ตอนที่ 6 อ้อมกอดของความทรงจำที่หายไป (ต่อ)
หญิงสาวเหลือบตามองชายหนุ่ม ก็พบว่าเขายังคงนอนนิ่ง ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือขุ่นเคืองใด ๆ ดวงตาคมคู่นั้นเพียงแค่จับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนาง ในแววตานั้นมีความว่างเปล่า ความสับสน และบางทีอาจมีความสงสัยใคร่รู้เจืออยู่จาง ๆ
เมื่อเห็นว่าชายตรงหน้าไม่มีทีท่าต่อต้าน ซานเหยาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนมือที่ถือผ้าต่ำลงผ่านหน้าท้องแบนราบ หัวใจของนางเต้นระส่ำเมื่อใกล้จะถึงส่วนสุดท้ายที่ยังไม่ได้แตะต้อง แม้จะเคยทำความสะอาดมันมาตลอดหนึ่งเดือน แต่ตอนนั้นกับตอนนี้มันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง เจ้าของร่างกายนี้รู้สึกตัวแล้ว และกำลังมองนางไม่วางตา
ซานเหยาหยุดมือค้างอยู่กลางคัน ใบหน้าของนางแดงจัดไปหมด ก่อนจะเอ่ยเสียงตะกุกตะกักออกมา "เอ่อ… ตรงนี้... ให้ข้าเช็ด... หรือไม่เจ้าคะ"
เมื่อไม่ได้ยินเสียงของชายหนุ่ม นางจึงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าเขายังหลับตาอยู่ ซานเหยาก็เข้าใจว่านั่นคือการอนุญาต นางจึงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดลงไปอย่างเบามือที่สุด
ทว่าสำหรับอาเทียน สัมผัสที่แผ่วเบานั้นกลับเหมือนถ่านไฟที่ถูกจุดขึ้นในร่างกาย ความร้อนที่ไม่ใช่พิษไข้เริ่มก่อตัวจากช่องท้องน้อย ก่อนที่ส่วนนั้นจะเริ่มตื่นตัวอย่างช้า ๆ ตามสัญชาตญาณที่ตนควบคุมไม่ได้
และแล้วซานเหยาก็รู้สึกถึงสิ่งที่เคยอ่อนนุ่มอยู่ใต้ฝ่ามือ มันกำลังเปลี่ยนแปลง มันค่อย ๆ อุ่นขึ้น แข็งขืนขึ้น และขยายขนาดขึ้นมาจนเต็มฝ่ามือ
"อุ๊ย!"
เสียงอุทานหลุดจากริมฝีปากของนางอย่างลืมตัว มือแข็งค้างอยู่ตรงนั้น จนขยับไม่ได้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ส่วนอาเทียนก็ลืมตาขึ้นมาทันที ด้วยความตื่นตระหนกไม่ต่างกัน
ทั้งสองนิ่งเงียบไป จนได้ยินเสียงหัวใจของตนเองดังก้องอยู่ ซานเหยาก้มหน้างุด ไม่กล้ามองสิ่งใดนอกจากผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ แก้มของนางร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาไฟมาจ่อ
นางค่อย ๆ เหลือบตาขึ้นมองเจ้าของร่างช้า ๆ และภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น คือใบหน้าคมคายที่เคยซีดเซียว บัดนี้กลับแดงก่ำไปจนถึงใบหู
"ยัง… ยังไม่เสร็จอีกหรือ" เสียงแหบพร่าของอาเทียนเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
"สะ… เสร็จแล้วเจ้าค่ะ… เสร็จแล้ว" ซานเหยารีบตอบอย่างตะกุกตะกัก แล้วรีบดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบดึงผ้าห่มขึ้นให้จนถึงคอ แล้วก้มหน้างุดซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำของตนเอง ไม่กล้าสบตาเขาอีกเลย จากนั้นก็เดินเอาอ่างน้ำไปเก็บที่ด้านนอกทันที
‘ว้าว… มันใหญ่จริง ๆ ด้วย’ ซานเหยามองมือของตน แล้วคิดถึงสัมผัสในตอนนั้น ก่อนจะขนลุกขึ้นมา
หลายสัปดาห์ผ่านไป อาการของอาเทียนก็ดีขึ้นมาก จนสามารถลุกนั่งและเดินเหินได้เกือบเป็นปกติ ทำให้ซานเหยาไม่ต้องคอยเช็ดตัวให้อีก แต่แทนที่นางควรจะดีใจที่เขากลับมาแข็งแรง แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกเสียดายขึ้นมา
ในช่วงเดือนแรกที่อาเทียนยังคงนอนสลบไม่ต่างจากร่างที่ไร้วิญญาณ ซานเหยาก็ได้สละเตียงเพียงหลังเดียวในกระท่อมให้แก่คนเจ็บ ส่วนตนเองนั้นต้องนอนบนพื้นที่ปูด้วยเสื่อฟางเก่า ๆ ข้างเตียง การนอนของนางในคืนแรก ๆ จึงไม่ใช่การพักผ่อน หากแต่คือการเฝ้าระวัง หูจะคอยฟังเสียงทุกลมหายใจของคนบนเตียง
แต่เมื่ออาเทียนฟื้นคืนสติและร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้น การที่นางยังคงนอนบนพื้นเย็น ๆ จึงทำให้อาเทียนรู้สึกผิดขึ้นมา หลายคืนที่ตื่นขึ้นมากลางดึก จะเห็นร่างเล็กของนางนอนขดตัวอยู่บนพื้นเย็น ๆ ข้างเตียง
จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะที่ลมหนาวของต้นฤดูสารทพัดลอดเข้ามาในกระท่อมแม้จะปิดหน้าต่างแล้วก็ตาม อาเทียนเห็นว่าคงไม่ดีที่จะให้นางนอนอยู่ที่นั่นต่อจึงเอ่ยขึ้น
"อาเหยา… ขึ้นมานอนบนเตียงเถอะ… ข้างล่างพื้นมันเย็น"
"ขะ… ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ… ท่านยังเจ็บอยู่… นอนให้สบายเถอะ" ซานเหยาที่กำลังจะเคลิ้มหลับสะดุ้งเล็กน้อย
"ขึ้นมานอนบนเตียง" มันไม่ใช่คำขอร้อง แต่ก็ไม่ใช่คำสั่ง เป็นเพียงคำพูดที่แฝงความรู้สึกผิดไว้จาง ๆ
"ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้า..."
"เตียงใหญ่พอสำหรับสองคน" อาเทียนกล่าวแทรกขึ้น "และข้าก็ไม่ได้ป่วยหนักเหมือนเดิม" ชายหนุ่มขยับร่างกายไปชิดผนังอีกด้านหนึ่งของเตียง เพื่อเว้นที่ว่างไว้ให้มากที่สุด "อย่าทำเหมือนข้าเป็นคนใจร้ายได้หรือไม่"
คำพูดนั้นทำให้ซานเหยาเถียงไม่ออก นางลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะยอมลุกจากพื้นแล้วค่อย ๆ ขึ้นไปนอนอีกฝั่งหนึ่งของเตียงอย่างเงียบ ๆ และคืนนั้นหญิงสาวนอนแทบไม่หลับ ตัวแข็งทื่อ เมื่อรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากแผ่นหลังกว้างที่อยู่ข้าง ๆ จนได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ และได้ยินเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นรัวแรงอยู่ในอก มันช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวนานเหลือเกิน
