มูเตลูขอพรกับกลุ่มเพื่อน 2
เกลียดเสียจริงกับการที่ถูกบิดาจับคู่ให้กับคนนั้น
คนนี้ เห็นทีว่าเมื่อเช้าวันพรุ่งนี้มาเยือน เธอคงต้องมู
ขอพรเรื่องความรักดูบ้างสักหน่อยแล้ว
หลี่เจียนไม่รู้ว่าตนเองนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีเธอก็ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่แล้ว
“เฮ้ย! นี่หยางฟ่งอุ้มเราขึ้นมานอนบนเตียงในห้องเลยอย่างนั้นหรือ?”
หลี่เจียนเจียนพึมพำกับตนเองขึ้นมาหน้าตาตื่น ปกติเธอมักจะรักษาระยะห่างของตนกับคนอื่นและเพศตรงข้ามเสมอ แต่กับหยางฟ่งเองเธอกลับบอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจเขามากกว่าคนอื่นไปอีกหลายเท่าตัวนัก อาจเป็นเพราะว่าเธอกับเขาอยู่ด้วยกันมานานนับสิบปีเลยกระมัง แต่ทว่า
หยางฟ่งเองก็น่าจะเอ่ยปากส่งเสียงปลุกเธอเสียหน่อย
ไม่น่าจะอุ้มเธอขึ้นมานอนในห้องแบบนี้เลยนี่นา
‘แต่ว่าตายแล้ว ตาย ๆ ๆ นี่มันกี่โมงแล้ว เธอมีนัดกับเหล่าแก๊งค์เพื่อนสาวเอาไว้ว่าจะไปขอพรด้วยกันนี่นา ไม่ได้การแล้ว เห็นทีต้องเร่งมือเข้าหน่อย เพราะเธอไม่อยากจะไปสายนี่นา’
นึกได้ดังนั้นแล้วหลี่เจียนเจียนจึงได้รีบไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดทะมัดทะแมงรัดกุมเหมาะต่อการขึ้นเขา และโทรบอกให้หยางฟ่งรีบเอารถออกพาเธอไปหาเพื่อน ๆ ในจุดนัดพบทันใด
ทันทีที่พบเห็นว่าเพื่อน ๆ ต่างพากันมาครบแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงได้วิ่งเข้าไปหาเพื่อนรักและโอบกอดแต่ละคนเอาไว้ด้วยความคิดถึง ทั้งห้าคนต่างจูงมือกันเดินขึ้นเขาไป พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ อัพเดตเรื่องราวกันไปตามทางขึ้นเขาโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อเดินมาถึงสถานที่ขอพรแล้ว ทั้งห้าสาวจึงได้หยุดการพูดคุยกันลงเพียงเท่านั้น พร้อมนั่งลงจุดธูปยกมือขึ้นกราบไหว้กล่าวถ้อยคำอธิษฐานขอพรนั้นอยู่ในใจ หลี่เจียนเจียนไม่รู้
หรอกว่าเหล่าเพื่อนรักนั้นได้พากันกล่าวถ้อยคำขอพรออกไปว่าอะไรบ้าง ส่วนเธอนั้นได้กล่าวถ้อยคำอวยพรออกไปว่า
“อนาคตข้างหน้านี้ ขอให้เธอได้พบเจอกับคนรัก
ที่ดีพร้อมในทุกด้าน และรักเธอมากเสียจนยอมตายแทนเธอได้”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจอธิษฐานกล่าวคำอวยพรอยู่นี้ เธอก็ได้ยินเซียงลู่เหยากล่าวสวดมนต์อะไรบางอย่าง จึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ก็คำอธิษฐานของหลี่เจียนเจียนนั้นสั้นแค่นิดเดียวจะให้หลับตานั่งนิ่งอยู่เนิ่นนานได้อย่างไร
แต่ทว่าเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าฟ่านจื่อหลาน กำลังมีอาการหายใจเข้าออกถี่ ๆ ราวกับคนขาดอากาศกำลังจะหมดลมหายใจตาย อีกทั้งยังเริ่มมีผื่นแดงขึ้นไปทั่วตามใบหน้าและร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้เพื่อนของเธอยังได้เอนตัวลงไปกับพื้นเริ่มชักดิ้นชักงอและมีน้ำลายฟูมปากออกมาแล้ว
“จื่นหลาน นี่เธอเป็นอะไรไป!?”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยความตกใจ ทำให้เพื่อนอีกสองคนที่เหลือลืมตาขึ้นมาจากการสวดมนต์อธิษฐานขอพรในทันที
หลี่เจียนเจียนพบว่าเจียงอีอีไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่กับกลุ่มเพื่อนแล้ว เห็นทีว่าคำอธิษฐานขอพรของเจียงอีอีนั้น น่าจะสั้นกว่าของเธอกระมัง เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเธอจึงไม่เห็นเพื่อนรักอยู่ครบแก๊งค์กันเช่นนี้
แลดูว่าเจินหลีหลี่จะมีสติดีกว่าเพื่อน เธอรีบเอ่ย
ขึ้นมาว่า “พวกเรารีบพาจื่อหลานไปโรงพยาบาลกันเถอะ”
“เอาสิ” หลี่เจียนเจียนกล่าวรับคำพร้อมรีบอุ้มเอาฟ่านจื่นหลานให้มาขี่หลังของเธอทันที ส่วนเซียงลู่เหยานั้นยังคงเชื่อมั่นในพลังสายมูของตัวเธอเองอย่างเต็มที่จึงตัดสินใจนั่งสวดมนต์ต่อไปโดยหวังว่าการสวดมนต์ในครั้งนี้ของเธอจะสามารถช่วยชีวิตฟ่านจื่อหลานเอาไว้ได้
หลี่เจียนเจียนรีบแบกฟ่านจื่อหลานขึ้นหลังด้วยหวังนำเพื่อนรักไปส่งยังหน่วยแพทย์ที่ใกล้ที่สุด โดยมีเจินหลี
หลี่ที่รีบออกไปโทรศัพท์หาหน่วยกู้ภัยให้มาช่วยรับฟ่านจื่อหลานด้วยเช่นกัน แต่แลดูเหมือนว่าบนภูเขาลูกนี้จะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถืออย่างไรหรือก็ไม่ทราบได้ หลี่เจียนเจียนเห็นเจินหลีหลี่ทำหน้ามุ่ยพร้อมสบถออกมาด้วยความหัวเสีย เพื่อเป็นการช่วยชีวิตของเพื่อนรักแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงไม่อยากรั้งรออะไรอีก โชคดีที่เธอเป็นนักมวย
อีกทั้งยังออกกำลังกายมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะมีรูปร่างเล็กและส่วนสูงที่ไม่มากนัก แต่ก็แข็งแรงพอที่จะให้
ฟ่านจื่อหลานขี่หลังได้ ไม่รอช้าหลี่เจียนเจียนได้รีบวิ่งออกไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็ว แต่ในขณะที่เธอกำลังจะวิ่งไปถึงบันไดลงเขาไป หลี่เจียนเจียนกลับได้สะดุดก้อนหินตกเขาไปในทันที เธอกรีดร้องเสียงดังขึ้นด้วยความตกใจกลัว ภูเขาลูกนี้มีความสูงชันเป็นอย่างมาก หลี่เจียนเจียนรู้ดีว่าหากเธอตกลงไปแล้วล่ะก็ ร่างกายของเธอจะต้องเละแหลกเหลวเป็นแน่
‘โถ่เอ้ย!! แม้แต่ชีวิตของเพื่อนรักก็ยังให้ความช่วยเหลือเอาไว้ไม่ได้ อีกทั้งยังพาเพื่อนมาตายอีก
หลี่เจียนเจียน เอ้ย หลี่เจียนเจียน เกิดมาร่ำรวยเสียเปล่า ทำไมเราถึงได้โง่ขนาดนี้นะ’
หลี่เจียนเจียนนึกตำหนิตนเองขึ้นในใจก่อนจะหมดสติไปด้วยความรู้สึกตกใจปนนึกโทษตัวเองไปในตัว...
