Chapter 09 ละเลย
นัยน์ตาคมมองยังโทรศัพท์ในมือที่ถือร่วมชั่วโมง ภาคินยังลังเลว่าจะโทรหานะตอนนี้ดีไหม เขารู้ว่าคนรักกำลังโกรธตนอยู่ หากโทรไปก็คงจะคุยกันไม่รู้เรื่องอย่างแน่นอน แต่หากไม่โทรไปเลยก็จะกลายเป็นเขาเองหรือเปล่าที่ละเลย
ตลอดสายของวันที่เขานั่งประชุมอยู่ในห้องกับหุ้นส่วนโครงการใหม่และพนักงานที่เกี่ยวข้อง ภาคินแทบไม่ได้สนหรือฟังสิ่งที่คนอื่นกำลังพูดอยู่ด้วยซ้ำ ทว่าตอนนี้ถึงคิวของเขาแล้วที่จะต้องแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่พนักงานคนล่าสุดได้นำเสนอไป
“พี่ภาคินครับ”
“...”
“พี่ภาคิน!”
เพราะพัดที่เรียกเขาอยู่หลายครั้งแต่อีกฝ่ายก็ไร้เสียงตอบกลับทำให้คนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต้องใช้มือเล็กจับทับทาบที่แขนแกร่งของชายหนุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้
ภาคินได้สติต่อสถานการณ์รอบตัว เขาพยักหน้าเพียงอย่างเดียวและไม่ได้พูดอะไรต่อ สร้างความแปลกใจต่อพนักงานทั้งหมดที่เห็นคนตั้งใจทำงานอย่างภาคินเหม่อลอยได้มากขนาดนี้
“งั้นเราพักประชุมกันก่อนดีไหมครับ จะได้ให้คนอื่น ๆ ได้ทำธุระส่วนตัวกันด้วย” เป็นพัดที่พูดขึ้นเสนอ แม้เหตุผลหลักของการพักเบรกจะไม่ใช่สิ่งที่พูดบอกไปก็ตาม แต่ภาคินตอนนี้ไม่ใช่คนที่พร้อมสำหรับการประชุมจริง ๆ
“เอาตามที่คุณพัดบอกก็ได้ อีกสิบนาทีเราค่อยมาประชุมกันใหม่แล้วกัน” หลังจากที่หัวหน้าโครงการพูดบอกทุกคนก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่และเดินออกจากห้องประชุมไปในทันทีไร้คำถามอื่นใด เหลือเพียงภาคินและพัดที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม ภาคินวางโทรศัพท์ในมือลงบนโต๊ะก่อนใช้มือทั้งสองข้างเสยผมของตัวเองอย่างเหนื่อยล้าและหมดหนทาง
“พี่ภาคินเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ตั้งแต่เช้าพัดเห็นพี่ไม่ค่อยมีสมาธิเลย เอาแต่เหม่อ” แม้จะรู้ว่าคำถามค่อนข้างเสียมารยาทแต่พัดก็ถามเขาด้วยความเป็นห่วงทั้งหมดของตัวเอง
“พอดีมีปัญหากับนะนิดหน่อยน่ะ”
“เมื่อคืนก่อนเหรอครับ?” ภาคินพยักหน้าตอบ พัดจำได้ว่าเขารีบกลับบ้านไปเพื่อฉลองกับคนรักและครอบครัว แต่ดูเหมือนว่าภาคินน่าจะไปไม่ทันจริง ๆ เพราะกว่าจะแยกย้ายก็ปาไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว
“ถ้าเราจะเลิกและเลื่อนประชุมไปวันอื่นก็ได้นะครับ ส่วนไหนที่พัดทำได้ พัดก็จะทำไปก่อนล่วงหน้าให้” ภาคินเข้าใจดีว่าอีกคนหมายถึงอะไร พัดตั้งใจจะเลื่อนประชุมเพื่อให้เขากลับไปเคลียร์กับนะ
“นะกลับที่ฝึกงานไปตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้วล่ะ อีกอย่างงานของเราก็ใกล้เข้ามาเต็มที พี่ไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวกระทบเรื่องงาน” แต่เขาก็ลืมไปอีกเรื่องว่าตัวเองทำให้เรื่องงานนั้นกระทบเรื่องส่วนตัว
“ปล่อยไว้แบบนี้จะดีจริง ๆ น่ะเหรอครับ”
“...”
