ตอนที่ 5 สามีจอมเงียบ
ตอนที่ 5
สามีจอมเงียบ
เสียงขวานผ่าฟืนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอจากลานข้างบ้าน แดดบ่ายของหมู่บ้านไม่ได้ร้อนจัดแบบหน้าร้อน แต่ก็แรงพอให้เหงื่อซึมตามไรผม เฉินเหว่ยหลงยืนผ่าฟืนด้วยท่าทางมั่นคง แขนเสื้อพับขึ้น เผยกล้ามแขนที่เกิดจากการทำงานจริง ไม่ใช่การฝึกโชว์
ซูเหยายืนอยู่ตรงธรณีประตูครัว มองเขา เงียบ ๆ พลางใช้ทัพพีคนถั่วเหลืองในหม้อ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยขึ้นพร้อมไอร้อน
เสี่ยวชุนกระซิบข้าง ๆ“คุณหนู…คุณเขยผ่าฟืนเก่งมาก คนในหมู่บ้านยังมาจ้างบ่อย ๆ”
ซูเหยาพยักหน้าเบา ๆ“คนที่ใช้แรงงานหาเงิน ไม่น่าดูถูกเลยสักนิด”
เสี่ยวชุนยิ้มทันที เหมือนได้ยินคำที่อยากได้ยินแทนใครบางคน
หม้อถั่วเดือดได้ที่ ซูเหยายกลง แล้วย้ายไปกรองด้วยผ้าขาวบางที่เธอประยุกต์จากผ้าเก่า เสี่ยวชุนช่วยจับขอบอย่างทุลักทุเล
“เบา ๆ อย่าให้หก” ซูเหยาบอก
“ค่ะ ๆ ร้อนมากเลย…”
น้ำถั่วสีครีมไหลลงหม้อด้านล่าง กลิ่นหอมมันชัดขึ้น
เสียงขวานหยุดลง เฉินเหว่ยหลงเดินเข้ามาใกล้ มองขั้นตอนทั้งหมดโดยไม่แทรก
“ต้มอะไร” เขาถาม
“น้ำเต้าหู้” ซูเหยาตอบ “ทำดื่มได้ ทำขายก็ได้”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย“ถั่วเหลืองแพง”
“จริง” เธอพยักหน้า “แต่ถ้าทำแล้วขายได้กำไร มันไม่แพง”
เขาไม่เถียง แต่ก็ไม่เห็นด้วยชัดเจน เพียงยืนพิงเสา ดูเธอทำต่ออย่างเงียบ ๆ
ซูเหยาตั้งหม้อน้ำถั่วบนเตาอีกครั้ง เติมเกลือนิด น้ำตาลทรายแดงหน่อย กลิ่นหอมยิ่งชัด
เธอตักใส่ถ้วยดินเผา ยื่นให้เขา“ลองชิม”
เฉินเหว่ยหลงไม่รับทันที“ฉันไม่ชอบของหวาน”
“นี่ไม่หวานมาก” เธอสวน “ลองก่อนค่อยตัดสิน”
เขามองถ้วย แล้วรับไปในที่สุด จิบเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ไม่ได้วางลง
“อย่างไร” เธอถาม
“กินได้” เขาตอบสั้น
เสี่ยวชุนหลุดหัวเราะ“คุณเขยพูดว่ากินได้ แปลว่าอร่อยแล้ว”
เขาเหลือบมองเสี่ยวชุน เด็กสาวรีบหุบปากทันที
ซูเหยานั่งลงตรงข้ามเขา“พรุ่งนี้ฉันจะลองทำไปขายที่ตลาดเช้า”
เขาวางถ้วยลง“ยังไม่ต้อง”
“ทำไม”
“คนยังไม่เชื่อเธอ” เขาตอบตรง “เขาจะไม่ซื้อ”
ซูเหยายิ้มบาง“งั้นก็ทำให้เขาชิมฟรีก่อน”
เขาเงยตามอง“ไม่กลัวขาดทุน”
“กลัว” เธอตอบทันที “แต่กลัวจนยิ่งกว่า”
ความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง ลมพัดผ่านชายคา เสียงไม้กระทบกันเบา ๆ
เขาพูดขึ้นอีกครั้ง“พูดเหมือนคนเคยลำบาก”
หัวใจเธอสะดุด แต่สีหน้าไม่เปลี่ยน“คนไม่เคยลำบาก จะไม่รู้ว่าความอิ่มมีค่าแค่ไหน”
เขามองเธอนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เหมือนพยายามเชื่อมคำพูดกับภาพจำเดิมของคุณหนูหลินที่เอาแต่ใจ ไม่เคยแตะงานครัว
“หัวกระแทกวันนั้น” เขาพูดเรียบ ๆ “แล้วก็เปลี่ยนไป”
