเป็นท่านพระยาผู้เปี่ยมอำนาจ แต่ในใจกลับเริ่มอ่อนลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะเบาๆ ของหญิงชาวบ้านผู้หนึ่ง

หลังจากวันแรกที่ได้พบนาง ท่านพระยาหาเหตุออกจากเรือนแทบทุกวันหยุด โดยใช้ข้ออ้างว่าต้องไปตรวจตราราษฎรด้วยตนเอง — ทว่าความจริงคือการเดินทางสู่ตลาดไม้แห่งเดิม ที่นั่น...หัวใจของเขาเริ่มกลับมาเต้นแรงอย่างประหลาด

ครั้งแรกเขามาเพียงลำพัง แต่เมื่อต้องออกจากเรือนบ่อยเข้า เขาจึงให้ "ขุนอิน" บ่าวหนุ่มผู้ซื่อสัตย์ติดตามไปด้วย และกำชับไม่ให้เปิดเผยฐานะของตนเด็ดขาด "นายท่านจะไปหาหญิงช่างไม้จริงหรือขอรับ?" อินถามอย่างลังเล

"ไปดูไม้ ดูงาน ดูฝีมือ...และดูนาง" เขาตอบเสียงเรียบแต่แฝงแววอารมณ์ขัน อินจึงจำต้องรับหน้าที่ผู้ติดตาม แต่ห้ามพูดแม้แต่น้อย

ร้านไม้ริมตลาด ท่านพระยาเดินมายืนดูงานแกะสลักเงียบๆ พร้อมกับถือผลไม้บ้าง ขนมบ้าง มาฝากมะลิ และทุกครั้งที่นางเงยหน้ารับสิ่งเหล่านั้น พร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความละมุน ความอ่อนโยนก็กระแทกใจชายสูงศักดิ์เข้าเต็มๆ

"เจ้า..มาวันนี้มีกะไรอีกหรือเจ้าคะ" มะลิเอ่ยถามเสียงใส "ข้าชอบมาดูไม้ของพ่อเจ้า พ่อเจ้าเป็นช่างที่มีฝีมือดีนัก ข้าเลยชอบมาดู"

แต่คำตอบนั้น...ไม่เคยทำให้ "ขุนทอง" พอใจเลยสักครั้ง

ชายช่างไม้ผู้ผิวเข้ม วัยห้าสิบกว่า มือหยาบกร้านด้วยแรงงาน ใจดุดั่งไม้เนื้อแข็งที่แกะยาก — เขารู้ทันทุกย่างก้าวของชายที่มาหามะลิแทบทุกวัน

"ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าร้านข้ามิใช่โรงเตี๊ยมให้นั่งเกี้ยวนารี" เสียงขุนทองเข้มข้นดังขึ้น

"ข้าแค่ชมงานไม้ของท่าน...แลลูกสาวท่านด้วยมิได้หรือ" ท่านพระยาพูดตรงและสุภาพ และสายตาแน่วแน่เกินกว่าชายบ้านนอกธรรมดา

"ชาวบ้านยากจนต่ำต้อยเยี่ยงเอ็ง มีปัญญาเลี้ยงดูลูกข้าหรือ? เอ็งมีเรือนเป็นของตนเองหรือไม่? มีที่ดินทำกินกี่ไร่? หรือว่าเอ็งเป็นแค่คนเร่ร่อนที่คิดจะพึ่งใบบุญของลูกข้า?" " ขุนทองถ่มคำเย้ย

มะลิหน้าเสีย นางจะเอ่ยเตือนบิดาก็ไม่กล้า ได้แต่มองชายผู้กลบเกลื่อนคำดูหมิ่นด้วยรอยยิ้มสงบ

คำ ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ตัวข้าอาจไม่มีเรือนใหญ่โต ไม่มีทรัพย์สินมากมาย แต่ข้ามีใจจริง...หากข้าได้แม่มะลิมาเป็นเมีย ข้ารับรองว่าข้าจะรักแม่มะลิและดูแลนางให้ดีที่สุด"

"หึ! รัก? คำว่า ‘รัก’ ของเอ็งจะทำให้ลูกสาวข้ากินอิ่มหรือ? จะทำให้นางมีชีวิตสุขสบายหรือ? ไอ้พวกยาจกอย่างเอ็งน่ะ มีแต่ความฝันเฟื่องแต่ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงเมีย! อย่าหวังเลยว่าข้าจะยกลูกสาวให้คนต่ำต้อยอย่างเอ็ง!" พ่อขุนทองปรายตามองด้วยความสะใจ คิดว่าตัวเองได้ข่มชายชาวบ้านผู้นี้จนสิ้นท่าแล้ว แต่ทว่าชายตรงหน้ายังคงสงบนิ่ง ไม่แสดงท่าทีเดือดดาลแม้แต่น้อย

คำเอ่ย"ถ้าเช่นนั้น… ข้าขอพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่?"

พ่อขุนทองขมวดคิ้ว หัวเราะเยาะอีกครั้ง "พิสูจน์งั้นหรือ? เอ็งจะพิสูจน์อะไรได้เล่า?ทำไร่ไถนาเห็นทีจะไถคันแรกก็คงแผ่หงาย!" "ฟังไว้ให้ดีนะ ไอ้หนุ่ม! คนจะเลี้ยงลูกสาวข้าได้ ต้องมีทั้งบ้าน มีข้าทาสบริวาร ไม่ใช่แค่ยืนพูดคำหวานๆ แล้วเพ้อเจ้อไปวันๆ! เอ็งมันก็แค่คนจน ไม่มีหัวนอนปลายเท้า พิสูจน์ไปก็เปล่าประโยชน์!"

คำยืดตัวตรง ดวงตาทอดมองลึกเข้าไปในตาของพ่อขุนทอง

"แม้ข้าจะจนในสายตาท่าน แต่ใจข้ามั่นคงนัก ข้าจะไม่จากไป หากยังมิได้พิสูจน์ตัวตน… ถึงตอนนั้น หากท่านยังปฏิเสธ ข้าก็จักยอมวางมือแต่โดยดี"

พ่อขุนทองพูดช้าๆ ลองเชิง "ได้งั้นเอ็งก็ลองดู… แต่จงรู้ไว้ ว่าข้าไม่เคยยอมง่ายๆ และถ้าเอ็งล้มเหลวล่ะก็… ข้าจะไม่ยอมให้เอ็งเหยียบเรือนข้าอีกแม้แต่ครึ่งก้าว!" คำยิ้มบางๆ "ถ้าเช่นนั้น… ข้าขอรับคำท้านี้"