บท
ตั้งค่า

บทที่หนึ่ง

เกือบโดนจับได้

เรือนหลักของแม่ทัพน้อยซ่งเหวินจิ่นในยามเย็นยิ่งเงียบขรึมกว่าเคย แสงอาทิตย์สุดท้ายคล้ายกลืนหายไปกับผืนฟ้าเบื้องหลังแนวกำแพงเมือง เงาเรือนใหญ่ทอดยาวลงบนลานหินแกรนิตจนแลดูเย็นเยียบ

เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นบนเฉลียงเรือน พร้อมกับกล่องไม้ใส่อาหารที่แผ่กลิ่นหอมอบอวลออกมา

เทียนอวิ๋นในคราบของเซี่ยเทียนหรงยกถาดอาหารมื้อเย็นขึ้นประคองในมือสองข้าง ก้มหน้าเรียบร้อยก่อนเอ่ยเสียงต่ำ

“ท่านแม่ทัพน้อยขอรับ ข้าน้อยนำสำรับมื้อเย็นมาให้ขอรับ”

ซ่งเหวินจิ่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือเลื่อนสายตาขึ้นจากม้วนบัญชีรายงาน เสียงของบ่าวข้างกายเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่หูของเขาที่ผ่านการฝึกในสนามรบย่อมไม่อาจมองข้าม

เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนหรี่ตาลง “เสียงของเจ้าเปลี่ยนไป เหตุใดจึงแหลมกว่าเดิมเล็กน้อย ดูเบากว่าทุกวัน”

หัวใจเทียนอวิ๋นเต้นโครมคราม นางก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม รีบตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามปรับให้ทุ้มขึ้นอีก “คงเพราะเจ็บคอนิดหน่อยขอรับ”

ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับยังคงระแคะระคายอยู่ แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมโบกมือให้นางนำอาหารมาวาง

“เจ้าวางสำรับไว้ แล้วไปยืนประจำตำแหน่งเงียบ ๆ ก็พอ หากข้าต้องการสิ่งใดจะเรียกเอง”

“ขอรับ”

เสียงตอบรับของเทียนอวิ๋นแผ่วเบา นางก้าวถอยออกมาไปยืนเงียบที่มุมหนึ่งของห้อง พลางเบนสายตาไปมองเรือนร่างสูงสง่าใต้ชุดสีเข้มของแม่ทัพน้อย

ซ่งเหวินจิ่นขยับมือนิ่งเรียบ จับตะเกียบขึ้นคีบอาหารคำแรกด้วยความสงบ แต่ในดวงตาของหญิงสาวผู้ปลอมตัว กลับมีแววระยิบระยับของความรู้สึกที่เก็บงำไว้ลึกที่สุด

‘เมื่อข้าอายุสิบหนาว...

วันนั้นท่านแม่ทัพน้อยกำลังจะออกประตูจวน ข้าตัวเล็กนิดเดียว วิ่งสะดุดเสาไม้ล้มหน้าคะมำ เขาเห็นเข้ากลับไม่โกรธ ไม่ว่าอะไรแม้แต่น้อยยังหันมายิ้ม แล้วมอบม้ากลไม้ที่ตนเองถือไว้ให้ข้า...’

ดวงตาของนางไหววูบเล็กน้อย

‘ข้าไม่เล่นแล้ว เจ้าเอาไปเถิด’ ตอนนั้นหัวใจข้ารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ทั้งที่เป็นเพียงของเล่นเก่า แต่กลับเป็นของชิ้นเดียวที่ข้าเคยมี’

นางสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนระบายลมหายใจออกทางจมูก ดวงตากลมโตค่อย ๆ เหลือบมองด้านหลังของซ่งเหวินจิ่นอีกครั้ง

เรือนกายของบุรุษผู้นั้นสูงสง่า แผ่นหลังกว้างมั่นคง แม้ในอิริยาบถนั่งรับประทานอาหารยังดูเปี่ยมด้วยอำนาจและระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว เสียงตะเกียบที่เขาคีบลงในถ้วยน้ำแกงยังเบาดั่งไร้เสียง ราวกับฝึกผ่านศึกสงครามมายาวนานจนแม้การเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็ไร้ช่องโหว่

เทียนอวิ๋นมองผ่านแสงตะเกียงแผ่วสลัว คล้ายจะจ้องไล่จากปลายเส้นผมสีเข้มที่ถูกรวบเรียบร้อย ลงไปจนถึงปลายมือข้างหนึ่งที่พักอยู่บนโต๊ะ มือของนักรบผู้ผ่านดินแดนโลหิต และในขณะเดียวกันมือที่ครั้งหนึ่งเคยมอบของเล่นให้เด็กน้อยเช่นนาง

มือบางที่ซ่อนอยู่ในชายเสื้อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว

‘ข้ามิได้เคยฝันอยากเป็นภรรยาของท่านเลย...’