ระหว่างที่ภาคินใช้ความคิดกับคำพูดของพัดเมื่อครู่ พนักงานคนอื่น ๆ ที่แยกย้ายกันไปพักก็เริ่มเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมอีกครั้งแล้ว พัดยังคงรอคำตอบจากเขาเพื่อให้รู้ว่าการประชุมในวันนี้ควรจะหยุดลงหรือไปต่อ
“ประชุมต่อเถอะ ไปเคลียร์กันตอนนี้ก็คงจะไม่มีอะไรดีขึ้น นะเป็นแบบนี้แหละ อารมณ์ร้อนแล้วอะไรก็เอาไม่อยู่” สุดท้ายแล้ว ภาคินก็เลือกที่จะไม่ไปตามเคลียร์กับนะเพราะคิดว่าตัวเองรู้นิสัยของอีกฝ่ายดีว่าเป็นอย่างไร
“โอเคครับ เอาตามที่พี่ภาคินคิดว่าดี” แล้วทุกคนก็เข้ามาในห้องประชุมกันจนครบก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มขึ้นอีกครั้งและภาคินที่กลับมามีสมาธิให้กับการประชุมเหมือนเดิม
- ช่วงค่ำของวันนั้น -
พร้อมเดินทางมารับอีกคนที่คอนโดตามสัญญาว่าวันนี้พวกเขาจะดื่มกันที่ร้านใกล้คอนโดของน้องนักศึกษาฝึกงานอย่างนะ ทั้งคู่แต่งตัวธรรมดาตามประสาและนะที่นั่งเงียบมาตลอดทางจนถึงร้าน
“ยังไม่มีใครมาเหรอครับ?”
“...”
พร้อมทำหน้าสงสัยต่อสิ่งที่นะพูด เขารู้ว่านะพูดถามอะไรออกมาเพียงแค่ไม่เข้าใจความหมายเท่านั้น อะไรคือ ยังไม่มีใครมาเหรอครับ?
“ก็คนอื่น ๆ ไงครับ...มีแค่เราสองคนงั้นเหรอครับ?” เหมือนว่าสีหน้าของพร้อมจะเป็นคำตอบของนะไปแล้ว พออีกฝ่ายพูดออกมาแบบนั้น พร้อมก็พอเข้าใจในความหมายของประโยคเมื่อครู่แล้วเหมือนกัน
“ก็นี่เป็นของขวัญวันเกิดย้อนหลังของนะ พี่จะต้องชวนคนอื่นมาทำไมล่ะ?” พร้อมพูดบอกความตั้งใจพลางเดินไปนั่งลงยังโต๊ะที่ทำการจองไว้แต่แรก ร้านนี้เป็นร้านดังของย่าน ลูกค้าที่เข้ามารับบริการล้วนต้องจองล่วงหน้ามาทั้งนั้น นะไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้แปลกใจอะไรด้วยเหมือนกัน ร่างโปร่งนั่งตามลงตรงข้ามรุ่นพี่หนุ่มในทันที
“ความจริงพี่พร้อมจะชวนคนอื่นมาด้วยก็ได้นะครับ ถึงผมจะเป็นแค่เด็กฝึกงานแต่ผมก็เลี้ยงไหวนะ”
“รู้แล้วว่ารวยมาก แต่ใครจะให้นะเลี้ยงกันล่ะ ของขวัญย้อนหลังวันเกิดที่ว่าก็มีแค่นะที่มานั่งดื่มด้วยเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่าย พี่ออกเอง”
นะที่ไม่ได้หมายความว่าตัวเองนั้นรวยก็รู้สึกไม่ดีที่ทำให้รุ่นพี่หนุ่มคิดแบบนั้น แต่ประโยคหลังของพร้อมก็ทำเอานะไม่เห็นด้วยเหมือนกัน เพียงแค่เขามานั่งดื่มด้วยแบบนี้ จะเรียกว่าเป็นของขวัญย้อนหลังวันเกิดได้อย่างไรกัน
“งั้นเข้าโครงการคนละครึ่งมะ?”
