ตอนที่ 13 เยี่ยมเยียนสหายและให้การช่วยเหลือ
หลังจากกลับมาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านใบหม่อนและคิมหันต์รีบเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านเพราะใกล้จะได้เวลาอาหารค่ำแล้ว และใบหม่อนเองก็มีเรื่องที่จะปรึกษาหารือกับครอบครัวเรื่องการเตรียมกักตุนเสบียงสำหรับหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้นางกลัวว่าจะเกิดภัยหนาวขึ้นถึงตอนนั้นไม่ใช่ใครที่จะลำบาก หากแต่เป็นครอบครัวของนางไม่ใช่จะลำบากมากหรอกหรืออีกไม่กี่เดือนพี่สะใภ้จะคลอดลูกแล้วนางเองลูกๆ ก็ยังเล็กนักหากว่าไม่เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าให้ดีคงจะแย่แน่ๆ
หากเกิดภัยหนาวขึ้นสามีของนางและพี่ชายเองก็ไม่สามารถเข้าป่าหาของป่าได้เพราะถึงตอนนั้นหิมะคงตกหนักและอาจจะเลวร้ายถึงกับมีพายุหิมะก็เป็นได้ ไหนๆ นางก็มาอยู่ตรงนี้แล้วนางก็อยากจะมีชีวิตไปได้ตลอด รอดฝั่งไม่ใช่จะต้องมาตายรอบสองเพราะความไม่รอบคอบของตน ตอนนี้ที่ดินก็ซื้อเพิ่มแล้วเมื่อผ่านพ้นหน้าหนาวนางจะเริ่มแผ้วถางที่ดินและเริ่มการเพาะปลูกไม่ว่าอะไรที่สามารถกินได้นางก็ไม่รังเกียจที่จะปลูกมัน
เมื่อเดินมาถึงบ้านก็พบกับพี่ชายของสามีกำลังนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ที่หน้าบ้านส่วนพี่สะใภ้คงทำอาหารอยู่ในครัว ใบหม่อนรีบเดินกลับเข้าห้องเพื่อที่จะไปดูเด็กๆ ทั้งสามคน เมื่อนางเห็นว่าลูกๆ ยังคงนอนหลับสนิทถึงได้ออกมาและไปช่วยพี่สะใภ้ทำอาหารในครัว
“พี่บัวตองมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่”
“ไม่มีหรอกข้าทำเสร็จหมดแล้ว เป็นอย่างไรบ้างสำเร็จหรือไม่”
“สำเร็จเจ้าค่ะ ที่ว่างเปล่ารอบๆ บ้านของเราทั้งหมด หนึ่งร้อยไร่ ราคาหนึ่งเหรียญทอง”
“อืม ดีแล้วล่ะ ขอบใจเจ้ามากนะใบหม่อนที่ทำเพื่อพวกเราทุกคน ข้าเองก็อยากจะเข้มแข็งให้ได้อย่างเจ้าบ้าง”
“ไม่ต้องใจร้อนหรอกพี่บัวตองของแบบนี้ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป คนเราเป็นคนดีได้แต่ไม่ใช่ดีจนกลายเป็นคนโง่”
“จริงอย่างเจ้าว่า ที่ผ่านมาพวกเราต้องอดทนขนาดไหน”
“อย่าใส่ใจเลยพี่บัวตอง มันผ่านไปแล้วตอนนี้ชีวิตพวกเราก็ดีขึ้นมากแล้วท่านก็เตรียมตัวคลอดหลานให้ข้าเถอะ”
