บทที่แล้ว :ตอนที่ 7 งานหมั้นกลายเป็นงาน...3
บทที่แล้ว :ตอนที่ 7 งานหมั้นกลายเป็นงาน...3
สถานที่นัดพบของจางหลีไห่กับหลี่เลี่ยงหลิงคือโรงน้ำชาเล็กๆในตัวเมืองกว่างอัน หญิงสาวตัวเล็กสะพายกระเป๋าผ้าที่ใส่รูปแบบกล่องกระดาษหลากหลายขนาดเข้ามาในโรงน้ำชาที่มีผู้คนบางตา เนื่องจากโรงน้ำชาแห่งนี้รับลูกค้าที่เป็นคนของทางการเท่านั้น ประชาชนทั่วไปยังไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้บริการร้านเช่นนี้
“สวัสดีครับ” คนงานในร้านออกมาต้อนรับหญิงสาวที่เดินเข้ามาอย่างสุภาพ
“มาพบคุณจางหลีไห่” หลี่เลี่ยงหลิงกล่าวเสียงเรียบนิ่ง คอระหงตั้งตรง แผ่นหลังยืดผายตามฉบับสตรีผู้ดี หากไม่ทำเช่นนี้เกรงว่าเธอคงถูกโยนออกไปตั้งแต่ไม่ทันอ้าปาก
“เชิญทางนี้ได้เลยครับ คุณจางอยู่ด้านในแล้ว” คนงานหนุ่มผายมือเชิญหญิงสาวใบหน้างดงามให้ตามไปยังห้องส่วนตัวเล็กๆที่มีเตรียมไว้สำหรับข้าราชการผู้ใหญ่ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการพูดคุยหารือ
ทางเดินเล็กๆตกแต่งหรูหราด้วยเครื่องลายครามและหยกสลักมงคล เดินเพียงแค่ไม่กี่สิบก้าวก็พบกับประตูไม้บานใหญ่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“คุณหลี่มาถึงแล้วครับ” คนงานชายเอ่ยบอกคนด้านในเพื่อเป็นการขออนุญาต
แอด....
ดวงตากลมโตกวาดมองภายในห้องก็พบสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่ภายในข้างๆกับคุณลุงจางหลีไห่ หญิงสาวคาดเดาว่าสตรีผู้นั้นคงเป็นภรรยาที่รักยิ่งของคุณลุงจาง
“สวัสดีค่ะคุณลุงจาง และเอ่อ....” หลี่เลี่ยงหลิงกล่าวทักทายผู้ใหญ่ด้วยใบหน้าใสซื่อดูน่าเอ็นดูจนหญิงวัยกลางคนที่ช่างดูบอบบางถึงกับยิ้มกว้างกับความน่ารักสมวัยของสตรีคราวลูกคราวหลานตรงหน้า
“เรียกป้าหลิวเถอะจ้ะ ป้าชื่อ ‘หลิวซีอิ๋ง’”หญิงวัยกลางคนที่แม้จะดูอ่อนแอแต่คำพูดก็ยังฉะฉาน
“ค่ะ คุณป้าหลิว” หญิงสาวรับคำตามนั้น และสังเกตคุณป้าหลิวผู้นี้ที่ค่อนข้างซีดเซียวเหมือนคนที่มีภาวะโลหิตจาง
“เอาล่ะๆ มัวแต่ทักทายกัน นั่งลงก่อนเถอะ”
หลี่เลี่ยงหลิงนั่งลงตามคำเชิญโดยมีคนงานชายเป็นคนเลื่อนเก้าอี้ให้อย่างมีมารยาท เธอหันไปขอบคุณเขาเบาๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะหมุนตัวจากไปอย่างเงียบเชียบเพื่อให้ลูกค้าได้มีเวลาส่วนตัว
หญิงสาวนำกระเป๋าผ้าที่ใส่กล่องกระดาษที่ยังไม่ขึ้นรูปมาวางบนโต๊ะ และหยิบของทั้งหมดออกมาซึ่งเป็นกล่องขนาดแตกต่างกัน มีตั้งแต่ไซส์เล็ก S – XL เพราะไซส์ใหญ่กว่านั้นถือค่อนข้างลำบาก เธอจึงไม่นำออกมาให้ดูเป็นแบบอย่าง
“นี่คือตัวอย่างกล่องกระดาษที่ครอบครัวหลี่ใช้ในการขายไข่ค่ะ ก่อนหน้านั้นมีเพียงสองขนาดเท่านั้น แต่เมื่อคุณลุงจางสนใจ จึงทำเพิ่มอีกหลายขนาดเพื่อเหมาะกับการใช้งานมากขึ้น คุณลุงจางและคุณป้าหลิวดูตัวอย่างได้เลยค่ะ ” หลี่เลี่ยงหลิงเลื่อนตัวอย่างกล่องที่ยังไม่ขึ้นรูปไปด้านหน้าเพื่อให้ว่าที่หุ้นส่วนได้ดูอย่างละเอียด
“กระดาษนี้หนาและเนื้อละเอียดมาก ไม่ทราบว่าซื้อที่ไหนหรือ” หลิวซีอิ๋งแม้จะดูอ่อนแอไปสักหน่อย แต่เดิมครอบครัวก็มีฐานะที่ไม่ธรรมดาและอยู่ในวงสังคมที่สูง สิ่งของสูงค่ามากราคาย่อมเคยสัมผัสมาหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเห็นกระดาษเช่นนี้มาก่อน
“ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ เป็นกระดาษที่ในครอบครัวหลี่ทำขึ้นมาเอง ส่วนวิธีการทำนั้นก็สืบทอดมาจากตระกูล แต่หลังๆมาก็ดัดแปลงจนทำให้ได้กระดาษที่เนื้อละเอียดขึ้น” หญิงสาวพูดปดอย่างลื่นไหล แม้ตัวเธอจะรู้วิธีการทำกระดาษชนิดนี้ แต่ก็ยังไม่เคยลองด้วยตัวเองสักครั้ง