“...”
เพราะอีกคนที่ทำน้ำเสียงแบบนั้นออกมาทำให้พร้อมไม่ได้ตอบคำถามของนะไปในทันที นัยน์ตาคมของเขายังคงจ้องมองใบหน้ายิ้มฉีกกว้างของคนตรงข้าม ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ยิ่งมั่นใจว่าใบหน้าของรุ่นน้องคนนี้เหมาะกับรอยยิ้มเป็นที่สุด
“เอางั้นก็ได้ ไม่เมาไม่กลับนะ”
“จะดีนะครับ ฮ่า ๆ แต่ว่าพรุ่งนี้เราก็มีงานนะพี่”
“เอานี่ไป”
พูดจบพร้อมก็ล้วงเอาซองเล็ก ๆ ออกมาให้นะ นะรับไว้อย่างไม่ลังเลเพราะรู้อยู่แล้วว่ามันคืออะไร ตามรีวิวก็ออกจะเยอะว่าไอ้เจ้านี่สามารถช่วยคนให้หายแฮ้งจากแอลกอฮอล์ได้ แถมยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อชื่อดัง
“อย่าบอกนะว่าพี่เชื่อจริง ๆ ว่าอันนี้ช่วยได้”
“เฮ้ย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เคยเห็นพี่แฮ้งไปทำงานไหมล่ะ ตัวนี้แหละ ได้ผลมาก”
นะพยักหน้ารับพลางอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อีกครั้งอย่างละเอียด แน่นอนว่ามันทานแล้วไม่ตาย แต่นะแค่อยากรู้ส่วนประกอบของตัวยานี้มากกว่า
ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งคู่ก็เริ่มสั่งออร์เดอร์กับพนักงานสาวที่เข้ามาดูแล ที่นี่เป็นร้านนั่งชิลล์ ส่วนใหญ่ก็จะมีพนักงานเข้ามายุ่งเฉพาะตอนดูแลเรื่องความสะดวกเท่านั้น
“เจอกันทุกวัน ไม่เคยถามเลย ฝึกงานที่นี่เป็นยังไงบ้างล่ะ?”
“ไม่รู้สึกผิดหวังเลยครับ พี่ทุกคนใจดี เล่นเป็นเล่น ทำงานเป็นทำงาน แถมหัวหน้าก็น่ารักสุด ๆ ผมเชื่อนะว่าที่นี่คงเป็นความฝันของเด็กฝึกงานอย่างผมเลย”
ที่นะพูดไปไม่ได้หวังเอาใจพนักงานของบริษัทนี้ แต่เขารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ตั้งแต่ได้ฝึกงานมา น้อยมากที่จะได้เจอกับความอึดอัดหรือลำบากใจที่ต้องทำงาน ที่นี่ให้ทั้งประสบการณ์และวิชาอาชีพที่ไม่มีเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย มันดีมาก ๆ เลย
“คิดแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ” พร้อมพูดบอกพลางส่งแก้วที่ตนชงเหล้าเพิ่งเสร็จให้รุ่นน้อง นะรับไว้ก่อนพูดต่อในสิ่งที่ตัวเองอยากจะพูดบอก
“ฝึกงานที่ดีคือฝึกงานแบบที่เราลืมวันเวลาได้ครับ อีกเดือนเดียวเองที่ผมจะได้ฝึกงานอยู่ที่นี่ เร็วมาก ๆ”
“...”
สิ่งที่นะพูดมันทำให้พร้อมนิ่งไปในทันที นี่มันเร็วขนาดนี้เลยเหรอ น้ำแข็งที่คีบค้างไว้ระหว่างที่คีบกับแก้วหล่นลงด้านในพาให้เรียกสติของรุ่นพี่หนุ่มกลับมาและชงเหล้าให้ตัวเองจนเสร็จ
“ทุกคนจะคิดถึงเด็กฝึกงานคนนี้แน่นอน”
“พี่พร้อมก็พูดซะผมเขินเลยนะครับ ฮ่า ๆ”
ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มหัวเราะออกมาด้วยกันแม้ว่าใจของพร้อมมันจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้น และคำที่หมายถึงก็คงจะไม่ใช่ทุกคนในบริษัทหรืออาจจะมีแค่คนเดียวด้วยซ้ำล่ะมั้ง
“คิดแล้วใช่ไหมว่าเรียนจบไปแล้วจะทำงานอะไร?”