“เจ้านี่ก็พูดอะไรไปเรื่อย อีกตั้งสามเดือนกว่าข้าจะคลอด”
เมื่อบัวตองทำอาหารเสร็จแล้วใบหม่อนช่วยยกออกไปตั้งที่ห้องกินข้าวหลังจากนั้นถึงได้เข้าห้องไปดูลูกๆ อีกครั้งก่อนจะมานั่งกินข้าวร่วมกับครอบครัวและหลังจากกินข้าวแล้วใบหม่อนจะได้ปรึกษากับพี่ชายและพี่สะใภ้เกี่ยวกับการกักตุนเสบียงด้วย
“พี่อนันต์ พี่บัวตอง ข้ามีเรื่องจะหารือด้วยเจ้าค่ะ” ใบหม่อนเอ่ยออกมาหลังจากกินข้าวเสร็จและเก็บล้างถ้วยชามแล้ว
“มีอะไรหรือใบหม่อน”
“เรื่องเข้าป่าล่าสัตว์และหาเสบียงมากักตุนเอาไว้ให้เพียงพอสำหรับหน้าหนาวที่จะมาถึงนี้เจ้าค่ะ”
“เจ้าอยากให้พี่สองคนทำอะไร หรือช่วยเหลืออะไรบอกมาได้เลย”
“ข้า จะเข้าป่าไปกับท่านพี่ วันเว้นวัน ในวันที่ข้าไม่อยู่ท่านสองคนรับหน้าที่ดูแลหลานๆ ข้ารับรองข้าไปไม่นานแน่แล้วจะกลับมา ส่วนอีกวันให้ท่านกับท่านพี่ ไปกันสองคนข้าจะดูแลเด็กๆ และพี่บัวตองเอง”
“ได้เอาตามที่เจ้าว่า พี่เองก็กลัวว่ามันจะเกิดภัยหนาวขึ้นจริงๆ ถึงตอนนั้นบ้านเราได้ลำบากแน่ หลานๆ ยังเด็กนักถ้าเกิดมีพายุหิมะหรือ หิมะตกเป็นเวลานาน นั่นย่อมหมายถึงว่าเราไม่สามารถเข้าป่าหาอาหารได้ สัตว์ป่าเองก็คงจะไม่มีตัวใดออกมาให้ล่าหรอก”
“ข้าสองคนก็คิดเช่นนั้นถึงได้มาปรึกษาพวกท่าน พรุ่งนี้ท่านสองคนเข้าเมืองไปซื้อข้าวสารและสิ่งของจำเป็นมาให้มากหน่อยเหลือดีกว่าขาด เงินหมดย่อมหาใหม่ได้แต่ถ้าอาหารหมดตอนหน้าหนาวคงแย่แน่ๆ”
“อืมพี่เห็นด้วยกับพวกเจ้าสองคนเช่นนั้นเอาตามนี้ก็แล้วกัน”
“อีกเรื่องวันนี้ข้ากับท่านพี่ได้ไปติดต่อขอซื้อที่ดินรกร้างรอบๆ บ้านของเรามาแล้ว”
“จริงหรือคิม นี่มันดียิ่งนักต่อไปเราจะได้มีที่เพาะปลูกมากขึ้นพวกเจ้าสองคนคงจะทำสวนผลไม้อย่างที่พวกเจ้าเคยพูดเอาไว้ใช่หรือไม่”
“ข้าจะทำทุกอย่างที่เมียข้าอยากทำขอรับ ท่านเองก็ต้องช่วยข้าด้วยเพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“ได้ ข้าจะช่วยเจ้าเอง เช่นนั้นดึกแล้วรีบแยกย้ายไปพักผ่อนเถอะประเดี๋ยวเจ้าตัวแสบตื่นมาจะไม่ได้นอนกันอีก”
ทั้งสี่คนแยกย้ายกันไปพักผ่อนทันทีคิมหันต์เองก็มีความกังวลกับ ภัยหนาวมากหากว่าโชคดีคงไม่เกิดภัยหนาวแต่หากโชคร้ายเกิดภัยหนาวขึ้นจะทำเช่นไรถึงตอนนี้บ้านเขาจะไม่ขาดเงินทองและข้าวปลาอาหารแล้ว แต่ ใจจริงเขาก็ไม่อยากให้เกิดภัยหนาวอยู่ดีเพราะคงมีอีกหลายครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมทั้งเงินหรือว่าอาหาร อย่างเช่นครอบครัวของสหายสนิทของเขาทำให้คิมหันต์อดรู้สึกเป็นห่วงสหายของตัวเองไม่ได้
