บทที่ห้า
หลังจากรับอาหารมื้อเช้าจนเป็นที่อิ่มหนำสำราญ สิ่งที่นางเฝ้าระวังไว้ก็รวดเร็วดั่งสายลม ลางสังหรณ์ของนางเริ่มส่อเค้าความจริงบางอย่าง เมื่อสารลับจากผู้ไม่ประสงค์จะเอ่ยนาม ถูกนำเข้ามาโดยขันทีน้อยหน้าตาน่ารักน่าหยิกคนเดิม
“ถวายบังคมองค์หญิง นกพิราบที่องค์หญิงเพิ่งปล่อยไปเมื่อไม่นานนี้ ได้คาบเอาบางสิ่งกลับมาด้วยพ่ะยะค่ะ”
ดูเหมือนว่าเจ้าขันทีผู้นี้จะมีอายุไม่เกินสิบขวบปีเท่านั้น แต่กิริยามารยาท และท่านทีสำรวมนั้น ทำออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ แววตากลมใส และคำพูดที่ไร้เล่ห์มารยา ดังออกมาจากปากเล็กสีชมพูนุ่มนิ่มอย่างชัดถ้อยชัดคำ
หรงผิงหลุบสายตาลงมองไปยังเจ้าก้อนเล็กๆ ค่อนข้างจะเขรอะเต็มไปด้วยเศษไม้แห้งสีขมุกขมัว ถูกวางเอาไว้บนถาดไม้สีน้ำตาลเข้ม ที่ขันทีน้อยถือเอาไว้ในมือ
ความไม่แน่ใจในบางอย่างกลับทำให้นางเอื้อมมือสวยไปหยิบขึ้นมาคลี่ออกดู เป็นดั่งที่นางคาดการณ์เอาไว้แล้วจริงๆ เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของนางนั้น กลับเหนือชั้นกว่าที่นางจะคิดเผื่อเอาไว้มากนัก
“หากเจ้าต้องการให้สถานะองค์หญิงของเจ้ายังคงมั่นคงอยู่แล้วละก็ เช่นนั้นเจ้าควรรีบเร่งออกตามหาองค์ฮ่องเต้ให้โดยเร็วที่สุด!”
มือเล็กขยำกระดาษแผ่นนั้นจนกลายเป็นก้อนกลมขนาดเท่าปลายเล็บ
“บ้าไปแล้ว...นี่ฉันกำลังถูกจับตามองอยู่หรืออย่างไรกันเนี่ย?”
แม้นางจะอุทานไม่ดังมากนัก แต่เจ้าขันทีน้อย กลับได้ยินอย่างชัดเจน ดวงตาเล็กเรียวแวววาวคมวาบเพียงครู่ ก่อนที่จะถูกความใสซื่อกลบเกลื่อนอีกครั้งอย่างรู้งาน
“เช่นนั้นแล้ว องค์หญิงต้องการให้กระหม่อมทำเช่นไรต่อไปกับนกตัวนี้ละ พ่ะย่ะค่ะ”
“อือ... เอาออกไปเถอะ เอามันไปปล่อยเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”
ประตูไม้บานสวยปิดสนิทลง ด้านในห้องมีเพียงความเงียบเข้าครอบงำ ดูเหมือนว่านางกำลังใช้ความคิด ลักษณะท่าทางเช่นนี้ ม่านเอ๋อร์คิดถึงยิ่งนัก
ในวัยเยาว์องค์หญิงที่นางได้รับมอบหมายให้เข้ามารับใช้เป็นการส่วนตัวนั้น ฉลาดปราดเปรื่องและช่างเจรจายิ่งนัก น้อยครั้งที่พระองค์จะมีท่าทีครุ่นคิด หากแต่ท่าทางแบบนี้ ยังคงเป็นเหมือนแบบเดิมที่นางเคยเห็น
นอกจากรูปร่างเท่านั้นที่เปลี่ยนไป หากแต่พระพักตร์งดงาม และท่าทางทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
นางประชวรหนักนอนหลับลึกราวกับจะไม่มีวันตื่น ด้วยความกังวลว่า ราษฏรและข้าราชบริพารจะพากันคิดไปต่างๆ นานา ฮ่องเต้จึงต้องเก็บซ่อนความจริง
จนถึงขั้นต้องให้ประกาศว่าองค์หญิงหลี่หรงผิงถูกพิษไข้เล่นงานและต้องถูกนำไปรักษาตัวเอาไว้ที่วัดป่าเป่าเหลย แท้จริงแล้วเป็นการเก็บซ่อนคุ้มกันพระวรกายขององค์หญิงให้พ้นจากสายตาของผู้ที่ไม่หวังดีเท่านั้น
วัดป่าเป่าเหลยเองก็ดูจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เพราะพระมารดาของพระองค์ก็เคยใช้อาศัยเป็นที่พักพิงสำหรับลมหายใจสุดท้ายด้วยเช่นกัน นับจากนั้นองค์หญิงก็ไม่เคยมาปรากฏกายให้ใครเห็นอีกเลย
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า โดยที่ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าเหตุใดองค์หญิงจึงได้มาปรากฏกายอย่างกระทันหัน ที่ใต้ต้นดอกท้อที่กำลังบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วพระราชวังฝ่ายใน
เพราะความไม่รู้ทำให้ไม่มีการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ แม้แต่องค์ฮ่องเต้เองก็อาจจะยังคงไม่ทรงทราบเพราะพระองค์ก็ล้มป่วยอย่างกระทันหันและพักอยู่เพียงในห้องพระบรรทมเท่านั้น
เป็นเหตุให้องค์หญิงหลี่หรงผิงต้องถูกผู้ที่ไม่รู้สถานะของพระองค์ ร่วมกันกลั่นแกล้ง รังแก ประจวบเหมาะกันกับที่ม่านเอ๋อร์ได้เดินผ่านเส้นทางที่เกิดเหตุราวกับได้นัดหมายกันเอาไว้แล้วล่วงหน้า
ทำให้นางมองเห็นเต็มสองหน่วยตาถึงตอนที่องค์หญิงกำลังถูกเครือญาติห่างๆ ของหวางจวิ้นอ๋องผู้หยิ่งยะโสรังแก
หากม่านเอ๋อร์ไม่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นเข้า ไม่แน่ว่าองค์หญิงของนาง อาจจะถูกเล่นงานจนสาหัสเหมือนกับคนอื่นๆ อีกหลายต่อหลายคนก็เป็นได้
ม่านเอ๋อร์ค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวเท่าที่นางจะสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้ ทีละเรื่อง ให้ผู้เป็นนายของตนฟัง แม้จะไม่สามารถลงละเอียดได้มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หรงผิงจับต้นชนปลายได้อย่างไม่ยากเย็น และจากคำบอกเล่าของม่านเอ๋อร์ทำให้หรงผิงเข้าใจได้เองว่า เวลานี้องค์หญิงตัวจริง ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่ที่วัดป่าเป่าเหลยอยู่เช่นนั้น โดยที่ม่านเอ๋อร์เองก็ไม่ได้นึกระแวงเลยแม้แต่น้อย
“ม่านเอ๋อร์” เสียงอันไพเราะของนางดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศเงียบเชียบภายในห้อง
“เพคะองค์หญิง” ม่านเอ๋อร์รอคอยคำสั่งด้วยความนิ่งสงบ
