ทะลุมิติ
"หากเจ้ายังกล้าแตะตัวข้า...หัวเจ้าจะหลุดจากบ่าเป็นแน่" เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่เสียงตะคอกโกรธเกรี้ยว หากแต่เป็นน้ำเสียงเย็นยะเยือก ราบเรียบ ทว่าคมกริบเฉียบขาด
สตรีที่นั่งอยู่ที่พื้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของโลหะที่แนบชิดที่ลำคอ ความเงียบงันปกคลุมทุกสิ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา ลำคอขาวมีเพียงเส้นบางบางกั้นระหว่างชีวิตและความตาย
ดวงตาคู่งามสบตากับบุรุษผู้เป็นเจ้าของเสียงนั้น ...ใบหน้าหล่อเหลาของเขาราวกับถูกสวรรค์บรรจงสลักสร้าง คิ้วเข้มดั่งพู่กันตวัด เส้นผมยาวดำขลับถูกรวบไว้อย่างดี เผยให้เห็นกรอบหน้าเด่นชัด ดวงตาคมปลาบเปล่งแสงเยียบเย็น ราวกับสามารถทะลวงจิตใจคนได้ในพริบตา จมูกโด่งได้รูปรับกับริมฝีปากบางเฉียบที่เม้มแน่น แผ่รังสีอันตรายออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใดอีก
ร่างสูงสง่าเปี่ยมอำนาจ ยังคงถือดาบจ่อที่คอระหงนั้น สายตาคมปลาบเปล่งประกายอำมหิตจ้องมองสตรีร่างเล็กเพียงชั่วครู่ แม้จะไม่ได้เคลื่อนไหวอันใด แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับหนักหน่วงเสียยิ่งกว่ากองทัพนับร้อยพัน
เวยเว่ยรวบรวมสติก่อนจะขมวดคิ้วเรียว นี่มันเรื่องอะไรกัน...เธอคิดในใจอย่างงุนงง ตอนนี้เธอรู้สึกราวกับตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในฉากละครที่ไม่ได้ซ้อมล่วงหน้า น้ำเสียงของชายแปลกหน้าเย็นเฉียบเกินกว่าจะเป็นการล้อเล่น และถ้อยคำที่เปล่งออกมาก็ดูจะจริงจังเสียจนขนลุก
เวยเว่ยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเกร็งโดยไม่รู้ตัว ขณะดวงตาคู่สวยค่อยๆ เลื่อนลงมองดาบเล่มนั้นอย่างชัดถนัด ปลายคมดาบวาววับแทบจะแนบติดกับลำคอขาวละเอียด มันอยู่ใกล้เสียจนเงาสะท้อนในคมดาบเผยให้เห็นภาพใบหน้าของตนที่ซีดเผือดอย่างน่าสงสาร
ปลายคางของเธอสั่นไหวเล็กน้อย ความกลัวที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจเริ่มเผยออกมา แม้ว่าเธอจะเคยกล้าหาญเพียงใด แต่ยามนี้...เพียงหนึ่งแรงสะบัด หากมือของเขาสั่นแม้เพียงนิด ชีวิตน้อย ๆ ของเธอก็อาจจบลงอย่างอนาถในห้วงพริบตาเดียว
“บ้าเอ๊ย…นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?!”
เวยเว่ยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง พยายามข่มความกลัวไว้ใต้สีหน้าเรียบนิ่ง บุรุษตรงหน้าสวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้มปักลวดลายมังกรทองแลดูโอ่อ่า อาภรณ์ที่เขาสวม…มันดูเหมือนว่าจะเป็นชุดแต่งงานในนิยายจีนโบราณ!
หัวใจของเวยเว่ยเต้นกระหน่ำ ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความสับสน เธอก้มลงมองตัวเองอย่างรวดเร็ว และต้องชะงักงันเมื่อพบว่า…ตนเองก็กำลังสวมชุดเจ้าสาว!
ผ้าคลุมบางสีแดงที่เคยคลุมศีรษะพลิ้วไหวตกอยู่ที่พื้นอย่างไร้ระเบียบ ราวกับหลุดจากศีรษะของเจ้าสาวในยามหลบหนี กระโปรงยาวสีแดงสดปักลวดลายมังกรฟ้ากับนกเฟิ่งหวงสีทองอ่อนสลับซ้อนทับกันอย่างประณีตบรรจง เนื้อผ้าเนียนละเอียด เงางามจับแสงเทียนอบอุ่นที่ ลวดลายบนนั้นช่างวิจิตรยิ่งนัก ราวกับเป็นชุดที่ตัดขึ้นมาเพื่อพิธีแต่งงานของราชวงศ์
เธอไม่เข้าใจ...เหตุใดตนถึงได้มาอยู่ในชุดนี้?
