ตอนที่ 2 มนตราแห่งปารีส
กวินภพทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถหรู ปล่อยให้ความคิดล่องลอยกลับไปสู่อดีต ภาพความทรงจำอันโหดร้ายในวันนั้นยังคงแจ่มชัด แต่วันนี้มันกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านของความเจ็บปวดที่มอดดับไปแล้ว สี่ปีเต็มที่เขาอุทิศลมหายใจและหยาดเหงื่อทั้งหมด ทุ่มเทให้กับงานและลูกสาวเพียงคนเดียว
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้ชายตัวคนเดียวที่ต้องแบกรับภาระการกอบกู้ธุรกิจไปพร้อม ๆ กับการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ถึงแม้ในตอนนี้ฐานะของเขาจะมั่นคงจนสามารถจ้างพี่เลี้ยงและแม่บ้านวัยกลางคนมาคอยดูแลอันดาได้ แต่กวินภพก็มักจะเลือกพาลูกเข้านอนและดูแลเธอด้วยตัวเองเสมอเมื่อมีโอกาส
เขาไม่อยากให้อันดาเติบโตมาพร้อมกับปมด้อยเรื่องครอบครัวที่ขาดหาย ถึงแม้ในบ้านหลังใหญ่หลังนี้จะไม่มีแม่แต่กวินภพเชื่อมั่นสุดหัวใจว่า ความรักที่เขามีจะสามารถเป็นได้ทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียวกันได้
หลายครั้งที่งานล้นมือจนสะสางไม่ทันที่บริษัท เขาก็เลือกที่จะหอบแฟ้มงานพะรุงพะรังกลับมาทำที่บ้าน เพื่อที่จะได้นั่งทำงานและคอยดูแลลูกสาวไปพร้อม ๆ กัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผู้คนมากมายพยายามแนะนำให้เขาเปิดใจรับใครสักคนเข้ามาเป็นแม่ใหม่ให้อันดา แต่กวินภพไม่เคยคิดจะทำเช่นนั้นเลย
บาดแผลและอดีตอันแสนสาหัสสอนให้เขารู้ซึ้งว่าอย่าได้ไว้ใจผู้หญิงคนไหนอีก กวินภพปิดตายหัวใจตัวเองตั้งแต่วันนั้น และฟูมฟักอันดาจนตอนนี้เธออายุได้หกขวบแล้ว เขาเลี้ยงดูลูกสาวด้วยความรักทั้งหมดที่ผู้ชายคนหนึ่งจะพึงมีให้ได้ การทำงานหนักหนาสาหัสจนแทบไม่มีเวลาหายใจ กลายเป็นเกราะกำบังชั้นดีที่ทำให้เขาไม่มีเวลาว่างพอจะมานั่งหลั่งน้ำตาหรือคิดถึงผู้หญิงใจร้ายที่ชื่อมินตราอีกต่อไป
สิ่งที่อยู่ในหัวสมองของประธานหนุ่มวัยสามสิบแปดปีมีเพียงอย่างเดียว คือทำอย่างไรให้ลูกสาวสุขสบายและมีอนาคตที่สดใสที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างขึ้นมาในวันนี้ก็เพื่อลูกเท่านั้น กวินภพได้เจอกับมินตราอีกครั้ง ในงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลชื่อดัง ซึ่งมีสามีคนใหม่วัยกลางคนของเธอเป็นเจ้าของ
มินตราดูเฉิดฉายและมีความสุขดีบนกองเงินกองทองที่สามีคราวพ่อประเคนให้ ชีวิตหรูหราสุขสบายโดยไม่ต้องเหนื่อยยาก เป็นสิ่งที่เธอใฝ่ฝันและวิ่งตามหามาตลอดชีวิต เมื่อเห็นว่าเธอได้ในสิ่งที่ต้องการและสุขสบายดีแล้ว ความห่วงใยในฐานะอดีตคนรักก็มอดดับลงไปอย่างสมบูรณ์ แต่สิ่งเดียวที่เขายังติดค้างในใจคือคำถามในฐานะของคนเป็นพ่อ
“คุณไม่คิดจะไปหาลูกบ้างรึไง” น้ำเสียงของกวินภพเรียบเฉย ขณะถามอดีตภรรยาที่กำลังก้มหน้าเช็กความเรียบร้อยของเล็บราคาแพง
“หึ! คุณคิดว่าลูกโตขนาดนั้นแล้ว คุณคิดว่าแกยังจะจำฉันได้อยู่อีกเหรอคะ” มินตราแค่นยิ้มตอบอย่างไม่ยี่หระ
“เปล่าหรอก ที่ผมถามก็เพราะเห็นว่าคุณเป็นแม่” กวินภพสบตาเธอ แววตาคมกริบอ่านยาก
“แต่ถ้าคุณไม่อยากเจออันดา ก็ไม่เป็นไร”
“ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยว่างน่ะค่ะ เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันนะ” มินตราตัดบทอย่างรวดเร็วก่อนจะหมุนตัวเดินนวยนาดกลับเข้าไปในแสงสีของงานเลี้ยง ทิ้งให้กวินภพยืนมองตามด้วยความรู้สึกเวทนา
กวินภพก็แอบหวังลึก ๆ อยากให้อันดาได้สัมผัสไออุ่นจากคำว่าแม่บ้าง หรืออย่างน้อยที่สุด แค่ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน ให้มินตราแวะไปหาลูกที่โรงเรียนสักหน่อยก็ยังดี ความจริงอันโหดร้ายสอนให้เขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของผู้เป็นพ่อก็อดที่จะเจ็บปวดแทนลูกสาวไม่ได้
ความน้อยใจและรอยแผลเป็นยังคงซุกซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ และหากมองในอีกมุมหนึ่ง ก็เพราะแรงผลักดันจากความเจ็บปวดที่ผู้หญิงคนนั้นทิ้งไว้นั่นแหละ ที่เคี่ยวเข็ญให้เขาลุกขึ้นสู้จนก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ตราบเท่าทุกวันนี้
กวินภพทุ่มเทขยายอาณาจักรธุรกิจเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว โรงแรมหรูแห่งใหม่ของเขาทำกำไรมหาศาล และตอนนี้เขาก็กำลังเตรียมแผนขยายสาขาไปยังต่างประเทศ หลังจากมีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ยื่นข้อเสนอให้เขาไปเปิดสาขาใหม่ที่นั่น กราฟชีวิตและธุรกิจของเขากำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจับจองห้องพักจนเต็มล่วงหน้าแทบทั้งปี
“สวัสดีครับพี่รัฐ” กวินภพกรอกเสียงลงไป ก่อนจะนิ่งฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีอย่างจริงใจ
“ผมยินดีด้วยนะครับพี่ แล้วผมจะไปร่วมงานแต่งพี่ครับ!”
ท่ามกลางความวิจิตรตระการตาของนิทรรศการ Magnificent Venice ณ Grand Palais ใจกลางกรุงปารีส ณัฐณิชา หญิงสาวร่างระหงกำลังพยายามแทรกตัวผ่านคลื่นฝูงชนที่เบียดเสียดกันหนาแน่น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองบูธจัดแสดงผลงานศิลปะและแฟชั่นโชว์สุดตระการตา โดยเฉพาะรันเวย์ของ Chanel แบรนด์เนมสัญชาติฝรั่งเศสระดับตำนานที่มักจะยึดพื้นที่แห่งนี้เนรมิตสรวงสวรรค์แห่งอาภรณ์ขึ้นเป็นประจำทุกปี
เสียงผู้คนเซ็งแซ่ระคนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลชวนอึดอัด ทำให้ณัฐณิชาเริ่มหายใจลำบาก เธอพยายามจะเบียดตัวออกมาเพื่อหาอากาศหายใจ แต่ทันใดนั้นเอง ร่างบางชนเข้ากับแผงอกกว้างของชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างจัง
แรงปะทะทำให้เธอเสียหลักเซถลาจนเกือบจะล้มลงพื้น โชคดีที่ท่อนแขนแกร่งเพียงข้างเดียวของเขาตวัดรัดเข้าที่เอวคอดกิ่วของเธอไว้ได้อย่างมั่นคง แรงดึงนั้นทำให้ร่างของเธอเข้าไปแนบชิดกับกายหนาจนไร้ช่องว่าง
ณัฐณิชาเงยหน้าขึ้นอย่างตระหนก ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาของคนที่ช่วยเธอไม่ให้ล้มอยู่ห่างเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มจนหัวใจของหญิงสาวเต้นระรัว
ในวินาทีที่ทุกอย่างเหมือนหยุดชะงัก ฝูงชนด้านหลังก็ดันร่างของชายหนุ่มเข้าหาเธออีกครั้ง ส่งผลให้ริมฝีปากหยักลึกบดเบียดลงบนกลีบปากอิ่มสีระเรื่อของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ!
