ตอนที่ 1
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้จริงๆ หรอกว่าหลังความตายมีสิ่งใดรออยู่ เว้นเสียแต่คนผู้นั้นจะพานพบกับตัวเองจริงๆ จะเป็นความว่างเปล่าก็ดี จุดสิ้นสุดของทุกสิ่งก็ดี หรืออาจจะมีโลกอีกใบซึ่งรออยู่ คำตอบเหล่านั้นล้วนต้องเผชิญด้วยตัวเองจึงจะรู้แจ้ง ไม่มีใครสามารถกลับมาบอกเล่า ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่เคยได้รับการบอกเล่านั้นถูกต้อง เป็นความจริง หากอยากรู้ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับมันด้วยตัวเองทั้งสิ้น
ฉินหร่วนเหอ...นั่งมองสิ่งต่างๆ รอบตัวที่คล้ายมี คล้ายไม่มี เมฆหมอกหนาทึบ ความเย็นเยียบบาดผิว ความทรงจำสุดท้ายคือแสงไฟจากหน้ารถยนต์ที่สาดวาบขณะเดินข้ามถนน หลังจากนั้นตัวหญิงสาวเองก็มาโผล่ที่นี่ สถานที่โล่งกว้าง ไร้แสง ไม่มีผู้อื่น ไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้น ข้างขายล้วนว่างเปล่า ไม่รู้วัน ไม่รู้เวลา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว ลึกๆ แม้ตระหนักว่าตัวเองคงตายไปแล้ว แต่ใจหนึ่งก็คล้ายมีความหวัง เพราะหากตายไม่ใช่ว่าทุกอย่างน่าจะจบสิ้น ต้องไม่มีความรู้สึก แต่นี่หญิงสาวเองกลับยังคงรู้สึก...หนาวเหน็บ
เสียงร่ำไห้ดังขึ้นไม่ไกลนัก... “ใครน่ะ?” หร่วนเหอพยายามเดินไปยังทิศทางของเสียง ทว่าไม่ว่าจะเดินไปเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นเจ้าของเสียงร่ำไห้ที่น่าสงสารนั่น เมื่อเดินจนเหนื่อยก็เลือกที่จะยอมแพ้ “ทำไมคุณร้องไห้ได้น่าเศร้าจัง เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
ไม่คิด...มีคนตอบกลับมาจริงๆ “ข้ากำลังเศร้า ไม่สิ ข้ากำลังเคียดแค้น ข้าเกลียด เกลียดทุกสิ่ง เกลียดคนที่ทำให้ข้ารู้สึกเศร้า เสียใจ รู้สึกว่าชีวิตข้าไม่ได้รับความยุติธรรม”
ฉินหร่วนเหอถอนหายใจออกมาเบาๆ “ไม่ใช่ว่าต้องปล่อยวางแล้วหรือไง”
“เพราะอะไรต้องปล่อยวาง”
“ก็เรา...ตายแล้ว?”
อีกฝ่ายเงียบไปนานมาก นานจนหญิงสาวคิดว่าอีกฝ่ายคงจากไปแล้ว “รู้ อะไรหรือไม่” ตอนที่อีกฝ่ายส่งเสียงหญิงสาวแทบสะดุ้ง “อะไร” แต่ก็ยังถามกลับไป
“ตอนข้าอายุได้เพียงสิบสาม มารดาของข้าสิ้นใจจากไป ตัวข้าถูกรับเข้าสำนักปราชญ์ ได้รับการชื่นชมจากหัวหน้าสำนักปราชญ์ว่าเป็นยอดสตรีในหมู่สตรีนับหมื่นในเมืองหลวง ไม่ว่าจะเล่นหมาก แต่งกลอน คัดอักษรข้าล้วนเป็นเลิศ ตอนอายุสิบห้าบิดาอยากรับข้ากลับจวน ข้าไม่กลับเพราะในใจหมายแต่งให้ศิษย์พี่ ด้วยคาดหวังว่าข้าจะได้เป็นหนึ่งสตรีที่เคียงข้างหนึ่งปราชญ์ยอดคน”
“แล้วไม่สมหวัง?” หญิงสาวถาม
