ฆ่าม้าศึกมาทำเป็นอาหาร!!
คำพูดที่แสนมั่นใจของนางทำชายผู้นั้นมองนิ่ง คล้ายกับว่าเขาคิดอะไรบางอย่าง เท้าบางที่กำลังจะมุ่งหน้าออกจากเชิงเขา ทำคนจรต้องรีบเอ่ยออกไปเป็นการเตือนกลายๆ
”ดินแดนใต้แห่งนี้ ก่อนย้ายมาจากทางเหนือเพื่อมาแต่งตั้งเป็นแผ่นดินทองที่ใหม่ เคยเป็นเมืองที่มีกำลังทหารแกร่งกล้า แต่ตอนนี้…“ ได้ยินเขาเล่าเอื่อยๆเช่นนั้นนางจึงตัดสินใจเดินกลับไปหาชายผู้นั้นอีกครั้ง และนั่งลงตรงข้างเขา
”ท่านไม่ใช่คนสติเลอะเลือน เช่นนั้นข้าถามท่านเพียงครึ่งคำ จักวรรดิในแผ่นดินทองนี้นามว่าอะไร!!“ ใจดวงน้อยเต้นอึกกระทึก แม้คาดเดาไว้แล้วว่านี่อาจจะเป็นราชวงศ์ที่นางคิดเอาไว้ แต่เพียงอยากรู้ว่าอยู่ใต้การปกครองของใครเท่านั้น!!
“องค์จักวรรดิเจ้าเสี่ยน โดยมีเซี่ยฮองไทเฮาสำเร็จราชการแทน!!“ นางหลับตานึกถึงหน้าประวัติศาตร์ที่เรียนมาแล้วจิตใจดำมืด
”ราชวงศ์ซ่งใต้งั้นหรือ อย่างไรก็ล่มสลาย มีเวลาแค่15วัน จะทำเช่นไรดี“ เสียงพึมพำไม่เบานัก บุรุษผู้นั้นได้ยินทุกคำ
”เจ้าพูดว่าล่มสลายงั้นหรือ?“ นางพยักหน้า
”ท่านเชื่อคำว่า ในแคว้นซ่งใต้นี้มี บัณฑิต หมอยา คนศึกษาตำราแพทย์มากมาย ทำการค้าก็ได้เปรียบ เพราะทุกคนล้วนมีความหลักแหลมทางด้านความคิด ใครเลยจะคิดว่า…ราชวงศ์สนับสนุนข้าราชการมาตลอดแต่ไม่สนับสนุนการทหาร นั่นเท่ากับว่า…ในแคว้นซ่งใต้นี้ มีแต่ข้าราชการที่สวมชุดเกาะเท่านั้น!! หาคนทำการรบอย่างแข็งแกร่งได้ยากยิ่ง“ ดีที่นางศึกษาประวัติศาสมาพอสมควรจึงวางแผนได้ดี หลังจากแน่ใจแล้วว่าตอนนี้อยู่ในจักวรรดิใด
”แล้วเหตุใดท่านจึงเลือกแม่ทัพเว่ย“ ชายผู้นั้นยังคงสงสัยในตัวนาง
”เพราะ เขาเป็นผู้บัญชาการของบิดาข้าแม่ทัพเมิ่ง การที่ข้าจะรักษาชีวิตของบิดาข้า เขาต้องให้ความร่วมมือด้วย“
”ชายชาติทหารไม่หนีศึก ออกจากกองทัพมีโทษถึงตาย“ เขายังคงพูดต่อ มีเพียงนางที่ยิ่มยัน
”แน่นอน ต่อให้ไม่ออกจากกองทัพและเอาตัวรอด ชาวบ้านนับหมื่นต้องตายแน่ๆ นอกจากจะโดนข้าศึกล้อมจนอดอาหารตาย ราชสำนักยังไม่ใยดีหากพวกเขาจะตายตกตามชายป่านี้“ นางมองไปยังค่ายทหารด้านหน้า ก่อนเค้นสมองหาชื่อเว่ยอิ่งโหลว กลับไม่พบ้จอในประวัติศาสตร์ที่นางศึกษามา
“หมายความว่าราชสำนักจะ…ละทิ้งการรบงั้นหรือ” นางชี้ให้เขาเห็นภาพ ณ ตอนนี้ชาวบ้านที่มาขอพึ่งใบบุญท่านแม่ทัพกำลังทยอยออกเดินทางไปที่อื่น
“เริ่มแรกคงเป็นเรื่องเสบียงที่ไม่แจกจ่ายให้ เหล่าราชวงศ์คงหาวิธีรับมือกับข้าศึก แต่เหล่าเสนาชั่วคงหาวิธีสวามิภักดิ์ข้าศึกมากกว่า ท่านมองดูสิ ความเป็นจริงก็อยู่แค่ตรงหน้า และ… ข้าต้องไปเตือนพวกเขา!!” นางเดินออกไปโดยมีบุรุษผู้นั้นตามไปเงียบๆ นางคิดว่าเขาคงต้องการไปให้รู้แจ้งว่าชาวบ้านจะโดนทิ้งจริงๆงั้นหรือ!!