หญิงสาวบอกตัวเองในใจ

‘ข้ารู้ดีว่า... ข้าเป็นเพียงบ่าว ข้าไม่คู่ควรแม้เพียงคิดฝัน ท่านควรมีภรรยาเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์หญิงงามผู้สง่างามที่คู่ควรกับท่านทั้งยศฐาและบารมี’

นางสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนระบายลมหายใจออกทางจมูกอีกครั้ง

‘สองเดือนนี้... ข้าขอเพียงได้ตอบแทนบุญคุณท่านเงียบ ๆ ได้อยู่รับใช้ใกล้ ๆ เห็นแผ่นหลังของท่านในทุกวัน ได้ทำหน้าที่บ่าวอย่างเต็มกำลัง ก่อนจะกลับไปเป็นเทียนอวิ๋นที่เป็นเพียงเงาในความทรงจำท่านเท่านั้น’

ยามเช้าเมืองเฟิ่งซี แสงแดดบางเบาส่องลอดแนวระแนงไม้ของเรือนแม่ทัพใหญ่เข้ามาในเรือนหลัก

สำหรับบ่าวคนใหม่ข้างกายท่านแม่ทัพน้อยตัวปลอมแย่งนางแล้ว วันนี้นับเป็นวันเริ่มต้นของหน้าที่อย่างแท้จริง

เทียนอวิ๋นลุกขึ้นแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี จัดแจงเสื้อผ้าท่านเจ้านาย เตรียมน้ำล้างหน้า ปูเสื่อ ปัดฝุ่น ขนของจากเรือนข้างเคียง และจัดระเบียบสาวใช้ที่เข้ามาคอยดูแลเรื่องเรือนกายและอาหารของแม่ทัพน้อยด้วยท่าทีคล่องแคล่ว ถึงนางจะปลอมตัวเป็นบุรุษ แต่ท่วงท่าไม่เคอะเขิน ความคล่องแคล่วนั้นลื่นไหลอย่างน่าประหลาด

เนื่องจากนางเติบโตมาในเรือนบ่าว ได้รับการอบรมจากมารดาผู้เคยดูแลเรือนในจวนใหญ่มาตั้งแต่ยังเด็ก มือไม้จึงคล่องแคล่ว ตาไว รู้ว่าอะไรควรจัด อะไรควรถอย ทั้งยังกลบเกลื่อนความเป็นหญิงได้อย่างแนบเนียน

และแม้จะต้องคอยหลบสายตาเพื่อนบ่าวอื่น ๆ ที่มักแอบส่งสายตาชวนสงสัย นางก็ยังประคองกิริยาได้อย่างแนบเนียน

กระทั่งช่วงเย็นย่ำของวันนั้น ท่านแม่ทัพน้อยเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ระหว่างม้วนแขนเสื้อให้

“คืนนี้ ข้าจะไปหอเมฆหยก เจอกับพวกอวิ้นหลาง เจ้าตามไปด้วย”

“ขอรับ” นางตอบรับเสียงนิ่งเรียบ

เวลาไม่นานนัก รถม้าราชการของจวนแม่ทัพก็มาหยุดลงหน้าหอเมฆหยกที่ประดับด้วยโคมแดงรูปเมฆทองลอยไหวตามลมเย็น เสียงพิณอ่อนโยนลอยแว่วมาจากด้านใน กลิ่นสุราและกลิ่นดอกเหมยผสมปนกันในอากาศ

เทียนอวิ๋นเดินตามซ่งเหวินจิ่นอย่างไม่ให้ห่าง เว้นระยะห่างพอเหมาะ สายตากวาดไปรอบด้านอย่างระวัง

เมื่อเข้าไปถึงชั้นสองของหอ ภายในห้องรับรองหรูที่จองไว้ล่วงหน้า เสียงหัวเราะก็ลอยมาแต่ไกล

ห้องรับรองชั้นสองของหอเมฆหยกตกแต่งด้วยผ้าผืนโปร่งบางลวดลายเมฆเงินที่ปลิวไหวตามลม กลิ่นเครื่องหอมจาง ๆ ลอยฟุ้งอยู่ทั่วห้อง รอบโต๊ะกลมกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารเลิศรส เหล้ารสดี และเสียงหัวเราะของเหล่าคุณชายที่กำลังสนุกสนานกันไม่ขาด

