ตอนที่ 1 วสันต์ ณ ปลายน้ำ
ณ ปลายน้ำเหมันตฤดูปีนี้ดูจะหนาวเหน็บกว่าทุกปี หิมะแรกโปรยปรายลงมาเนิ่นนานแล้ว ปกคลุมยอดเขาสูงชันที่โอบล้อมหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จนขาวโพลนราวกับภูเขาเงิน หมู่บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขาลึกแห่งนี้ มีเพียงแม่น้ำสายเดียวที่ไหลเอื่อยเป็นดังเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต และเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่โลกภายนอก หากใครคิดจะเดินทางไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด ก็ต้องใช้เวลาเดินเท้าเต็ม ๆ หนึ่งวันเต็ม
ภายในกระท่อมไม้ซอมซ่อท้ายหมู่บ้าน ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง แม้จะมีกองฟางรองอยู่ข้างใต้ แต่ไอเย็นจากพื้นดินก็ยังเล็ดลอดขึ้นมาจนรู้สึกได้ถึงกระดูก เปลือกตาบางค่อย ๆ ปรือขึ้น เผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่ยังคงฉายแววสับสนและเหนื่อยล้า...นี่เป็นเช้าวันที่สิบสี่แล้ว
สิบสี่วัน...
สิบสี่วันที่เธอไม่ได้อยู่ในโลกเดิม...โลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ปีค.ศ. 2025 ที่เต็มไปด้วยแสงสีและเทคโนโลยี ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือเสียงยางรถยนต์บดกับถนนและแสงไฟจ้าที่สาดเข้าใส่ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ในร่างของเด็กสาวกำพร้าที่ชื่อ หลี่ชิงเหอ นอนตายอย่างเงียบงันในกระท่อมหลังนี้เพราะพิษไข้และความหิวโหย
ชิงเหอคนเดิมเป็นเด็กสาวที่น่าสงสาร ชีวิตของนางต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด รับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับชาวบ้านเพื่อแลกกับเศษอาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ เป็นชีวิตที่เรียบง่ายและน่าเวทนา ทว่าสำหรับเธอ...ผู้มาใหม่จากโลกอนาคต มันคือคุกที่มองไม่เห็น
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอได้ลองสารพัดวิธีเพื่อหาทางกลับบ้าน ทั้งการโขกศีรษะกับเสาเรือนจนหัวโนปูด หรือแม้กระทั่งพยายามกลั้นหายใจจนหน้าเขียว แต่ไม่ว่าวิธีไหนก็ไม่ได้ผล มีเพียงวิธีสุดท้ายที่เธอยังไม่ได้ลอง...แม่น้ำสายนั้น
บางที...บางทีการตายในโลกนี้ อาจเป็นหนทางให้วิญญาณของเธอกลับไปยังร่างเดิมได้
ความคิดนั้นผลักดันให้ร่างบางลุกขึ้นจากที่นอน คว้าเสื้อผ้าเก่าขาดที่พอจะให้ความอบอุ่นได้มากที่สุดมาสวมทับ แล้วเดินตรงไปยังริมแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากในฤดูหนาว ไอเย็นจากผิวน้ำลอยขึ้นปะทะใบหน้าจนชาวาบ แต่หญิงสาวกลับไม่ลังเล ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังเกลียวคลื่นที่ม้วนตัวอยู่เบื้องล่างอย่างแน่วแน่
ขอล่ะ...ได้โปรดส่งฉันกลับบ้านด้วยเถอะ...
สิ้นความคิดนั้น ร่างของหลี่ชิงเหอก็ทะยานลงสู่กระแสน้ำเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ความหนาวเหน็บแล่นปราดเข้าจู่โจมทุกอณูของร่างกายในทันที กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง เธอพยายามตะเกียกตะกายตีขาเพื่อแหวกว่ายกลับเข้าฝั่ง แต่ไม่เป็นผล ขาทั้งสองข้างกลายเป็นตะคริวอย่างฉับพลัน ร่างของเธอค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง อากาศในปอดเริ่มหมดลง ความคิดสุดท้ายผุดขึ้นในหัว
จะตายอีกรอบจริง ๆ หรือนี่...
ขณะที่สติกำลังจะเลือนหายไปนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ริมฝั่ง เขาสวมชุดหนังสัตว์เนื้อหยาบ สะพายคันธนูไว้ที่แผ่นหลังกว้าง บนบ่าแบกหมูป่าตัวเขื่องเอาไว้ ใบหน้าครึ่งซีกของเขามีรอยแผลเป็นยาวน่ากลัวพาดผ่านตั้งแต่หางคิ้วลงมาจรดมุมปาก เขาคือ ฉีเฟิง พรานหนุ่มประจำหมู่บ้าน ผู้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
ดวงตาคมกริบของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างของสตรีกำลังจะจมหายไปในแม่น้ำ โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาทิ้งซากหมูป่าลงกับพื้นแล้วพุ่งตัวลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวกรากอย่างรวดเร็ว แขนกำยำตวัดรวบร่างที่ไร้สติของหญิงสาวเอาไว้มั่น แล้วพาว่ายกลับเข้าฝั่งอย่างทุลักทุเล
เมื่อขึ้นมาบนบกได้สำเร็จ ฉีเฟิงวางร่างของชิงเหอลงบนพื้นหญ้าที่เย็นเฉียบอย่างแผ่วเบา พลันที่ได้เห็นใบหน้าซีดเผือดของนางชัด ๆ หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ
เป็นนาง...
