ตอนที่ 2 ท่านยินดีแต่งกับข้าหรือไม่?
“ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไรว่าหวยโหรว นางข้อเท้าแพลง ข้าต้องไปส่งนางกลับจวนก่อน เราสองคนกำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้ว วันหน้ายังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกมาก
เรื่องมีที่มาที่ไปเหตุใดเจ้าจึงไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเพื่อนางบ้าง? ไยต้องทำตัวขี้หึงหวงคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งหวยโหรวไม่จบสิ้นเช่นนี้!”
เสียงที่โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหันฉุดดึงสติของเสิ่นหรูเนี่ยนให้กลับมาโดยพลัน พร้อมกับดึงดูดสายตาของเหล่าแขกเหรื่อในโรงเตี๊ยมให้จับจ้องมาเป็นจุดเดียว
ภาพตรงหน้าคือ มู่อวี้หง ที่กำลังประคองหญิงสาวโฉมงามผู้อ่อนช้อยไว้ในอ้อมแขน เมื่อเขาเผชิญหน้ากับเสิ่นหรูเนี่ยนที่ยืนขวางทางอยู่ แววตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง หญิงสาวในอ้อมกอดเขาส่งเสียงครางเครือแผ่วเบาราวกับลูกแมวขี้อ้อนได้จังหวะพอดี
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาสำรวจที่รุมล้อม และแสงแดดอันเจิดจ้าภายนอก เสิ่นหรูเนี่ยนหอบหายใจแรง ทว่าในทรวงอกกลับยังมีความรู้สึกอึดอัดแน่นตื้อที่สลัดไม่พ้น
นาง... เกิดใหม่แล้วจริงๆ!
คงเป็นเพราะสวรรค์เบื้องบนมิอาจทนดูได้อีกต่อไป จึงมอบโอกาสให้นางกลับมาสะสางความแค้น นางย้อนกลับมาในช่วงเวลาที่ตนเองยังหูเบาตาบอด แม้จะถูกหยามเกียรติสารพัด ก็ยังดึงดันที่จะหมั้นหมายกับมู่อวี้หงผู้นี้
ชาติภพก่อน มู่อวี้หงแต่งกับนางเพราะหวังผลประโยชน์ หลังแต่งงานเขามีใจพยาบาทและเย็นชากับนางเสมอมา เพื่อไต่เต้าสู่ลาภยศ เขาถึงขั้นปลอมหลักฐานเท็จว่าสกุลเสิ่นสมคบคิดกบฏ
เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ และเพื่อชดเชยให้ ซ่งหวยโหรว สตรีที่เขาติดค้างใจมานานปี เขาถึงขั้นวางยานาง ออกอุบายทำลายชื่อเสียง ทำให้นางจากที่เป็นถึงบุตรีสายตรงของอัครเสนาบดี ต้องตกต่ำกลายเป็นหญิงแพศยาที่ผู้คนทั่วจิงโจวต่างรุมประณาม
นางถูกมู่อวี้หงลงมีดทีละเล่ม เฉือนกระดูกแล่เนื้อ... เพื่อมิให้นางสิ้นใจไปก่อน เขาถึงกับหาโสมป่าพันปีมาต่อลมหายใจให้ หลังจากทรมานจนสาแก่ใจ เขาก็ส่งนางลงไปแช่ในไหโหลกลายเป็น 'มนุษย์หมู' จนกระทั่งวันที่เขาถือศีรษะของ เจียงลิ่งเยว่ มาปรากฏตัวต่อหน้านาง เสิ่นหรูเนี่ยนถึงได้แค้นจัดจนกระอักเลือดสิ้นใจ
ความเจ็บปวดที่สลักลึกถึงกระดูกย้ำเตือนเสิ่นหรูเนี่ยนว่า นางและมู่อวี้หงมีหนี้เลือดลึกล้ำดั่งทะเลสมุทรคั่นกลางอยู่!
โชคดีที่เรื่องเลวร้ายยังไม่ทันได้เกิดตอนนี้ ทุกอย่างยังแก้ไขได้ทัน
“หลีกไป! หากมัวแต่ชักช้าจนหวยโหรวรักษาไม่ทันจนทิ้งโรคเรื้อรังไว้ ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!”
สิ้นคำพูดนั้น ซ่งหวยโหรวที่ซบอยู่ในอ้อมอกมู่อวี้หงพลันเปลี่ยนท่าทีอ่อนแอ กลายเป็นยกยิ้มเย้ยหยันและส่งสายตาดูแคลนมาให้นาง ซ่งหวยโหรวคือยอดขมิ้นคู่กับปูนของมู่อวี้หงมาตั้งแต่เยาว์วัย
ทว่าหกปีก่อน บิดาของนางถูกปลดเพราะคดีทุจริต สกุลซ่งจึงล่มสลายแต่นางเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม ใช้ท่าทีอ่อนน้อมยอมตนรั้งอยู่ข้างกายมู่อวี้หง จนทำให้เขาหลงพะวงถึงนางสม่ำเสมอมานานหลายปี
ยามนี้นางคว้าแขนเสื้อของมู่อวี้หงไว้แน่น ร่ำไห้สะอึกสะอื้น “หวยโหรวไม่อยากเห็นพี่อวี้ลำบากใจ หากพี่เสิ่นขุ่นเคืองข้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้...”
