บทที่ 19 ข้าวเกาเหลียงที่งอกงาม
บทที่ 19 ข้าวเกาเหลียงที่งอกงาม
ยามเช้าในฤดูเหมันต์มาเยือนอย่างเงียบงัน อากาศหนาวเย็นแทรกซึมไปทั่วทุกอณูของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ลมหายใจของผู้คนกลายเป็นไอขาวจาง ๆ เมื่อก้าวออกจากกระท่อม หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จและส่งน้องชายไปทำงานแล้วหลินอวี้หรานก็มายืนรับลมหนาวที่หน้าบ้าน มองไปยังทุ่งกว้างที่ปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ ความรู้สึกบางอย่างในใจทำให้นางไม่อาจนอนต่อได้ วันนี้นางตั้งใจจะไปดูนาข้าวเกาเหลียงที่ปลูกไว้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ไปดูนากันเถิดเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเรียกเสียงเบา
จางเว่ยเยียนที่กำลังจัดเตรียมของอยู่ในบ้านหันมามองลูกสาวเล็กน้อย สีหน้ายังมีความกังวลปนอยู่ “จะรีบไปดูทำไมกัน อากาศก็หนาวนัก”
“ข้าเองอยากรู้ว่าปีนี้จะเป็นอย่างไร” เสียงของหลินกวงดังขึ้นจากโต๊ะอาหาร เขาค่อย ๆ เดินออกมาหาลูกสาวที่หน้าบ้าน มือข้างหนึ่งพยุงหลังเอาไว้
“ไปเถิดเจ้าค่ะ ไปแล้วท่านพ่อกับท่านแม่จะได้เห็นอะไรดี ๆ” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสดใสแฝงไปด้วยความกระตือรือร้น
จางเว่ยเยียนเห็นเช่นนั้นก็ไม่ขัด นางหยิบผ้าคลุมมาให้สามีแล้วทั้งสามก็ออกเดินไปพร้อมกัน
เส้นทางไปนานั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหญ้าแห้งดังซู่ซ่า สองข้างทางเป็นนาของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ยังคงดูแห้งแล้งเหมือนเดิม ต้นข้าวเกาเหลียงจำนวนไม่น้อยมีสภาพเหี่ยวเฉา ใบเหลืองกรอบ บางต้นถึงขั้นยืนต้นตาย
ภาพเหล่านั้นทำให้จางเว่ยเยียนถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ “ดูท่าแล้วปีนี้หลายบ้านคงลำบากอีก”
หลินกวงไม่ตอบเพียงแต่มองไปข้างหน้า สีหน้าหนักแน่นขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังเตรียมใจรับความจริงบางอย่าง
แต่เมื่อทั้งสามเดินมาถึงแปลงนาของบ้านหลินฝีเท้าก็ชะงักลงแทบจะพร้อมกัน ตรงหน้าพวกเขาไม่เหมือนสิ่งที่เห็นมาตลอดทางเลยแม้แต่น้อย ต้นข้าวเกาเหลียงเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ลำต้นตั้งตรงแข็งแรง ใบสีเหลืองบอกว่าต้นข้าวเกาเหลียงใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว ที่สำคัญคือรวงที่แน่นจนเต็มโน้มลงเล็กน้อย บางรวงใหญ่จนต้องใช้สองมือประคอง
แสงแดดยามเช้าสาดลงมาทำให้ทั้งแปลงดูเปล่งประกายราวกับทุ่งทองคำ
“นี่มัน” หลินกวงพึมพำออกมาเบา ๆ ดวงตาเบิกกว้าง
จางเว่ยเยียนยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาเริ่มเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว “ของ…ของพวกเราจริงหรือ”
หลินอวี้หลานยิ้มออกมา นางก้าวลงไปในแปลงนาเอื้อมมือไปแตะรวงข้าวเบา ๆ ความรู้สึกหนักแน่นในมือทำให้นางพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ใช่เจ้าค่ะ นี่คือของพวกเรา”
คำยืนยันนั้นทำให้ความเงียบแปรเปลี่ยนเป็นความตื้นตันในทันที
หลินกวงหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงแหบพร่าเล็กน้อย “ดี…ดีจริง ๆ ข้าไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้อีก”
เขาเดินเข้าไปในแปลงนาอย่างช้า ๆ มือหยาบกร้านลูบไปตามลำต้นของเกาเหลียงราวกับกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงความฝัน
“ปีนี้พวกเราคงไม่อดอยากแล้ว” เขาพูดเสียงเบาทว่าเก็บความดีใจเอาไว้ไม่มิด
“ไม่ใช่แค่พอกิน แต่อาจจะพอขายได้บ้างด้วย” จางเว่ยเยียนพยักหน้า น้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
ความหวังที่เคยเลือนรางกลับมาสว่างชัดอีกครั้ง หลินอวี้หลานมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะพูดขึ้น “ทั้งหมดนี้ก็เพราะเสี่ยวเฉินเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองหันมามองนางพร้อมกัน