อีกฝ่ายถอนหายใจ “สมหวังสิ ข้าได้แต่งให้เข้าสมปรารถนา ปีนั้นหลังปักปิ่นข้าปฏิเสธที่จะกลับเข้าตระกูล ปฏิเสธบิดาที่อยากรับข้ากลับตระกูล รั้งอยู่ที่สำนักปราชญ์ดังตั้งใจ หลังปักปิ่นจึงแต่งให้ศิษย์พี่และได้เป็นฮูหยินของเขา”
“แล้วเกิดอะไรขึ้น สมปรารถนาแล้วเหตุใดไม่มีความสุข”
“ข้าอ่อนต่อโลกเกินไป ในใจของข้าปักใจในตัวศิษย์พี่ เชื่อใจเขาโดยไม่เคยกังขา ไม่เคยคิดสักนิดว่าตลอดหลายปีที่รู้จักกัน แท้ที่จริงล้วนเป็นการหลอกลวง เขาช่าง...เล่นละครตบตาผู้คนได้เก่งกาจเหลือเกิน จนแม้แต่ข้าเองก็ไม่สงสัยสักนิด เขาแสร้งทำเป็นรักข้า ห่วงใยข้า หวงแหนข้า ทำเพื่อข้าแทบทุกอย่าง ทั้งที่ความจริงแล้วในใจของเขามีสตรีอื่น ปีนั้นข้าตั้งครรภ์เขากลับพาศิษย์พี่ที่เป็นสตรีนางหนึ่งกลับมา บอกว่าอีกฝ่ายกำลังตั้งครรภ์หากเขาไม่รับเป็นบิดา ศิษย์พี่ผู้นั้นก็จะถูกจับถ่วงน้ำ ข้าเชื่อใจเขาจึงยอมให้เขารับนางเป็นอนุ รับเด็กคนนั้นเป็นบุตร กระทั่งมารู้ทีหลังว่าพวกเขาต่างหากคือคู่รักที่พลัดพราก เขาแต่งกับข้าก็เพราะข้าเป็นหลานสาวของยอดปราชญ์แห่งยุค ฐานะของข้าจะช่วยปูทางให้เขาในสำนักปราชญ์”
เสียงสะอื้นดังขึ้นอีกครั้ง “ข้า...โง่งมเหลือเกิน เห็นพวกเขาสนิทสนม เห็นสามีเมตตาต่อสตรีอื่น ข้ากลับยังเชื่อใจเขาไม่หวาดระแวงเขาสักนิด กระทั่งตอนที่ข้ากำลังเจ็บท้องจะคลอด ข้ามองหาเขา หวังว่าเขาจะมาอยู่ข้างกายข้า นึกไม่ถึง...”
“อะไร เกิดอะไรขึ้น” ฉินหร่วนเหอเอ่ยถาม
“สาวใช้บอกว่าสามีของข้าไปเฝ้าอยู่ที่ห้องอีกห้อง สตรีผู้นั้นเองก็กำลังเจ็บท้องใกล้คลอด...”
ฉินหร่วนเหอพลันรู้สึกโกรธขึ้นมา “สารเลว!”
เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง “ข้า...คลอดยาก หมอที่ทำคลอดเองก็มาถึงช้า กระทั่งได้ยินว่าหมอที่ทำคลอดถูกส่งไปอีกห้อง สามีของข้าเป็นคนลากเขาไปด้วยตัวเอง เสียงเย็นชาของเขาทำให้ข้าเคียดแค้นยิ่งนัก เขากล่าวกับหมอว่าข้าไม่เป็นอะไรหรอก ก็แค่เรียกร้องความสนใจไปอย่างนั้น ไม่ได้จะคลอดตอนนี้เสียหน่อย”
“บ้าเอ้ย! ผู้ชายสารเลวนั่น...”
เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นอีก “ตอนมีคนเข้ามาในห้องข้ายังหวังว่าเป็นเขา แต่ที่ไหนได้กลับเป็นแม่นมที่สามีของข้ารับเข้ามา นางจับข้ากรอกยา ข้าไม่อาจขัดขืนจนดื่มไปจนหมดจึงรู้ว่ายานั่นยิ่งทำให้ข้าเสียเลือดมาก พวกเขาคิดจะให้ข้า...คลอดยากจนสิ้นใจ!!”
ฉินหร่วนเหอถึงกับพูดไม่ออก
“เจ้าว่าข้าควรเคียดแค้นหรือไม่”
นอกจากถอนหายใจแล้วยังจะทำอะไรได้อีกละ “ในเมื่อมันผ่านไปแล้ว เราปล่อยวางดีหรือไม่”
“ปล่อยวาง? จะให้ข้าปล่อยวางได้อย่างไร พวกเขาสังหารข้า สังหารลูกในครรภ์ของข้าที่ยังไม่ทันมีโอกาสได้มีชีวิต!”