บทที่สี่
ช่วยข้าด้วย ????????18+
มือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนลงไปคว้าแท่งหยกที่ร้อนจัด ร้อนราวกับเพิ่งหล่อออกจากเตาเปลวไฟ ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยยามที่ฝ่ามือหยาบของตนเคลื่อยขยับขึ้นลงช้า ๆ โดยไร้ซึ่งแบบแผนเนื่องจากหวังเพียงเพื่อระบายความร้อนในร่างที่กำลังแผดเผาตอนนี้
เสียงหอบดังสม่ำเสมอ หยาบกระด้างและติดขัด สะท้อนก้องในห้องเงียบงันทุกจังหวะ กลืนกับเสียงผิวเนื้อเสียดสีที่เบาแต่คมชัด จนไม่อาจหลีกหนี
เทียนอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของนางซีดขาวก่อนแดงซ่านขึ้นแทบจะทันทีที่เห็นภาพนั้น
นางควรหลบตา ควรหันหลังหนี...
แต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับปลายเท้าถูกตรึงไว้กับพื้น
ภายในร่างของนางเองก็วูบไหวไม่ต่างกัน ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบจากท้องน้อยไปจนถึงบุปผาใจกลางกาย
ร่างกายที่เคยสงบกลับเกิดอาการสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุ
มันไม่ใช่เพียงความเขินอาย แต่มันมากกว่านั้น
มันลึกซึ้งยากจะอธิบาย
มือบางเลื่อนลงกดเบา ๆ ที่หน้าท้องตนเอง หวังกลบความปั่นป่วนใต้ผิวเนื้ออุ่นวาบ ในถ้ำบุปผาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับมีแรงเต้นเป็นจังหวะบีบรัดอยู่ภายใน จนท่อนขาของนางต้องเบียดเข้าหากันโดยมิรู้ตัว
“ท่านแม่ทัพ…” เสียงนางแผ่วเบา คล้ายลมหายใจในฤดูหนาว
อีกฝ่ายยังไม่หยุด เขายังคงชักนำมือของตนผ่านแท่งหยกนั้นอย่างลนลาน ร่างสูงนั้นสั่นเทา สะท้านด้วยแรงปรารถนาจนเงาไหวสะท้อนอยู่บนฝาไม้
ทว่า… ดวงตาคมที่เคยเงียบงัน เยือกเย็นเสมอเวลา ยามนี้กลับเปิดขึ้นช้า ๆ และมองตรงมายังอีกคนในห้อง
มองตรงมาที่นาง เพียงนางเท่านั้น
เทียนอวิ๋นสะดุ้งวูบ หากแต่ไม่อาจขยับกายหนีได้แม้เพียงครึ่งก้าว
แววตาของซ่งเหวินจิ่นฉ่ำปรือ ราวกับไม่รู้แม้กระทั่งสิ่งที่ตนทำ แต่ดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความร้อนแรงที่แทบจะหลอมละลายสติของนาง
"ช่วยข้าด้วย..."
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาสั่นระริก ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยแต่มั่นคงขณะก้าวเข้าไปใกล้
นางทรุดตัวลงตรงหน้าเขา ไม่หลบสายตาอีกต่อไป ความละอายยังคงมีอยู่ ทว่าแรงปรารถนาอันซ่อนลึกยิ่งกว่าสิ่งใดได้แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่ไม่อาจหักห้าม
มือน้อยเอื้อมออกไปช้า ๆ
ลำแท่งหยกชี้โด่ตรงหน้านั้นร้อนจัด ราวกับโลหะที่เพิ่งผ่านไฟ นางเริ่มสัมผัสมันเบา ๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังบรรจงสัมผัสหยกแท่งงามที่ไม่อาจแตะต้องด้วยแรงมากไปกว่านี้ได้ด้วยกลัวมันจุบุปสลาย
เสียงครางต่ำแผ่วลอดจากลำคอของบุรุษผู้นั้น คล้ายเสียงพิณที่ดีดด้วยปลายนิ้วเปลือย
เขากระตุกเบา ๆ ปลายเท้าเกร็ง นางจึงบีบมือน้อยลงนิด แล้วขยับมือไปอย่างที่คิดว่าคงช่วยปลดความอึดอัดนั้นให้เขาได้บ้าง
เมื่อเห็นว่าเสียงของเขาเปลี่ยนไป เป็นทุ้มต่ำ สั่นสะท้านกว่าก่อนหน้านั้น นางก็ยิ่งแน่ใจ
และแล้ว…