“ท่านพี่นอนไม่หลับหรือเจ้าคะ”
“เปล่าหรอกพี่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะเจ้านอนเถอะ”
“ถ้ามีอะไรที่ท่านไม่สบายใจก็สามารถพูดคุยกับข้าได้เสมอนะ เจ้าคะ”
“อืมไม่มีอะไรมากหรอกพี่แค่รู้สึกเป็นห่วงสหายสนิทที่อยู่อีกหมู่บ้านน่ะ ครอบครัวของเขายากจนมาก มีพ่อแม่ที่ชราและภรรยาแถมมีลูกเล็กๆ อีกสองคนหมู่บ้านที่สหายของพี่อยู่ชื่อหมู่บ้านดินแดงค่อนข้างแห้งแล้งพอสมควร สมัยก่อนพี่และสหายผู้นี้ออกหางานทำไปด้วยกันถือว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก่อน พี่เป็นห่วงว่าพวกเขาจะผ่านหน้าหนาวนี้ไปได้อย่างไร”
“ท่านพี่ไม่ไปเยี่ยมสหายสักเที่ยวล่ะเจ้าคะ แล้วรับสหายของท่านพี่มาล่าสัตว์ด้วยกันก็ได้นี่เจ้าคะถ้าหากเป็นห่วงมากก็มีแค่ต้องไปดูให้เห็นกับตาเท่านั้น ว่าพวกเขาอยู่กันเช่นไร”
“พี่ขอบใจเจ้ามากใบหม่อน นอนเถอะดึกแล้วเจ้าต้องตื่นมาให้นมลูกอีก”
เช้าวันต่อมาอนันต์และคิมหันต์เข้าเมืองซื้อข้าวสารแป้งต่างๆ และธัญพืชกลับมาเป็นจำนวนมากและไม่ลืมจะซื้อไหมาให้ใบหม่อนตามที่นางสั่งด้วย เมื่อจัดการเก็บของเข้าห้องเก็บของและจัดแจงแยกหมวดหมู่แล้วคิมหันต์จึงได้ไปเก็บปลาที่กับดักปลาที่ใบหม่อนเอาไปวางไว้ อนันต์สานตะกร้าไม้ไผ่ต่อจากที่เหลือให้เสร็จเขาจะตามน้องชายไปที่หมู่บ้านดินแดงด้วย
“ใบหม่อนปลานี่พี่ขอเอาไปไปไว้ที่หลังบ้านให้นะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่ ท่านอย่าลืมเอาปลาไปฝากสหายของท่านด้วยนะเจ้าคะแบ่งปลาที่ตากแห้งแล้วไปด้วย”
“ได้ๆ ขอบใจน้องมาก แล้วพี่จะรีบกลับมา”
อนันต์และน้องชายขับเกวียนมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านดินแดงอันเป็นบ้านของสหายสนิทเพียงคนเดียวของเขาตลอดทางสองคนพี่น้องพูดคุยกันอย่างสนุกสนานตอนนี้พวกเขาไม่กลัวใครจะมาทำร้ายลูกเมียเขาแล้วเพราะใบหม่อนตั้งแต่นางเกือบจะตายตอนคลอดลูกนางเปลี่ยนไปมากทีเดียวนางแข็งแกร่งและเข้มแข็งมาก พวกเขาสองคนพี่น้องจึงหมดห่วงจากคนเรียบร้อยไม่สู้คนเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ก็ดี