กวินภพรู้สึกดีกับความอ่อนนุ่มที่ได้รับ รสสัมผัสหวานล้ำและกลิ่นหอมกรุ่นประจำกายสาวปลุกสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาให้ตื่น ณัฐณิชารีบผละร่างออกทันที ใบหน้าหวานแดงซ่านลามไปถึงใบหู เธอใช้หลังมือปาดริมฝีปากอย่างลืมตัว
“I’m so sorry.” น้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวานเอ่ยขึ้น กวินภพจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่วางตา สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้นวลแก้มแดงระเรื่อ ณัฐณิชาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากมัดกล้ามกำยำที่แข็งแกร่งผ่านฝ่ามือที่เขาประคองเธอไว้ มันทรงพลังจนเธอเผลอจินตนาการไปไกลถึงเรือนร่างภายใต้ร่มผ้า
“Are you okay?” เขาถามซ้ำเมื่อเห็นเธอนิ่งอึ้งไป
“I... I’m fine. Thank you for your help.” น้ำเสียงหวานใสที่เจือสำเนียงคุ้นหูทำให้กวินภพชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะลองใช้ภาษาบ้านเกิดเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง
“คนไทยใช่ไหมครับเนี่ย” ณัฐณิชาเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“คนไทยค่ะ”
“โอ้!!..โลกกลมจังเลยนะครับ” เขาเว้นจังหวะสายตาไว้อย่างมีความหมาย
“ผมชื่อกวินภพครับ”
“ณิชาค่ะ”
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามซ้ำเมื่อเห็นเธอนิ่งอึ้งไป
“ขอบคุณอีกครั้งค่ะ” ณัฐณิชารีบเอ่ยขอบอีกครั้ง พลางลอบมองใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างหลงใหล
“คุณพ่อขา” เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยหกขวบที่เกาะชายเสื้อเขาอยู่ ดึงกวินภพออกจากภวังค์ร้อนเร่า
“อ๋อ!!...นี่ลูกสาวผมเองครับ อันดา”
ณัฐณิชายิ้มหวานให้เด็กน้อยด้วยความเอ็นดู จังหวะที่เธอโน้มตัวลงไปสัมผัสแก้มใสของอันดา คอเสื้อที่กว้างขึ้นเล็กน้อยทำให้กวินภพเห็นร่องอกอวบอิ่มในระยะประชิด ความร้อนผ่าวพลุ่งพล่านในกายหนาจนเขาอยากจะครอบครองเธอไว้แต่เพียงผู้เดียว
“ณิชาต้องไปแล้วค่ะ ลาก่อนนะคะ... ถ้าโชคดีเราคงได้เจอกันอีก” เธอทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มหยดย้อยก่อนจะเดินหายไปในฝูงชน ทิ้งให้กวินภพยืนมองตามแผ่นหลังบางด้วยหัวใจที่โหยหา
ค่ำคืนนั้นหลังจากอันดาหลับใหล ความเงียบสงัดยิ่งทำให้ภาพของณัฐณิชาเด่นชัดขึ้นในมโนภาพ
“คุณพ่อขา หนูคิดถึงพี่สาวคนนั้น” คำพูดของลูกสาวก่อนหลับไหลตอกย้ำความรู้สึกของเขา กวินภพหลับตาลง ภาพผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดและริมฝีปากบางรูปกระจับยังคงตามมาหลอกหลอนจนเขาร้อนรุ่มไปทั้งตัว เขารู้สึกถูกใจเธออย่างรุนแรง ใบหน้าเซ็กซี่เย้ายวนใจนั่นทำให้หัวใจแกร่งหลอมละลายจนยากจะถอนตัว
ไม่รู้ว่าเธอจะมีเจ้าของแล้วหรือยังแต่เขาก็อยากจะพบเจออีกสักครั้ง ความปรารถนาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในความมืด เขาปล่อยให้ความคิดถึงที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความใคร่รบกวนจิตใจ จนกระทั่งเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับบุตรสาวตัวน้อย