หญิงสาวค่อย ๆ โน้มกายเข้าใกล้ ใช้ริมฝีปากแตะเบา ๆ บนหัวบานฉ่ำของแท่งหยกยักษ์นั้น
ราวกับลิ้นของนางเป็นหมอกเย็นในยามเหมันต์เย็นที่หยดลงบนผิวหยกแดงจัดที่กำลังร้อนระอุ
เสียงครางจากในอกเขาแปรเปลี่ยนอีกครั้ง ทุ้มต่ำ… กระชั้นมากขึ้น หายใจเข้าออกถี่รัว
มือใหญ่สั่นเล็กน้อยขณะวางบนศีรษะของนาง
แม้จะไม่ออกแรงนัก ทว่าน้ำหนักนั้นมากพอให้หญิงสาวเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร
เทียนอวิ๋นกะพริบตาช้า ๆ ดวงหน้าแดงจัดไปถึงข้างหู ลมหายใจตื้นและติดขัด แต่มือนางกลับแนบแน่นบนต้นขาเขา ยอมรับการนำโดยไม่กล่าวคำปฏิเสธ
ร่างสูงที่เคยมั่นคง บัดนี้สั่นระริกไปทั้งร่าง ขยับสะโพกเข้าหาโพรงปากสตรีตรงหน้าอย่างไม่อาจฝืน
สะโพกแน่นด้วยกล้ามเนื้อของนักรบผลักดันหยกแท่งร้อนเข้าออกในโพรงบุปผาอุ่นชื้นที่นางยอมเปิดรับ
ครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับเพลิงในร่างจะมอดเพียงได้สัมผัสกับหมอกแห่งหยาดพิรุณ
“อ่อก อ่อก”
“แฮ่ก อ่า~”
เสียงหอบของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทุกการเคลื่อนไหวส่งเสียงกระทบเป็นจังหวะเบา ๆ
มือข้างหนึ่งของเขาเลื่อนไปด้านหลังศีรษะนาง นิ้วเรียวยาวรั้งกลุ่มผมที่หลุดลุ่ยเบา ๆ จนศีรษะของหญิงสาวแนบลงพอดีกับทิศทางของแท่งหยกที่ขึงตึงแน่น
เทียนอวิ๋นเหลือบตาขึ้นไปมองชายหนุ่มตรงหน้า เจ้านายที่ตนเคยเคารพจากไกล ๆ บัดนี้กำลังครางและมองสบตากับนางอย่างร้อนแรงตรงหน้า
สีหน้าเขายามนี้ดูอ่อนโยนกว่าทุกเมื่อที่นางเคยเห็น
นางจึงบรรจงเคลื่อนไหวเรียวลิ้นอ่อนนุ่มภายในโพรงปากอย่างตั้งใจ
ค่อย ๆ ไล้เลียยอดหยกแดงจัดตรงหน้า ราวกับฝึกมาแรมปี ทั้งที่ความจริงไม่เคยทำกับผู้ใดเลยสักครั้ง
หยกแท่งนั้นกระตุกแผ่วในโพรงปากของหญิงสาวเป็นระยะ ๆ ทุกครั้งที่เรียวลิ้นแตะต้องตรงจุดอ่อนไหว
เสียงครางในลำคอของบุรุษดังกว่าก่อน เสียงหายใจหนักกระชั้น มือที่กดอยู่ด้านหลังศีรษะสั่นระริกและรั้งแน่นขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นสูงเรื่อย ๆ
นางไม่ได้ผละออก ไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว ทุกสัมผัสที่มอบให้เขานั้นมาจากความตั้งใจ ไม่ใช่หน้าที่
กลิ่นกายของบุรุษผู้นี้อบอวลอยู่ในจมูกของนาง ปนเปกับกลิ่นเหงื่อ กลิ่นไฟราคะ กลิ่นอุ่นของคนผู้ตกอยู่ในห้วงปรารถนา
และในที่สุด...
เสียงหอบนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงต่ำในลำคอ เสียงที่แทบจะกลั้นไม่ไหว สะโพกแน่นกระตุกครั้งสุดท้าย ก่อนที่แท่งหยกที่ตึงแน่นจะสั่นเบา ๆ แล้วปลดปล่อยแรงที่สะสมไว้อย่างยาวนาน
สายน้ำนั้นพุ่งพล่านด้วยแรงของคนที่เกือบสิ้นใจ สีขาวขุ่นอุ่นจัด ไหลผ่านโพรงปาก ลงสู่ลำคอ และไหลเอ่อล้นออกมาเปรอะเปื้อนริมฝีปากนางจนหยาดหยดหนึ่งไหลเคลื่อนลงสู่ปลายคาง
เทียนอวิ๋นหลับตาลงรับทุกสิ่ง ไม่ปริปากพูด ไม่แม้แต่จะปาดน้ำตาที่คลออยู่ในหางตา
มือของนางเลื่อนขึ้นแตะเบา ๆ ที่ต้นขาของเขา ประคองเขาจนหยกแท่งนั้นเอนตัวลง...เหมือนดาบที่เพิ่งฟาดฟันจนสุดแรง
เงียบ…
ทั้งห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจที่เริ่มช้าลงของชายหนุ่มที่กำลังค่อย ๆ ฟื้นจากเงามืดของพิษกำหนัดในกาย