“เสี่ยวเฉินเอาปุ๋ยมาให้ อีกทั้งฝายที่เขาคิดให้สร้างก็ช่วยกักเก็บน้ำไว้ ดินไม่แห้งเหมือนแต่ก่อนข้าวเกาเหลียงเลยเติบโตได้ดี”
หลินกวงนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงจะหัวเราะเบา ๆ “เด็กคนนี้ ข้าไม่คิดเลยว่าจะเก่งถึงเพียงนี้” แววตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
ในขณะเดียวกันเสียงพูดคุยเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านข้าง ชาวบ้านที่มีนาอยู่ใกล้เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หลายคนเดินเข้ามาใกล้ เมื่อได้เห็นด้วยตาตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
“เหตุใดข้าวของพวกเจ้าถึงได้งามถึงเพียงนี้นี้”
“ของข้าข้าง ๆ กันยังแทบไม่มีรวงเลย”
“นี่มันต่างกันเกินไปแล้ว”
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสนใจของทุกคนพุ่งตรงมายังแปลงนาของบ้านหลิน
ชายคนหนึ่งขมวดคิ้วก่อนจะถามตรง ๆ “เมื่อครู่ข้าได้ยินเจ้าพูดเรื่องปุ๋ย มันคืออะไร”
“เป็นปุ๋ยที่น้องชายข้าซื้อมาจากในเมืองเจ้าค่ะ” หลินอวี้หรานบอกไปตามตรง
คำตอบนั้นทำให้หลายคนมองหน้ากันอย่างมีความหวัง
“ซื้อจากร้านไหน”
“ราคาแพงหรือไม่”
“ถ้าไม่แพงพวกข้าก็อยากลองใช้ดูบ้าง”
คำถามถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
หลินอวี้หลานส่ายหน้าเล็กน้อย “เรื่องนี้ข้าไม่ทราบจริง ๆ เสี่ยวเฉินเป็นคนจัดการทั้งหมด”
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงไปชั่วครู่ ในที่สุดชายผู้หนึ่งก็พูดขึ้นทำลายความเงียบ “งั้นพวกข้าจะไปถามเขาเอง หลินเสี่ยวเฉินคนนี้เป็นเด็กอัจฉริยะ เขาต้องมีของดีอยู่เป็นแน่”
คำพูดนั้นได้รับเสียงเห็นด้วยทันที หลายคนพยักหน้า ความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้ไม่มีใครอยากปล่อยโอกาสนี้ไป
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเย็น แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลง หลินเสี่ยวเฉินเลิกงานจากร้านอาหารและเดินกลับหมู่บ้านตามปกติ แต่เมื่อเข้าใกล้บ้านเขาก็ชะงักฝีเท้าลง หน้าบ้านหลินมีผู้คนยืนรออยู่จำนวนมาก เด็กชายหรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไป สีหน้าไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกเพียงแต่สงบและพิจารณา
“พวกท่านมาทำไมกันหรือ” เขาถามขึ้น
ชายวัยกลางคนคนเดิมก้าวออกมา “พวกข้าอยากได้ปุ๋ยที่เจ้าซื้อมาใช้”
“อยากรู้ว่าราคาเท่าไร แพงหรือไม่” อีกคนเสริมทันที “ถ้าไม่แพงพวกข้าก็อยากซื้อไปใช้บ้าง”
เสียงของแต่ละคนเต็มไปด้วยความคาดหวังและรีบร้อน หลินเสี่ยวเฉินมองพวกเขาเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง เขาเห็นชัดเจนว่าคนเหล่านี้กำลังหมดหนทางและกำลังมองหาสิ่งยึดเหนี่ยว
“ไม่แพงหรอกขอรับ” เขาตอบในที่สุด
นั่นทำให้หลายคนถอนหายใจอย่างโล่งอก สีหน้าผ่อนคลายลงทันที
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะดีใจเด็กชายก็พูดต่อ “แต่ถ้าพวกท่านอยากได้ก็มาทำข้อตกลงกันก่อน”
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง สายตาของชาวบ้านเต็มไปด้วยความสงสัย บางคนเริ่มขมวดคิ้ว บางคนมองหน้ากันไปมา
หลินเสี่ยวเฉินยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตานิ่งลึกไม่เหมือนเด็กอายุสิบขวบทั่วไปเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้ยื่นให้โดยง่าย เพราะสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่การขายปุ๋ยแต่มันคือขั้นตอนเริ่มต้นในการสอนชาวบ้านที่นี่ให้ทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และนับจากนี้ไปชาวบ้านในหมู่บ้านวัดเหลียนหนิวจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