“พี่ใหญ่พรุ่งนี้เราไปไหว้ท่านแม่กันข้าอยากจะไปบอกกล่าวกับ ท่านแม่ว่าตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราสองพี่น้องแล้วชีวิตของพวกเรากำลังจะดีขึ้น”
“อืม ได้เอาตามที่เจ้าว่ากลับถึงบ้านพี่จะบอกพี่สะใภ้เจ้าให้เตรียมของไปไหว้ท่านแม่ด้วย”
เกวียนวัววิ่งผ่านหมู่บ้านเฉินมาไม่นานก็ถึงหมู่บ้านดินแดงคิมหันต์บังคับเกวียนให้วิ่งช้าลงและมุ่งหน้าไปที่บ้านของสหายทันที เมื่อไปถึงหน้าบ้านหลังเล็กๆ ที่สภาพไม่ได้ดีนักหากว่าหิมะตกหนักคิมหันต์กลัวเหลือเกินว่าหลังคามันจะพังลงมาเขาเดินเข้ามาในบ้านโดยที่อนันต์ยังคงรออยู่ที่เกวียนไม่ได้ตามน้องชายเข้าไปด้วย
“ท่านลุง ท่านป้า มีใครอยู่หรือไม่ กล้าๆ เจ้าอยู่หรือไม่”
ไม่นานท่านลุงก้องพ่อของกล้าเดินออกมาจากในบ้านหลังเล็กๆ เมื่อเห็นว่าเป็นคิมหันต์ที่มาเรียกก็อดจะดีใจไม่ได้สหายคนเดียวของลูกชายเขาที่คอยแวะมาเยี่ยมเสมอ
“อ้าว คิมหรอกรึ กล้าไม่อยู่หรอก เข้าป่าหุบแล้งไปหาของป่ากับลูกสะใภ้น่ะ”
“ไปนานหรือยังขอรับ แล้วนี่ท่านป้าอิงไม่อยู่หรือขอรับ”
“อยู่ป้าของเจ้าไม่ค่อยสบายน่ะตามประสาคนแก่นั้นล่ะ”
“ขอรับ เดี๋ยวข้ามานะขอรับพี่ชายข้ารออยู่ข้างนอก”
“ได้ๆ เรียกพี่ชายเจ้าเข้ามานั่งในบ้านเถอะ ทำใจหน่อยนะมันออกจะคับแคบไปสักนิด”
“ไม่เป็นไรขอรับ” คิมหันต์เดินไปบอกให้พี่ชายขับเกวียนเข้ามาจอดในบริเวณบ้านหลังจากนั้นเขาจึงได้เอาของฝากลงจากเกวียนไปมอบให้กับบิดาของสหาย ทันทีบิดาของสหายเห็นของที่เขานำไปฝากก็ตกใจเป็นอย่างมากเพราะกลัวว่าสหายของบุตรชายจะมีปัญหากับแม่เลี้ยงเอาได้
“คิมเจ้าขนอะไรมาเยอะแยะ แค่เจ้ามาเยี่ยมก็ดีมากแล้ว เอากลับไปเถอะประเดี๋ยวแม่เลี้ยงเจ้าจะพาลหาเรื่องเจ้าสองพี่น้องอีก”
“ท่านลุงไม่ต้องห่วง ข้าและน้องชายพาลูกเมียแยกออกมาอยู่ที่บ้านเก่าของท่านแม่ของข้าแล้วขอรับท่านรับไว้ได้เลยสบายใจได้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”
“เช่นนั้นหรือขอบใจเจ้ามากนะตอนนี้ก็ลำบากกันไม่น้อย ลุงเองก็ ไม่สามารถจะช่วยงานอะไรกล้าได้มากนักทำได้แค่ช่วยดูแลหลานๆ เท่านั้น”
“ข้าเข้าใจขอรับที่ข้ามาหากล้าวันนี้เพราะจะชวนให้กล้าไปร่วมกลุ่มล่าสัตว์ด้วยกันจะได้มีอาหารกักตุนเอาไว้ตอนหน้าหนาวหากล่าได้มากจะได้เอาไปขายและนำเงินมาซื้อข้าวด้วยขอรับ”
