ตอนที่ 3 ปรับปรุงบ้านใหม่2
ตอนที่ 3 ปรับปรุงบ้านใหม่2
เส้นผมที่แห้งกรอบจากการขาดสารอาหารและขาดการบำรุง เมื่อโดนแชมพูแบรนด์ดังก็นุ่มชุ่มชื้นขึ้น ผิวที่เริ่มแห้งกร้านมีจะยังคงความขาวแต่กลับไม่ใสอย่างที่ควร แต่เมื่อได้ชำระล้างความสกปรกที่สะสมออกก็กระจ่างใสขึ้นเล็กน้อย
“ขาดการบำรุงมานานก็คงต้องใช้เวลาสินะ” หลี่เลี่ยงหลิงมองดูผิวพรรณของตัวเองก็เจ็บช้ำเล็กน้อย เพราะร่างนี้เหมือนกับเธอเมื่อก่อนแทบจะทุกสัดส่วน ดังนั้นเธอไม่ยอมให้ตัวเองดูทรุดโทรมอย่างเด็ดขาด
จากที่คิดว่าจะใช้เวลาไม่นานแต่เพราะผมที่ยาวจนถึงบั้นท้ายกลับกินเวลาสระผมหมักผมไปเกือบชั่วโมง ไหนจะขัดผิวฟอกผิวกับสบู่อีก สรุปหญิงสาวอยู่กับน้ำที่เย็นจัดเกือบสองชั่วโมง เวลาจึงล่วงเลยเข้าพลบค่ำพอดิบพอดี
ไฟฉายถูกเปิดใช้ส่องทางที่แม้จะค่อนข้างโล่งเตียนแต่ก็อันตรายจากงูเงี้ยวเขี้ยวขออยู่ดี หญิงสาวที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวเมื่อถึงกระท่อมก็ยิ้มอย่างพอใจกับไฟโซล่าเซลล์ที่เริ่มทำงานแล้ว กระท่อมทั้งหลังจึงสว่างไสวไปด้วยไฟสีส้มนวล
“ไม่เสียแรงที่ใช้เวลาเกือบทั้งวันจริงๆ” ร่างบางถอดรองเท้าและเดินเข้ากระท่อมอย่างอารมณ์ดี ประตูที่เปลี่ยนใหม่แน่นหนาเพราะเธอติดตั้งกลอนภายในถึงสามชั้น ป้องกันทั้งสัตว์และคนที่ไม่หวังดีเช่นชายหนุ่มเมื่อคืน แม้วันนี้จะยุ่งๆทั้งวัน แต่เธอก็ยังไม่ลืมว่า...หยางจางเหว่ยนั้นทำอะไรกับเธอลงไปบ้าง ทั้งรอยช้ำและความปวดแปลบยังคงย้ำเตือนอยู่ทุกลมหายใจ
โต๊ะเครื่องแป้งติดกระจกที่มีทั้งครีมบำรุงและเครื่องสำอางถูกใช้งานเป็นครั้งแรก ใบหน้าแห้งมีรอยกระจุดด่างดำเล็กน้อยถูกมือบางบรรจงละเลงทั้งเซรั่ม ครีมบำรุง และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายลงไป กว่าจะเสร็จสิ้นท้องแบนราบก็ร้องประท้วงว่าล่วงเลยเวลาอาหารเย็น
หลี่เลี่ยงหลิงกินมื้อเย็นด้วยเมนูบะหมี่แบบเรียบง่าย ก่อนจะทานยาและเตรียมพักผ่อน แผ่นหลังบางเอนกายลงนอนบนที่นอนนุ่มหอมกรุ่น ดวงตากลมโตหลับตาพริ้มซึมซับกลิ่นหอมสะอาด เพียงไม่นานร่างเล็กก็เข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนจะสบาย โดยไม่มีอาการหวาดกลัวสถานที่แปลกใหม่ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายป่ารกทึบเลยแม้แต่น้อย
เสียงแมลงป่าราวกับกำลังขับร้องเพลงกล่อม ทำให้เรียวปากบางของหญิงสาวที่กำลังหลับแย้มยิ้มออกมาราวกับกำลังฝันดี และมันก็เป็นเช่นนั้นจวบจนรุ่งสางของอีกวัน
“ในขวดนี้เป็นน้ำข้าวที่ชาวบ้านแถบนี้เขาหมักกันหรือไม่” หยางจางเหว่ยถามหัวหน้างานที่เขารู้จักเสียงราบเรียบ ก่อนจะเหลือบมองท่าทางของบุรุษวัยกลางคนว่า...จะพูดความจริงหรือไม่
“อือ...ค่อนข้างแตกต่างเลยทีเดียว น้ำข้าวของที่นี่จะไม่มีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้แบบนี้” บุรุษวัยกลางคนตอบคำถามชายหนุ่มที่เป็นหนึ่งในปัญญาชนที่เขาจะต้องดูแล ในใจก็พยายามนึกว่ากลิ่นหอมนี้เป็นกลิ่นอันใดกันแน่
“หือ...ใครช่างร้ายนักนำน้ำข้าวหมักดอกมัวเมามาให้ตั้งแต่ช่วงเย็นเช่นนี้” หญิงวัยกลางคนภรรยาของหัวหน้ากลุ่มปัญญาชนที่เดินเข้ามาก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคยจึงเอ่ยแซวสามีขึ้น
“น้ำข้าวหมักดอกมัวเมา/น้ำข้าวหมักดอกมัวเมา” บุรุษในห้องต่างพูดขึ้นมาพร้อมกัน แต่ต่างความคิดความรู้สึกออกไป