ความสับสนตีกันในหัวจนยุ่งเหยิง นี่มันอะไรกันแน่? ทำไมอยู่ดีๆ เธอถึงมาอยู่ในสถานการณ์ประหลาดแบบนี้...
แต่ถึงจะงุนงงเพียงใด สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดยังคงทำงาน เวยเว่ยสูดหายใจเข้าลึก ค่อยๆ คลี่ยิ้มประจบ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พี่ชาย…ใจเย็นก่อน เอาดาบมาจ่อคอกันแบบนี้…มันออกจะไม่สุภาพนิดหน่อย เกรงว่าจะไม่ค่อยดีต่อใจทั้งสองฝ่ายเท่าไหร่…”
เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ก็พยายามรักษาชีวิตอย่างเต็มที่
บุรุษตรงหน้าค่อยๆ ลดดาบลงอย่างเยือกเย็น ทุกอากัปกิริยาเต็มไปด้วยแรงกดดัน เขาจ้องมองเธออีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นคมกริบราวกับใบมีด ดำลึกและเย็นชาจนเหมือนสามารถแช่แข็งหัวใจของคนที่สบตาได้ภายในชั่วพริบตา
จากนั้นเขาก็สะบัดหน้าหนี ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเขาค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน กลิ่นอายเย็นเยียบ และแรงกดดันมหาศาลที่ยังคงหลงเหลือค้างอยู่ในอากาศ
เวยเว่ยกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ มือยังสั่นไม่หยุด ขณะพึมพำกับตัวเองเสียงเบา
“ให้ตายเถอะ...นี่มันเรื่องอะไรกันแน่...”
เธอกะพริบตาถี่ๆ พยายามรวบรวมสติ สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างงุนงง เพดานไม้สูง โคมสีแดงห้อยอยู่ตามมุมห้อง ม่านไหมพลิ้วไหวตามแรงลม กลิ่นหอมบางเบาจากกำยานลอยอ้อยอิ่ง
บรรยากาศโดยรอบดูเหมือนจะเป็น...เรือนหอ?
เวยเว่ยรีบสาวเท้าไปที่หน้าต่างซึ่งถูกเปิดทิ้งไว้ ลมกลางคืนพัดเอื่อยเข้ามาแตะต้องผิวกายจนขนลุกซู่ เวยเว่ยยืนแนบตัวกับกรอบไม้เก่า เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำที่มีเพียงแสงจันทร์นวลส่องลงมายังสวนด้านล่าง ท่ามกลางเงาไม้ที่พลิ้วไหวตามแรงลม ดอกไม้หลากพันธุ์บานรับแสงราวภาพวาดที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต
แสงจากโคมไฟโบราณส่องวาบเป็นจุด ๆ ตามทางเดินหิน สะท้อนสีเหลืองอบอุ่นที่แผ่กระจายอยู่รอบเรือน สาวใช้ในชุดผ้าฝ้ายเดินไปมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เวยเว่ยยืนนิ่ง ดวงตาสั่นระริก เธอหลับตาลงแน่น หวังเพียงว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทุกอย่างจะหายไป เหมือนความฝัน
...หนึ่ง...สอง...สาม...
เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ
แต่ภาพตรงหน้ายังคงเหมือนเดิม กลิ่นดอกไม้ในยามค่ำ เสียงฝีเท้าสาวใช้ที่เดินผ่านไป แม้กระทั่งเสียงจิ้งหรีดร้องในพุ่มไม้ ทุกอย่างจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน..." เสียงเธอเบาหวิว แทบจะหลุดลอยไปกับลมยามราตรี ความรู้สึกสับสนปะปนตกใจไหลทะลักขึ้นมาในอก
เธอหันกลับมานั่งลงที่โต๊ะไม้กลมกลางห้อง ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงทั้งที่หัวใจยังเต้นระรัว
“เวยเว่ย...ต้องตั้งสติ… ต้องตั้งสติ...” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะยกมือขึ้นลูบแขนตัวเอง พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพ่นออกมาอย่างช้า ๆ สมองเธอเริ่มทำงานรวดเร็วขึ้น พยายามไล่เรียงทุกอย่างตามลำดับ
เธอจำได้แล้ว… ใช่แล้ว!!!