“ขอบใจเจ้ามากที่ยังนึกถึงกันตลอด เจ้าจะอยู่รอคุยกับกล้าหรือไม่หรือว่าจะให้กล้าไปหาที่บ้าน”
“ข้ารอดีกว่าขอรับ เดี๋ยวข้าช่วยท่านลุงยกของไปเก็บก่อน”
“ขอบใจเจ้ามาก”
หลังจากที่ยกถังปลาและตะกร้าใส่ปลาตากแห้งเข้าไปเก็บในครัวเล็กๆ ของบ้านสหายแล้วคิมหันต์ถึงได้เดินออกมานั่งที่โต๊ะหน้าบ้านเพื่อรอสหายของเขากลับมา ในตอนนั้นเองลูกๆ ของกล้าได้ตื่นนอนขึ้นมาพอดีและเด็กๆ วิ่งออกมาหาผู้เป็นปู่หน้าบ้าน คิมหันต์มองบุตรชายทั้งสองของสหายด้วยสายตาเอ็นดูระคนสงสารเด็กทั้งสองคนผอมมากอนันต์เองก็รู้สึกไม่ต่างจากน้องชายนัก
“ท่านปู่ ท่านปู่ในครัวมีปลาด้วย ใหญ่มากเลยล่ะวันนี้เราจะมีปลากินใช่ไหม”
“ใช่แล้ว ขอบคุณท่านลุงคิมหันต์หรือยัง ท่านลุงเอาปลามาให้ พวกเจ้าเชียวนะ”
“ขอบคุณขอรับท่านลุง”
“ไม่เป็นไรหากพวกเจ้าชอบวันหลังลุงจะเอามาให้อีกดีหรือไม่ หรือจะไปเที่ยวบ้านลุงก็ได้ไปเล่นกับลูกๆ ของลุงดีหรือไม่”
“ไปได้หรือขอรับ ข้าอยากไป”
“ไปได้แน่นอน”
หลังจากนั้นไม่นานกล้าและภรรยาก็กลับมาถึงบ้านเมื่อเห็นว่า สหายสนิทนั่งคุยกับบิดาของเขาอยู่กล้ารีบเข้าไปทักทายสหายกับพี่ชายทันที
“คิม พี่อนันต์ทำไมถึงมาได้ล่ะมีอะไรหรือไม่ หรือต้องการให้ข้าช่วยอะไรบอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“ไม่มีอะไรหรอกข้าแค่เป็นห่วงเจ้าน่ะ ตอนนี้ข้าแยกบ้านออกมาแล้วข้าไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแล้วข้าเอาปลาสดกับปลาตากแห้งมาให้ด้วย”
“สวัสดีเจ้าค่ะ พี่อนันต์ พี่คิมหันต์”
ซูเหมยทักทายสหาของสามีและพี่ชาย
“สวัสดีเหมย ไม่เจอกันนานสบายดีนะ”
“ก็อย่างที่เห็นนี่แหละเจ้าค่ะ ไม่ค่อยเท่าไหร่ ข้าขอตัวไปทำอาหารเย็นก่อนท่านจะอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนไหมเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวกลับไปกินที่บ้านป่านนี้พี่สะใภ้คงเตรียมเอาไว้แล้ว”
หลังจากที่ภรรยาของเพื่อนแยกตัวเพื่อเข้าไปทำอาหารโดยมีเด็กๆ ตามไปด้วยและพูดคุยกับมารดาถึงปลาตัวใหญ่ ทำให้คิมหันต์อดสงสารไม่ได้ เขาเองถ้าไม่ได้แยกบ้านออกมาก็คงไม่ต่างอะไรกัน นับว่าความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่และมันเป็นความโชคดีที่มหาศาลเลยทีเดียว