พรึบ ลูกธนูวิ่งผ่านหน้านางไป ทหารที่ดูอ่อนแรงรีบวิ่งออกมากันท่า
“ทะ ท่านแม่ทัพ!!” คนพวกนั้นรีบคุกเข่า แต่ไม่ได้เคารพนางแต่เป็นคนด้านหลังมากกว่า
“แม่ทัพ? ท่านเป็นแม่ทัพงั้นหรือ?” นางมองเขาด้วยความตกใจ แต่คนจรที่นางแบ่งอาหารให้เมื่อครู่กลับนิ่งเฉย
“ข้าออกไปลาดตระเวน พวกเจ้ากลับปล่อยให้ชาวบ้านออกไปตายเอาข้างนอก!! แล้วเหตุใดไม่เก็บลูกธนูนี้เอาไว้กันข้าศึก เจ้ายิงเพียงสตรีนางนึงเดินเข้ามางั้นหรือ!!” เสียงตวาดก้อง ทุกคนก้มหน้าอย่างหวาดกลัว
“เมื่อครู่ชาวบ้านคนนึงเกิดคุ้มคลั่ง เอามีดไล่แทงคนอื่น ตอนนี้…” ท่าทางสับสนและไปต่อไม่ถูกทำนางเห็นใจ
“ความคิดที่สับสน นอกจากทำร้ายตนเองยังทำร้ายผู้อื่นเพื่อปล่อยอารมณ์หวาดกลัว หากท่านเป็นแม่ทัพจริง เช่นนั้นไม่สู้เรียกรวมพลและทำความเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้หรือเจ้าคะ” นางคิดว่าเขาคงเป็นแม่ทัพสักคนนึงและรู้สึกดีที่อย่างน้อยๆเข้ามาที่นี่ก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก
“เสบียงเราเหลือให้กินได้อีก2วัน การแย่งชิงจึงเริ่มขึ้น ตอนนี้ชาวบ้านบางคนที่ขนเสบียงมาก็ไม่อยากแบ่ง จึงพากับออกจากค่ายทหารไปแล้วขอรับ” เขาถอนหายใจก่อนจะหลับตาลง
“วางเวรยามให้แน่นหนา แม่ทัพเมิ่งอยู่ที่ใด?“ นางนึกดีใจที่บิดาที่ตามหาอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปออกลาดตระเวนหรือประจำที่ชายแดนอย่างที่นางกลัว
”อยู่ที่โรงเลี้ยงม้าขอรับ หากแม้ว่าไม่มีอาหารจริง แม่ทัพเมิ่งก็ยินดีจะ…ฆ่าม้าศึกเป็นอาหาร!!“ นางก้าวขาเข้าไปอย่างลืมตัว ฝ่ามือหนาจึงคว้าแขนนางเอาไว้
”เจ้าได้เจอกับบิดาเจ้าแน่ๆ แต่ต้องหลังจากที่เจ้าพิสูจน์ตนเองเสียก่อนว่าสิ่งที่เจ้าพูดคือเรื่องจริง!!“
สุดท้ายตอนนี้แม้ร้อนใจ แต่จำใจต้องเดินตามเขาเข้ามาที่กระโจมบัญชาการ ท่ามกลางสายตากดดันของทหารคู่ใจเขา2-3นาย นางกัดปากและสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ
“เฟยเฟยอย่าได้กลัวไป บางอย่างเราก็เปลี่ยนชะตาไม่ได้หรอกนะ“ เสี่ยวไป๋จากที่อยู่ในกระเป๋าข้างเอวบัดนี้ปีนขึ้นมายืนบนบ่าบอบบางคล้ายจะบอกว่าเขาจะอยู่เคียงข้างนางไม่ต้องกลัว
”เจ้าพูดมาเถอะ เหตุการณ์ที่เจ้ากล่าวถึงเจ้ารู้ได้อย่างไร“ บุรุษตรงหน้าที่โป้ปดนางว่าเป็นคนจรบัดนี้มีท่าทีสง่าผ่าเผยแม้ว่าจะอยู่ในชุดมอมแมมก็ตาม
”ข้าศึกษาการทำศึกมาตั้งแต่ราชวงศ์ซ่งเหนือ จนถึงจักวรรดิเจินจง และเพราะย่าข้าเคยเป็นนักพรตหญิงตาบอด การทำนายดวงชะตาตอนบิดาข้าออกรบจึงเกิดขึ้น“ นางไม่อาจบอกที่มาที่ไปของนางได้อย่างตรงไปตรงมาจริงๆ
”หากเจ้ามั่นใจว่าสิ่งที่ย่าเจ้าทำนายถูก เช่นนั้นไม่ลองยกตัวอย่างดูหน่อยหรือ“ ซ่านเป่า รองแม่ทัพเป็นคนเอ่ยบอก
”ข้าพูดถึงความลัยทางการทหารได้ด้วยหรือ?“ นางไม่มั่นใจว่าสิ่งใดแตะต้องได้บ้างจึงต้องถามเสียก่อน
”แน่นอนว่าย่อมได้“ นางเอากระดาษและหมึกออกมาก่อนจะวาดแผนผังขึ้นมา
”นั่นคือผังอะไร การวาดเช่นนี้ไม่เคยเห็นเลยขอรับ“
”นั่นสิ“ กลุ่มทหารที่อยู่ในห้องผู้บัญชารีบมุงดูอน่างสงสัย ร่างสูงใหญ่เองก็ลงมาดูด้วย
”เฉินอี้จง จางซื่อเจี๋ย ลู่ซิ่วฟู“ เขาแปลกใจเล็กน้อยที่นางเขียนชื่อแม่ทัพเหล่านี้ หนึ่งในนั้นยังมีพี่น้องร่วมสาบานของเขาอยู่ด้วย
“เจี่ยซื่อเต้า เจ้ารู้จักด้วยงั้นหรือ?“