“ทำเองเลยหรือ ช่างน่าสนใจจริงๆ” จางหลีไห่แววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที และคิดในใจว่าหากเขาได้สินค้าชนิดนี้มาขายละก็...จะต้องสร้างกำไรมหาศาลอย่างแน่นอน
“หากคุณลุงจางสนใจจริงๆก็ไม่ยากเลยค่ะ” หลี่เลี่ยงหลิงนำเอกสารที่เธอเขียนร่างด้วยมือขึ้นมา ซึ่งเป็นสัญญากการค้าที่ดูอย่างไรก็กำไรทั้งสองฝ่าย
‘อ่า...เป็นเด็กสาวที่น่าสนใจจริงๆ หากมีลูกชายสักคนคงจะดี’ จางหลีไห่เมื่อเห็นสัญญาการค้าก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ยิ่งเมื่อได้อ่านเนื้อความในสัญญาก็พอใจกับความเฉลียวฉลาด และรัดกุมรอบคอบของอีกฝ่ายมาก เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะได้กำไรแล้ว เขาก็ยังคงได้เช่นกัน
การพูดคุยการค้ายังคงพูดกันยาวนาน เพราะนอกจากจางหลีไห่อยากได้ของมาขายแล้ว เขายังอยากผลิตกระดาษชนิดนี้อีกด้วย ซึ่งอย่างหลังหญิงสาวยังไม่ตอบตกลง และขอเข้าไปดูโรงงานผลิตของทางจางหลีไห่อีกด้วยว่าสามารถผลิตกระดาษชนิดนี้ได้หรือไม่
หลังจากเซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้วทั้งสามก็ยังพูดคุยจิปาถะกันพักใหญ่ รวมถึงนัดหมายการส่งสินค้าครั้งแรก ที่จะทดลองจำหน่ายแต่ละไซส์ 1,000 กล่อง เรียกได้ว่าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หลังจากรับสินค้าครั้งแรกก็ดูแนวโน้มตลาดว่ามีความสนใจมากน้อยเพียงใดจึงจะสั่งเป็นครั้งที่สอง
“เลี่ยงหลิงขอเสียมารยาทถามคุณป้าหลิวได้หรือไม่คะ ว่าคุณป้าหลิวป่วยไข้ด้วยโรคอะไร” หลี่เลี่ยงหลิงที่รู้สึกเห็นใจหญิงวัยกลางคนเหลือเกิน หากพอจะช่วยเหลือได้ก็อยากจะช่วย
“ได้สิ ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกจ้ะ” หญิงวัยกลางคนยิ้มบางเบา แววตาไม่ได้เศร้าหมองอย่างที่คิดแต่มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความสุข
“ให้ผมเล่าเองดีกว่า เดี๋ยวคุณจะเหนื่อยเกินไป” จางหลีไห่ที่เริ่มเห็นความซีดเซียวบนใบหน้าภรรยาก็กอบกุมมือบางเอาไว้ ก่อนจะหันไปทางหญิงสาวที่ถามขึ้นมา และเขาก็คิดว่าหญิงสาวที่แสนพิเศษคนนี้อาจจะสามารถช่วยภรรยาของเขาได้ ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดเขาถึงคิดเช่นนั้น
“ค่ะ” หลิวซีอิ๋งพยักหน้าช้าๆ มองสบตาสามีที่รักและหวังดีกับเธอตลอดมา
“จริงๆแล้ว หมอไม่เคยมีคำตอบในเรื่องนี้มาเลย บอกแค่ว่าเป็นภาวะที่บกพร่องเกี่ยวกับเลือด ลุงกับป้าจึงทำได้เพียงบำรุงร่างกายตามตำรับยาโบราณเท่านั้น”
หลี่เลี่ยงหลิงได้ยินก็ขมวดคิ้วมุ่น แพทย์สมัยนี้วิเคราะห์โรคแบบขวานผ่าซากอย่างนี้เลยหรือ เป็นเช่นนี้แล้วผู้ป่วยจะมีชีวิตรอดได้ยังไงกัน
“แล้วคุณป้าหลิวเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ หนูไม่ใช่อยากจะละลาบละล้วงแต่...เมื่อก่อนคุณย่าก็เคยมีอาการเช่นนี้และการรักษาก็ไม่ยากเลย” สิ้นคำพูดของหลี่เลี่ยงหลิง ชายหญิงวัยกลางคนเบื้องหน้าก็คล้ายจะตื่นเต้นราวกับมีความหวังขึ้นมา
“จะ...จริงๆหรือ ป้าเพิ่งมีอาการอ่อนแอลงเมื่อราวสองสามปีก่อนนี้เองจ้ะ แล้วก็ไม่หายอีกเลย” ปลายเสียงของคุณป้าหลิวเศร้าสลดไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีมือหนาของสามีคอยบีบให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา
‘ช่างเป็นสามีภรรยาที่รักกันเหลือเกิน ไม่น่ามาเจอเรื่องแบบนี้เลย’