เขาจำนางได้แม่นยำ เด็กสาวกำพร้าที่แม่สื่อเพิ่งจะนำรูปวาดมาให้เขาดูเมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมกับบอกว่านางยินยอมที่จะแต่งกับเขา แต่เขา...กลับเป็นฝ่ายปฏิเสธไปอย่างไม่ใยดี
ฉีเฟิงก้มมองใบหน้าของตนที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ รอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวที่ได้มาจากการต่อสู้กับหมีป่าเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ใบหน้าของเขาดูราวกับปีศาจในสายตาของชาวบ้าน บวกกับหูข้างซ้ายที่เกือบจะไม่ได้ยินเสียง ทำให้เขาไม่ค่อยพูดจากับใคร เวลาสนทนากับผู้อื่น เขาจำเป็นต้องจ้องมองริมฝีปากของคู่สนทนาเพื่ออ่านคำพูด ซึ่งมักทำให้คนเหล่านั้นเข้าใจผิดว่าเขาไร้มารยาทและจ้องจับผิด
เพราะข้าปฏิเสธนางไป...นางถึงได้คิดสั้นเช่นนี้หรือ
ความคิดนั้นแล่นเข้ามาในหัวของพรานหนุ่มราวกับสายฟ้าฟาด ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนอกแน่นไปหมด เขามองร่างที่สั่นเทาด้วยความหนาวของหญิงสาวแล้วตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
"ข้าจะรับผิดชอบเจ้าเอง"
เขาพึมพำกับร่างที่ไม่ได้สติ ก่อนจะช้อนตัวนางขึ้นอุ้มแนบอก รีบมุ่งหน้ากลับไปยังกระท่อมของตนที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่า โดยไม่ลืมที่จะหันกลับไปคว้าหมูป่าที่ล่ามาได้ติดมือไปด้วย
ฉีเฟิงวางร่างของชิงเหอลงบนเตียงนอนของตนอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มของนางออก แล้วห่มด้วยผ้าห่มขนสัตว์ผืนหนา ก่อนจะรีบจุดไฟในเตาผิงเพื่อสร้างความอบอุ่น แล้ววิ่งออกจากกระท่อมไปเชิญท่านหมอชราประจำหมู่บ้านมาดูอาการ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบได้ หลี่ชิงเหอค่อย ๆ รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างทำให้เธอขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ เปิดขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานไม้สีเข้มที่ไม่คุ้มตา กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ และเสียงไฟแตกเปรี๊ยะ ๆ ในเตาผิงทำให้เธอรู้ว่าตนเองไม่ได้อยู่ในกระท่อมซอมซ่อหลังเดิมอีกต่อไป
"เจ้าฟื้นแล้วรึ"
เสียงทุ้มห้าวที่ดังขึ้นจากข้างเตียงทำให้ชิงเหอสะดุ้ง หันไปมองตามเสียงก็พบกับบุรุษร่างสูงใหญ่ ใบหน้าครึ่งซีกมีรอยแผลเป็นน่ากลัวกำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"ท่าน...คือ..."
"ข้าฉีเฟิง" เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะยื่นถ้วยยาอุ่น ๆ มาให้ "ดื่มเสีย ท่านหมอบอกว่าเจ้าแค่หนาวจนร่างกายทนไม่ไหว โชคดีที่ข้าไปพบเจ้าทันเวลา"
ชิงเหอมองหน้าเขาอย่างงุนงง ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เขาคือคนที่ช่วยเราไว้? แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่ได้? แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยถามอะไรออกไป เขาก็พูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม
"ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าจะดูแลเจ้าเอง"
"ดูแลข้า?"
"ใช่" เขายืนยัน พลางเม้มริมฝีปากแน่นราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ "ข้ารู้ว่าข้าเคยปฏิเสธเจ้าไป แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว อย่างไรเสีย...พวกเราก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว"
คำพูดนั้นทำให้หลี่ชิงเหอที่กำลังยกถ้วยยาขึ้นจิบถึงกับสำลักออกมาเสียงดัง
แต่งงาน? แต่งงานกับใคร? กับเขาน่ะหรือ? เธอนั่งนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ สมองพยายามประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจะผุดขึ้นมา...เรื่องที่แม่สื่อมาทาบทามให้นางแต่งงานกับพรานหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นน่ากลัวและไม่ค่อยพูดจากับใคร
นี่เขาเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว!
"เดี๋ยวก่อนฉีเฟิง!" เธอรีบโพล่งขึ้น "ข้าว่าท่านคงเข้าใจอะไรผิดไป ข้าไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายเพราะท่านปฏิเสธข้าเสียหน่อย!"
ฉีเฟิงขมวดคิ้ว "แล้วเจ้ากระโดดลงไปในแม่น้ำทำไมในเมื่ออากาศหนาวเหน็บถึงเพียงนี้"
"ข้า...ข้าแค่...อยากกลับบ้าน" เธอตอบเสียงอ่อย ความจริงข้อนี้คงไม่มีใครในยุคนี้เข้าใจได้ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