ทันทีที่ซ่งเหวินจิ่นก้าวเข้าไปในห้อง ทุกคนในกลุ่มก็ลุกขึ้นทักทายอย่างคึกคัก

“เหวินจิ่น คิดว่าคืนนี้เจ้าจะเบี้ยวนัดเสียแล้ว” คุณชายเว่ยอวิ้นหลางทักพร้อมตบบ่าเบา ๆ

“นานทีปีหนจะออกจากเรือน พวกข้าเกือบพนันสุราแล้วนะว่าเจ้าคงมัวตรวจรายงานจนลืมพวกข้า” หลินไห่เจินยิ้มกว้าง

ขณะที่เสียงพูดคุยดำเนินไป มีคุณชายจูหรงเหวินซึ่งมักนิ่งเงียบเป็นทุน เหลือบสายตามองเลยหลังของซ่งเหวินจิ่นไปเห็นร่างของบ่าวผู้ติดตามที่เดินตามหลังมาอย่างเงียบงัน

“หืม?” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “วันนี้เจ้าพาบ่าวคนใหม่มาหรือ ข้ารู้สึกไม่คุ้นเอาเสียเลย...หน้าตาหวานเชียว”

คำพูดนั้นทำเอาคุณชายไป๋จิ่นโหวซึ่งกำลังยกจอกสุราถึงกับสำลัก ก่อนหัวเราะพรืด

“จริงสิ ข้าก็นึกว่าเป็นบ่าวจากหอในของหอเมฆหยกเสียอีก ริมฝีปากแดงเชียว”

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน ทำให้เทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้านายสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าซึ่งถูกแสงโคมบังไว้บางส่วน พลันร้อนผ่าวอย่างไม่อาจห้าม

นางรีบก้มหน้า ถอยเท้าเล็กน้อยไปอยู่ข้างฝาในระยะที่ห่างกว่าเดิม สีหน้าเรียบเฉยถูกปั้นไว้อย่างเงียบงัน แต่มือสองข้างกลับกำแน่นอยู่ใต้ชายแขนเสื้อ

ซ่งเหวินจิ่นหันมามองบ่าวของตนเองตามสายตาเพื่อน ร่างสูงของเขาเบี่ยงเล็กน้อย พลันหรี่ตามองใบหน้าภายใต้เงาโคมอีกครั้ง

สายตาของเขาไล่ไปตั้งแต่เรือนผมที่ถูกรวบเรียบ เสื้อผ้าที่สวมอย่างเป็นระเบียบ ยันท่วงท่าการยืนที่แม้จะดูสงบเสงี่ยม แต่กลับมีบางสิ่งบางอย่าง...แปลกประหลาดจนยากอธิบาย

หากแต่ยังไม่ทันได้ถามหรือลงรายละเอียดให้มากกว่านี้ มือของเว่ยอวิ้นหลางก็แตะบ่าเขาแล้วลากไปยังเบาะนั่งที่ว่างอยู่

“ช่างเรื่องบ่าวเจ้าเถอะ ข้าแค่พูดเล่น ท่านแม่ทัพน้อยของพวกเรามาที่นี่ทั้งที คืนนี้ต้องเป็นเจ้าที่รินให้พวกข้าแล้ว!”

“หึ...” ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้ขัด เพียงทอดสายตามองบ่าวตนอีกครั้งอย่างครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วจึงปล่อยให้เพื่อนผลักไปนั่งลง

ไม่นานหลังจากนั้น สตรีนางหนึ่งในชุดผ้าแพรโปร่งบางก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมคณิกาอีกสองสามนาง พวกนางส่งยิ้มพรายเข้ามาล้อมรอบโต๊ะ เหยาะยิ้ม พลิ้วมือรินสุรา ถวายถ้วย ยื่นจอก ชวนหัวเราะเบา ๆ พร้อมคำพูดล้อเลียนกันตามธรรมเนียมในงานสังสรรค์ของเหล่าคุณชาย

แสงโคมแดงสลัวที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะสะท้อนภาพบุรุษหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่หัวเราะพูดคุยกับสตรีงาม และบ่าวผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เงียบงันในเงามืดข้างฝาห้อง

เทียนอวิ๋นเพียงยืนนิ่ง คอยจับตาเงียบ ๆ ว่าผู้เป็นนายต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม แม้หัวใจจะเต้นไม่เป็นจังหวะจากคำล้อเลียนเมื่อครู่ ทว่าร่างกายยังคงยืนนิ่งดั่งเงา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel