ตอนที่ 6 ความร่ำรวยที่ฉุดไม่อยู่
กองทหารองครักษ์เสื้อแพรซุ่มซ่อนตัวเงียบกริบภายใต้ร่มเงาไม้รอบโกดังร้างชานเมือง เย่อู๋ซวนยกมือขึ้นเตรียมส่งสัญญาณให้บุกเข้าจับกุมสายลับกบฏตามที่คาดการณ์ไว้ ทว่าบานประตูไม้ของโกดังกลับถูกผลักออกเสียก่อน
สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ แต่เป็นกลุ่มชายร่างท้วมในชุดผ้าไหมราคาแพงที่พากันวิ่งเบียดเสียดแย่งชิงกันเข้าไปด้านในอย่างเอาเป็นเอาตาย
"หลีกไป! ข้ามาถึงก่อน เถ้าแก่เนี้ย ข้าขอเหมาน้ำตาลกรวดทั้งหมด จ่ายด้วยตั๋วเงินห้าพันตำลึง"
"ฝันไปเถอะ! ร้านยาสกุลหวังของข้าต้องการสมุนไพรเหลียนเฉียว ข้าให้ราคาสูงกว่าตลาดสี่เท่า รับทองคำแท่งไปเลย"
เสียงตะโกนแข่งกันเสนอราคาดังระงมไปทั่วบริเวณ เย่อู๋ซวนชะงักมือที่ค้างอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างอย่างตกตะลึง เขาส่งสัญญาณให้มู่เฉินลอบเข้าไปดูใกล้ๆ อย่างระมัดระวัง
ภาพภายในโกดังทำเอาองครักษ์คนสนิทแทบจะล้มทั้งยืน ชิงชิงในชุดผ้าฝ้ายธรรมดากำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ มือเล็กๆ ของนางกำลังตวัดพู่กันจดบันทึกยอดการสั่งซื้ออย่างเป็นระเบียบ ด้านข้างมีหีบไม้ใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยตั๋วเงินและก้อนทองคำกองพะเนินจนล้นออกมา
ไม่มีกองทหารกบฏ ไม่มีอาวุธซุกซ่อน มีเพียงกองทัพพ่อค้าหน้าเลือดที่กำลังแย่งกันซื้อสินค้าแก้ร้อนในซึ่งขาดตลาดอย่างหนัก
มู่เฉินรีบกลับมารายงานผู้เป็นนาย เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย "เรียนท่านอ๋อง ภายในโกดังไม่มีกบฏพะยะค่ะ มีเพียงชิงชิงที่กำลังขายน้ำตาลและสมุนไพรให้เหล่าพ่อค้าใหญ่ พระชายาไม่ได้จัดหาเสบียงสนับสนุนศัตรู แต่นาง... นางกำลังโก่งราคาทำกำไรมหาศาลจากวิกฤตภัยแล้งพะยะค่ะ"
เย่อู๋ซวนสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยมั่นใจเต็มเปี่ยมพลันชาวาบ ความรู้สึกเสียหน้าตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย
แม่ทัพผู้นำทหารองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายมาซุ่มตัวเพื่อจับกุมกบฏ กลับต้องมาแอบดูสาวใช้กับพระชายาขายน้ำตาลอย่างงั้นหรือ
'นางปั่นหัวข้า ไม่สิ... นางไม่ได้ปั่นหัวข้า เป็นข้าที่คิดระแวงไปเอง' เย่อู๋ซวนคิดในใจอย่างหัวเสีย เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน 'แต่สตรีที่ถูกขังอยู่แต่ในเรือนท้ายจวน จะรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าแคว้นเพื่อนบ้านจะเกิดภัยแล้งจนสินค้าเหล่านี้ขาดตลาด นางมีหูทิพย์ตาทิพย์อย่างนั้นหรือ'
"ถอยทัพ" แม่ทัพเงาอสูรกัดฟันสั่งการเสียงแผ่วเบา ไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงความผิดพลาดอันน่าอับอายครั้งนี้
ณ เรือนหลักของจวนอ๋อง
เย่อู๋ซวนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้จันทน์หอมอย่างหมดสภาพ เขายกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบๆ มู่เฉินยืนรินชาให้อย่างเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยปากวิจารณ์สถานการณ์แต่อย่างใด
"มู่เฉิน เจ้าคิดว่านางทำได้อย่างไร" เขาเอ่ยถามทำลายความเงียบ
"กระหม่อมสุดจะคาดเดาพะยะค่ะ การประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้เป็นเรื่องที่แม้แต่เสนาบดีกรมคลังยังทำไม่ได้ ทว่าพระชายากลับทุ่มเงินสินเดิมทั้งหมดซื้อสินค้ากักตุนไว้อย่างแม่นยำ ราวกับนางมองเห็นอนาคตพะยะค่ะ"
'มองเห็นอนาคตอย่างงั้นหรือ... เหลวไหลสิ้นดี'
เฉินอ๋องสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป ทว่าความจริงที่นางได้กำไรกลับมาเป็นกอบเป็นกำก็กระแทกหน้าเขาอย่างจัง ความสนใจในตัวสตรีใบ้ผู้นี้เริ่มแปรเปลี่ยนจากความหวาดระแวง กลายเป็นความอยากรู้อยากเห็นทันที
เวลาเดียวกันนั้น ณ เรือนท้ายจวน
ชิงชิงแบกหีบไม้ใบใหญ่กลับมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่กว้างจนถึงหู ทันทีที่ปิดประตูเรือนสนิท สาวใช้ตัวน้อยก็เปิดฝาหีบออก เผยให้เห็นแสงสีทองและปึกตั๋วเงินที่อัดแน่นอยู่ภายใน
"คุณหนู เรารวยแล้วเจ้าค่ะ พ่อค้าพวกนั้นแย่งกันซื้อจนหมดเกลี้ยงภายในหนึ่งชั่วยาม กำไรครั้งนี้มากพอให้เราซื้อจวนใหม่ได้สบายๆ เลยเจ้าค่ะ" ชิงชิงละล่ำละลักรายงานอย่างตื่นเต้น
หลินเจาเยว่นั่งจิบชาอย่างสง่างาม นางปรายตามองหีบสมบัติเพียงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนมุมปาก
'เงินทองคืออำนาจ ทว่าอำนาจที่แท้จริงคือการรักษาสิทธิ์ของตนเองมากกว่า'
หลินเจาเยว่วางถ้วยชาลง นางลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เลือกหยิบชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบร้อยแต่แฝงความสูงศักดิ์ออกมาสวมใส่
นางจัดการเกล้าผมอย่างประณีต ปักปิ่นหยกขาวเรียบง่ายแต่ดูมีราคา ท่วงท่าของนางเปลี่ยนจากสตรีที่หลบซ่อนในมุมมืด กลายเป็นพระชายาเอกผู้ทรงอำนาจ
หลินเจาเยว่หยิบม้วนกระดาษที่เขียนเตรียมไว้อย่างบรรจงขึ้นมาถือไว้ในมือ นางหันไปพยักหน้าให้ชิงชิงเป็นสัญญาณ
"คุณหนู... ท่านจะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ แต่ท่านอ๋องเคยสั่งห้าม..." ชิงชิงท้วงขึ้นเสียงเบา
หลินเจาเยว่จรดพู่กันเขียนลงบนกระดาษแผ่นเล็กอย่างรวดเร็ว
"ข้าไม่ได้จะหนี ข้าแค่จะไปทวงสิทธิ์ของข้าคืน"
นางผลักบานประตูเรือนท้ายจวนออกกว้าง ก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งหน้าสู่เรือนหลัก บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดชะงัก เบิกตากว้างมองสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดา
ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้ามาขวางทาง แม้จะรู้ว่านางขัดคำสั่งของท่านอ๋องก็ตาม เพราะรังสีอำมหิตและเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างบางนั้น ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสั่นจนก้าวขาไม่ออก
หน้าห้องหนังสือในเรือนหลัก
มู่เฉินที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของพระชายาใบ้เดินตรงเข้ามา องครักษ์หนุ่มลังเลว่าจะเข้าไปขวางดีหรือไม่ ทว่าหลินเจาเยว่กลับส่งสายตาเฉียบขาดตวัดมองเพียงครั้งเดียว คล้ายกับกำลังบอกว่าหากไม่อยากเจ็บตัวก็จงหลีกทางไป
มู่เฉินลอบกลืนน้ำลาย ยอมก้าวถอยหลังเปิดทางให้นางอย่างลืมตัว
ปัง!
หลินเจาเยว่ผลักบานประตูห้องหนังสือเปิดออกโดยไม่รอให้ผู้ใดรายงาน เย่อู๋ซวนที่กำลังนั่งอ่านตำราพิชัยสงครามเงยหน้าขึ้นขวับ นัยน์ตาดุดันวาวโรจน์ขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าผู้บุกรุกคือใคร
"หลินเจาเยว่! เจ้าบังอาจขัดคำสั่งข้า กล้าก้าวออกจากเรือนท้ายจวนโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากข้าอย่างงั้นหรือ!" เขาตวาดเสียงกร้าว ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ทว่าหลินเจาเยว่กลับไม่สะทกสะท้าน นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา นัยน์ตาหงส์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของบุรุษตรงหน้าอย่างท้าทาย นางยกมือขึ้นตบม้วนกระดาษในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง ป้าบ!
เย่อู๋ซวนก้มลงมองม้วนกระดาษสลับกับใบหน้านิ่งสงบของนาง "นี่คืออันใด สารภาพผิดอย่างนั้นหรือ"
นางส่ายหน้าเบาๆ พลางใช้นิ้วเรียวเคาะลงบนกระดาษเป็นเชิงสั่งให้เขาอ่าน
แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้ว คลี่ม้วนกระดาษออกอ่านอย่างหงุดหงิด ทว่าเพียงแค่กวาดสายตาอ่านบรรทัดแรก ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างขึ้น
มันไม่ใช่จดหมายสารภาพผิด ทว่ามันคือใบร้องเรียนทางกฎหมายที่เขียนด้วยลายมือตวัดสวยงามและทรงพลัง
เนื้อหาระบุข้อกฎหมายหมวดการปกครองเรือนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ชี้แจงถึงสิทธิ์ของภรรยาเอกที่พึงได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนตามบรรดาศักดิ์ ทว่านับตั้งแต่นางแต่งเข้ามา เบี้ยหวัดส่วนนี้กลับถูกระงับและตัดขาดอย่างไร้เหตุผล
นอกจากข้อกฎหมายแล้ว ด้านล่างยังมีการคำนวณยอดเงินที่สูญหายไปอย่างแม่นยำทุกอีแปะ พร้อมกับข้อเรียกร้องให้ทางจวนจ่ายเงินชดเชยย้อนหลังทันที มิเช่นนั้นนางจะนำเรื่องนี้ไปร้องเรียนต่อกรมพิธีการ เพื่อฟ้องร้องว่าเฉินอ๋องละเลยกฎหมายสมรสพระราชทาน
เย่อู๋ซวนอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความรู้สึกชาวาบไปทั้งหน้า เขาเป็นถึงแม่ทัพบัญชาการกองทัพนับแสน ทว่ากลับถูกสตรีใบ้ผู้หนึ่งใช้ข้อกฎหมายมาไล่ต้อนจนมุมอยู่ในห้องทำงานของตนเอง
"เจ้า... เจ้ากล้าขู่ข้าอย่างงั้นหรือ!" เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน จ้องมองนางอย่างกินเลือดกินเนื้อ
หลินเจาเยว่ยืนหลังตรง นางไม่ได้หลบสายตา ซ้ำยังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเย็นชา คล้ายจะบอกว่านางไม่ได้ขู่ แต่นางเอาจริง
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนสายธนูแทบขาด เย่อู๋ซวนกำใบร้องเรียนในมือแน่น เขากำลังเผชิญหน้ากับสตรีที่หาใช่ลูกแกะอ่อนแอ ทว่านางคือพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนเขี้ยวเล็บมาอย่างยาวนาน และตอนนี้นางกำลังกางกรงเล็บออกเพื่อทวงทุกสิ่งที่เป็นของนางคืน
ทว่า... ใบร้องเรียนเรื่องเบี้ยหวัดนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น หลินเจาเยว่ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบกระดาษอีกแผ่นหนึ่งออกมาวางทาบทับลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
นางใช้นิ้วเคาะลงบนกระดาษแผ่นใหม่ นัยน์ตาทอประกายเย็นเยียบราวกับยมทูตที่กำลังรอพิพากษาคดี