ซูเหยาหัวเราะบ้าง“บางทีต้องล้มก่อน ถึงจะยอมลุกให้ถูก”
เสี่ยวชุนพยักหน้าแรงเหมือนเข้าใจลึกซึ้งทั้งที่ไม่เข้าใจทั้งหมด ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เหว่ยหลง! อยู่ไหม”
ชายวัยกลางคนสองคนยืนอยู่หน้าบ้าน สะพายเชือกมัดฟืน
“พวกเรามาดูงานตู้ไม้ที่เจ้าซ่อม” คนหนึ่งพูด “ขาโต๊ะไม่โยกแล้ว แข็งแรงดี”
เฉินเหว่ยหลงพยักหน้า“ดีแล้ว”
อีกคนมองลอดเข้ามาในบ้าน เห็นซูเหยานั่งอยู่ก็ทำตาโต “โอ้…คุณหนูหลินยังอยู่จริง ๆ ด้วย”
ซูเหยายิ้มสุภาพ“อยู่จริง ไม่ใช่ภาพลวง”
ชายคนนั้นหัวเราะ“เมื่อก่อนนางไม่เคยอยู่เกินครึ่งวัน”
เฉินเหว่ยหลงสีหน้านิ่งลงทันที“มีธุระก็พูด”
ชายทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนเปลี่ยนเรื่อง
“เดือนหน้าทีมผลิตจะทำชั้นวางของใหม่ เจ้ามาช่วยไหม ค่าแรงตามเดิม”
“ไป” เขาตอบสั้น
“ดี” ชายคนนั้นพยักหน้า “ฝีมือเจ้าแน่นจริง ไม่เสียชื่อ”
“ซ่อมเฟอร์นิเจอร์เป็นด้วยหรือ”
ชายวัยกลางคนตอบแทน“ไม่ใช่แค่ซ่อม ทำใหม่ก็ได้ วัดไม้ ตีโครง ประกอบ แม่นยำยิ่งกว่าช่างเมือง”พูดจบทั้งสองก็เดินไป
ซูเหยาหันกลับมามองเขา“ทำตู้เองหรือ”
“อืม”
“วัดองศาเอง ตีเอง ประกอบเอง?”
“ใช่”
“ใครสอน”
“ดูเอา”เธอเลิกคิ้ว
“ดูแล้วทำได้ขนาดนี้ ไม่ธรรมดา”
เขามองเธอ“คนจนต้องทำให้ได้หลายอย่าง”
ซูเหยาส่ายหน้าเบา ๆ“ไม่ใช่ คนขยันต่างหากที่ทำได้หลายอย่าง”
คำตอบนั้นทำให้แววตาเขาเปลี่ยนวูบหนึ่งสั้นมาก แต่มีจริง
เธอลุกไปหยิบตลับไม้เล็ก ๆ จากห่อสัมภาระที่เอามา เปิดออก ข้างในมีเข็ม ด้าย และตะไบโลหะชิ้นเล็ก
“มีมีดเล็กไหม”
เขาหยิบให้ เธอนั่งลับคมอย่างชำนาญ จังหวะสม่ำเสมอ ไม่ใช่ท่าคนไม่เคยจับเครื่องมือ
เฉินเหว่ยหลงมองมือเธอ“ลับมีดเป็น”
“เป็น” เธอตอบ “มีดทื่อทำให้คนเจ็บ”
เขาพูดเบา ๆ“พูดเหมือนช่าง”
“ฉันเคยอยู่กับช่าง” เธอตอบเลี่ยง
เขาไม่ถามต่อ แต่สายตาเริ่มต่างจากเดิมจากระวัง กลายเป็นพิจารณา
เสี่ยวชุนกระซิบ“คุณหนูเก่งจัง…”
ซูเหยาหัวเราะ“ไม่เก่ง จะไม่รอด”
บ่ายคล้อย แสงแดดเริ่มอ่อน เฉินเหว่ยหลงยกชั้นไม้เล็ก ๆ ที่พังอยู่ข้างฝา มาวางบนโต๊ะ เขาใช้สิ่วกับค้อนเคาะเดือยไม้ เปลี่ยนชิ้นที่แตกออก แล้วประกอบกลับอย่างแม่นยำ
ซูเหยานั่งดูจนเผลอพูด“วัดโดยไม่ต้องตีเส้น”
“ชินแล้ว”
“ระยะไม่คลาดเลย”
“ตาเคยชิน”
เธอยิ้ม“ถ้าไปอยู่โรงงาน คงได้เป็นช่างหลัก”
เขาส่ายหน้า“ไม่ชอบอยู่ใต้คำสั่งคนมาก”
“แต่ท่านทำงานเป็นระบบ” เธอสวน
เขาชะงักไปเสี้ยววินาที“ดูออก?”
“ดูออก” เธอตอบ “คุณไม่ใช่คนทำงานมั่ว”
เขาเงียบไปพักใหญ่ แล้วพูดประโยคหนึ่งที่เบามาก
“เธอก็ไม่ใช่คุณหนูมั่วเหมือนเดิม”
เธอยิ้มโดยไม่เถียง ลมเย็นยามเย็นพัดผ่านลานบ้าน กลิ่นไม้สดกับกลิ่นน้ำเต้าหู้ยังอวลอยู่จากสายตาระแวงในตอนเช้า บัดนี้ในแววตาของชายหนุ่มเงียบขรึม เริ่มมีความสงสัยปนยอมรับ