มู่อวี้หงเห็นท่าทางอ่อนแอแต่เปี่ยมด้วยเหตุผลนั้นก็ซาบซึ้งใจจนหน้ามืดตามัว เริ่มชี้หน้าด่าทอเสิ่นหรูเนี่ยนอย่างไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะใจคอคับแคบถึงเพียงนี้ ต่อหน้าข้ายังกล้าใช้วาจาร้ายกาจกับหวยโหรว หากข้าไม่อยู่ เจ้ามิถลกหนังนางทั้งเป็นเลยหรือ?”
“ข้าใจคอคับแคบ? เจ้ากับนางทำตัวไร้ยางอาย กอดก่ายกันในงานหมั้นของเราสองคน แล้วยังมาปรักปรำว่าข้าใจแคบ ความรักของเจ้านี่มันช่าง 'แออัด' เสียจริงนะ”
“หากเจ้ายังดึงดันเช่นนี้ เรื่องงานแต่งของเรา ข้าคงต้องคิดทบทวนดูใหม่เสียแล้ว”
“ข้าเองก็ไม่อยากแต่งแล้วเช่นกัน งานมงคลระหว่างเราถือว่าสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เห็นพวกเจ้าอาลัยอาวรณ์กันขนาดนี้
หากข้าคืนที่ว่างให้แม่นางหวยโหรวช้าไปกว่านี้ เกรงว่านางคงจะ 'ตั้งครรภ์' เสียก่อนกระมัง” เสิ่นหรูเนี่ยนเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“เจ้าต้องทำให้ข้ากับหวยโหรวอับอายต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้เลยหรือ!”
“พี่เสิ่น ท่านคิดมากไปแล้ว ข้ากับพี่อวี้เป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เด็ก หากเรามีใจปฏิพัทธ์ต่อกันจริง คงอยู่ด้วยกันไปนานแล้ว จะรอจนถึง...” ซ่งหวยโหรวพูดค้างไว้เพียงนั้น
เสิ่นหรูยวิ่นรู้สึกขยะแขยงเป็นที่สุด นางขวางหน้า 'คู่ทุกข์คู่ยาก' ที่กำลังสวมบทเหยื่อถูกคู่หมั้นใจโฉดรังแกไว้ “ในเมื่อถอนหมั้นแล้ว ของที่คุณชายมู่เอาจากข้าไป ก็ควรจะคืนมาให้ด้วยกระมัง”
“ของที่ให้ไปแล้ว จะทวงคืนได้อย่างไร!” ซ่งหวยโหรวรีบโพล่งออกมา
“นั่นเป็นของของข้า ข้าจะจัดการอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของข้า”
มู่อวี้หงมองท่าทางละโมบของเสิ่นหรูเนี่ยนด้วยสายตาเย็นชา แววตาแห่งความรังเกียจปรากฏชัด “เสิ่นหรูเนี่ยน เจ้าอาละวาดพอหรือยัง!” เขาหัวเราะหยัน “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่านี่คือกลเม็ด 'แสร้งปล่อยเพื่อจับ' ของเจ้า ข้าจะบอกให้ ต่อให้เจ้ามาตายต่อหน้าข้า ข้าก็ไม่มีวันชายตามองเจ้าแม้เพียงนิดเดียว!”
เสิ่นหรูเนี่ยรคร้านจะต่อความยาวสาวความยืด นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วกระชากหยกประดับล้ำค่าที่นางเพิ่งมอบให้เขาเมื่อสองวันก่อนออกมาจากเอวของเขา “คนอย่างเจ้า ไม่คู่ควรกับของสูงค่าเช่นนี้”
มู่อวี้หงตาค้างด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าโกรธแค้น “เสิ่นหรูเนี่ยน นางผู้หญิงปากร้าย! หากสกุลมู่ของข้าถอนหมั้นกับเจ้าแล้ว ข้าอยากจะรู้นักว่าทั่วทั้งจิงโจวนี้ จะมีชายใดกล้าแต่งสตรีหยาบคายเช่นเจ้าเข้าบ้าน!”
แววตาของเสิ่นหรูเนี่ยนเย็นเยียบลง “ต่อให้ข้าหาบุรุษสุ่มสี่สุ่มห้ามาแต่งด้วย ก็ยังดีกว่าแต่งให้คนอย่างเจ้า!”
มู่อวี้หงสงสัยว่าตนเองหูฝาดไปหรือไม่ เขามองนางอย่างไม่เชื่อสายตาที่นางแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ และที่สำคัญ... นางเริ่มมองหา 'บุรุษ' ในที่แห่งนั้นจริงๆ
“เสิ่นหรูเนี่ยนเจ้ายังมียางอายอยู่หรือไม่!”