“อ้าว...ไหงทำราวไม่รู้จักเล่า ไม่ใช่ว่าพ่อหนุ่มนำมาให้สามีของฉันหรือ” สตรีวัยกลางคนทำหน้าฉงนเมื่อเห็นสีหน้าของบุรุษในห้องรวมทั้งสามีเธอด้วย
“เปล่าครับ ผมได้มาจากเพื่อนเลยมาถามหัวหน้าดูว่ารู้จักหรือไม่” หยางจางเหว่ยตอบอย่างสุภาพ หญิงวัยกลางคนได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อือ... ไม่แปลกหรอกที่คนเมืองจะไม่รู้จัก เพราะน้ำข้าวดอกมัวเมามีแค่ชาวทิเบตเขตอาป้าเท่านั้นที่หมักขึ้นมาได้” หญิงวัยกลางคนยังคงบอกเล่าเกี่ยวกับน้ำข้าวชนิดนี้อย่างไม่สงสัยติดใจอะไร เพราะมีดื่มกินกันในงานมงคลหลายๆที่เลยทีเดียว
“มีแค่ชาวอาป้าเช่นนั้นหรือ?” หยางจางเหว่ยพึมพำกับตัวเองเสียงเบา แต่เท่าที่รู้หญิงสาวผู้นั้นเป็นชาวหนันชงโดยกำเนิด แม้จะอพยพมาแต่ก็ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวกับชาวอาป้าได้
‘หรือพวกเขาจะโกหกคนที่นี่ตั้งแต่แรก’ ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน
ใบหน้าคิ้วขมวดของชายหนุ่มถูกหัวหน้ากลุ่มปัญญาชนสังเกตเห็นจึงถามภรรยาที่เป็นชาวกว่างอันโดยกำเนิดขึ้นมา
“หมู่บ้านเรามีชาวอาป้าอยู่ด้วยงั้นหรือ จะได้จ้างพวกเขาหมักให้สักไหสองไห” หัวหน้าปัญญาชนแม้จะมีภรรยาเป็นคนที่นี่แต่ด้วยเขาทำงานแบบเดินทางหมุนเวียนไปนู่นมานี่ตลอดจึงไม่ค่อยรู้เรื่องราวของคนในหมู่บ้านนัก
“ก็พอจะมีอยู่สองสามบ้าน สะใภ้รองบ้านจาง ตาเฒ่าซ่งจื่อ แล้วก็สะใภ้สามบ้านหวัง แต่คุณควรจะจ้างตาเฒ่าซ่งดีที่สุด สองสะใภ้นั่นปากไม่ค่อยดีและช่วงนี้ก็ส่งลูกสาวมาเทียวไล้เทียวขื่อพวกปัญญาชนคงหวังจะตกถังข้าวสารพวกตระกูลจากเมืองปักกิ่งกระมัง” หญิงวัยกลางคนที่หยิบจับจัดแจงอาหารที่นำมาส่งเป็นมื้อเย็นสำหรับสามีที่ต้องทำงานดึกดื่น แม้มือจะไม่ว่างแต่ปากก็ยังคงเล่าฟุ้งไม่ยอมหยุดเช่นกัน
“ฮะ ฮะ...คุณก็ว่าไป” หัวหน้าปัญญาชนหัวเราะแห้ง เพราะตอนนี้ในห้องของเขาก็ยังมีปัญญาชนที่โดนเทียวไล้เทียวขื่ออยู่คนหนึ่งเช่นกัน เขาพยายามสะกิดภรรยาแต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมหันมามองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“แล้ว...สตรีแซ่หลี่ผู้นั้นไม่ใช่ชาวอาป้าหรือครับ” หยางจางเหว่ยถามเรื่องที่เขาอยากจะรู้ทันที ในระหว่างที่หญิงวัยกลางคนกำลังเมามันกับการเล่าเรื่อง
“โอ๊ย!!! ไม่ใช่หรอกพ่อหนุ่ม ชาวอาป้า...มีจุดที่ดูง่ายอยู่หนา ส่วนใหญ่จะมีโครงร่างสูง จมูกโด่ง ดวงตาคม ส่วนหลี่เลี่ยงหลิงสวยหมดจดน่าทะนุถนอม แต่จะว่าไป...แม่หนูนั่นก็ใช่ว่าจะร้ายกาจอะไร อาจจะขี้เกียจไปบ้างแต่ก็ไม่เคยทำร้ายใครก่อน ก็มีแต่พวกสวยไม่เท่านี่แหละหนาคอยหาเรื่องกันวุ่นวาย” หญิงวัยกลางคนที่เอือมระอากับชาวบ้านชาวช่องที่นี่เสียเหลือเกิน อคติเกินควร
หยางจางเหว่ยได้ฟังก็รู้สึกผิดลึกๆที่เขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่อคติกับหญิงสาว ทั้งๆ ที่หลี่เลี่ยงหลิงไม่เคยทำอะไรเขาเลยด้วยซ้ำ และเขาก็ไม่เคยเห็นสตรีผู้นั้นทำร้ายใครก่อนเช่นกัน มีบ้างที่ทะเลาะกับผู้อื่นแต่ใช่ว่าแรกเริ่มเดิมทีจะเป็นหญิงสาวที่เริ่มก่อน
“เป็นคุณที่มองคนได้ทะลุปรุโปร่งที่สุด” หัวหน้าปัญญาชนเอ่ยชมภรรยาคู่ชีวิตของเขา และกะหนุงกะหนิงโดยไม่สนใจชายหนุ่มที่ยังคงอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง
‘เขาควรจะต้องไปพบหลี่เลี่ยงหลิงอีกสักครั้ง’