สิ้นเสียงมู่อวี้หง สายตาของเสิ่นหรูเนี่ยนก็ถูกดึงดูดด้วยร่างสูงโปร่งงามสง่าผู้หนึ่ง ชายหนุ่มผู้นั้นก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยมด้วยท่าทางมั่นคง แขกเหรื่อที่เคยส่งเสียงเซ็งแซ่พลันเงียบกริบดั่งนกสยบต่อพยัคฆ์
ผู้ที่มาคือผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนักยามนี้ฟู่กั๋วกง ฟู่เฉิงเยี่ยน
เสิ่นหรูเนี่ยนเงยหน้าขึ้น สบสายตาเข้ากับเขาพอดี นางรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านยินดีแต่งกับข้าหรือไม่?”
สายตาสำรวจของฟู่เฉิงเยี่ยนจับจ้องมาที่นางโดยตรง แฝงแววเย้นหยันราวกับกำลังดูละครฉากหนึ่ง เสิ่นหรูเนี่ยนสัมผัสได้ถึงสายตานั้น นางข่มความหวาดกลัวในใจไว้ หากนางต้องการเหยียบมู่อวี้หงให้จมดินมิให้ผงาดขึ้นมาได้อีก ลำพังตัวนางเพียงคนเดียวคงยากจะบรรลุผล แต่หากนางได้รับการสนับสนุนจากกั๋วกงหนุ่มผู้รูปงาม เพียบพร้อมด้วยอำนาจและผลงานผู้นี้ ย่อมบรรลุผลได้ง่ายขึ้น
“กั๋วกงเย่ ข้าน้อยทำให้ท่านต้องเห็นเรื่องตลกเสียแล้ว เพียงแต่เรื่องในวันนี้ ใคร่ขอให้ท่านช่วยเป็นพยาน ข้าเสิ่นหรูเนี่ยนและมู่อวี้หง ขอยุติสัญญาคู่หมั้นไว้เพียงเท่านี้”
แววตาของฟู่เฉิงเยี่ยนมืดครึ้มลง เขาจ้องมองเสิ่นหรูเนี่ยนครู่หนึ่งก่อนจะยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “เหตุใดข้าต้องช่วยเจ้าด้วย?”
“เพราะว่า... ข้าน้อยเลื่อมใสในตัวท่าน หากท่านไม่รังเกียจ ข้าก็ยินดีจะแต่งให้ท่าน เช่นนี้ท่านก็จะได้ฮูหยินที่ทั้งงดงาม ฉลาดเฉลียว และจัดการงานเรือนได้อย่างไร้ที่ติ” เสียงของเสิ่นหรูเนี่ยนไม่เบานัก แขกเหรื่อในที่นั้นต่างได้ยินกันถ้วนหน้า
ใบหน้าของฟู่เฉิงเยี่ยนร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย เขาเหลือบมองนางด้วยความประหลาดใจ ราวกับไม่คาดคิดว่านางจะกล้าเอ่ยความในใจอย่างเถรตรงต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ เสิ่นหรูเนี่ยนเม้มริมฝีปาก พยักหน้าให้เขาเล็กน้อยแล้วก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว
นางยังมีเรื่องสำคัญจะเจรจากับเขา
อวิ๋นชิน องครักษ์ข้างกายฟู่เฉิงเยี่ยนเห็นดังนั้นก็ระแวดระวังขึ้นมาทันที ทว่ายังไม่ทันจะได้ชักกระบี่ ก็ถูกสายตาของเจ้านายปรามไว้ ฟู่เฉิงเยี่ยนโน้มกายลงมาเล็กน้อยอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับจะอำนวยความสะดวกให้นางกระซิบข้างหู
ทว่าถึงเขาจะโน้มตัวลงมาแล้ว เสิ่นหรูเนี่ยรก็ยังเอื้อมไม่ถึงหูของเขา นางจึงต้องเขย่งเท้าขึ้นไป และเพราะทรงตัวไม่มั่นคงจึงยื่นมือไปคว้าข้อมือของฟู่เฉิงเยี่ยนไว้ ประจวบเหมาะกับมีลมพัดผ่าน ปอยผมยาวสลวยของนางระไปบนชุดขุนนางสีดำปักดิ้นทองของเขา กลิ่นหอมสะอาดจากกายสตรีรินรดเข้าสู่ลมหายใจของฟู่เฉิงเยี่ยน
นางลดเสียงลงต่ำแล้วกล่าวว่า “กั๋วกงเย่... คนที่ท่านกำลังตามหา ข้าน้อยรู้ว่าอยู่ที่ใด เช่นนี้แล้ว ท่านยินดีจะช่วยข้าน้อยหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาสังหารพลันวาบผ่านดวงตาของฟู่เฉิงเยี่ยน กลิ่นอายรอบกายเขากลายเป็นเย็นเหยียบสุดขั้วราวกับลมหนาวที่บาดลึกถึงกระดูก
เสิ่นหรูเนี่ยรรับรู้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเขาได้ทันที มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นด้วยความตื่นตระหนก นางหลุบตาลงไม่เอ่ยคำใด
เนิ่นนานผ่านไป... เสียงหัวเราะในลำคอที่เปี่ยมด้วยความนัยของฟู่เฉิงเยี่ยนก็ดังขึ้นที่ข้างหูของนาง
.