“ครับ ก็คงไม่พ้นงานที่ตัวเองถนัด ผมคิดว่าการที่เราทำงานอะไรก็ตามที่เราถนัดและชื่นชอบ ทุกอย่างที่ทำไปมันจะออกมาดีและพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความชอบของเราเอง”
ตลอดการดื่มเป็นพร้อมที่ชวนนะคุยด้วยตลอดแต่ก็มีอยู่หลายคำถามเหมือนกันที่นะถามกลับ ช่วงเวลาที่เสียใจแล้วมีคนเข้ามาทำให้เราลืมช่วงเวลาที่เจ็บปวดนั้นได้ นะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันรู้สึกดีมาก ๆ และพร้อมก็รู้สึกดีไม่แพ้กันที่ทำให้นะยิ้มและหัวเราะได้ตลอดการนั่งดื่มด้วยกันสองคนแบบนี้
“ไม่คิดเลยนะว่ากินสองแปดห้าคู่กับแกล้มก็อร่อยเหมือนกัน”
“ร้านนี้อาหารอร่อยมากกว่าครับ สมคำร่ำลือ”
นะพูดเสริมพลางมองรุ่นพี่หนุ่มที่ปกติแล้วก็ไม่เห็นเขาจะทานกับแกล้มคู่แอลกอฮอล์ในแก้ว พร้อมกับยกแก้วของตัวเองขึ้นดื่มด้วยเหมือนกัน
“ลองดูดิ กระเพาะจะได้ไม่พรุนเพราะเหล้าไปก่อนฝึกงานจบ”
เพราะเห็นว่านะเอาแต่กระดกเหล้าเข้าปากไม่หยุดจนพร้อมอดห่วงไม่ได้ เขาเลยต้องเป็นคนเปิดกับแกล้มที่สั่งมาให้ก่อน รุ่นน้องจะได้อยากทานตาม นะรีบวางแก้วที่กำลังยกดื่มในทันทีแต่เหมือนว่าเขาจะช้าไปอยู่ดี เพราะช้อนที่กำลังจ่อปากตัวเองอยู่นั้นมันใกล้จนปฏิเสธไม่ได้เสียแล้ว
“ไม่เป็นไร อ้าปากพอ”
“ครับ ขอบคุณครับ”
เหมือนว่านะจะอึกอักอยู่นานเหมือนกัน สุดท้ายก็ยอมอ้าปากรับตามที่เขาบอก พร้อมทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้ภายในใจของชายหนุ่มจะเต้นระส่ำไม่เป็นท่าแล้วก็ตาม
ภาคินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาระหว่างนั่งรถกลับคอนโด วันนี้เขาขอให้คนขับรถที่บ้านมาขับรถให้ เพราะไม่อยากขับด้วยตัวเองเนื่องจากเมื่อคืนที่กลับคอนโดดึกและได้นอนพักผ่อนน้อย
หลังจากที่ประชุมเสร็จจนดึกเหมือนเดิม เขาก็ไม่ได้คุยกับนะทั้งวันอีกแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีเวลาพัก แต่พอคิดว่านะจะยังโกรธตัวเองอยู่หรือเปล่า ก็ไม่กล้าโทรไปทุกที
“พรุ่งนี้นายออกจากคอนโดกี่โมงครับ” คนขับรถพูดขึ้นถามหลังจากขับรถให้เขามาได้สักพัก
“แปดโมง”
ภาคินพูดตอบก่อนที่เขาจะก้มมองโทรศัพท์ของตัวเองอีกครั้ง ใจตอนนี้ของเขาหวังจะปลดล็อกหน้าจอและกดเข้าโทรหานะหลังจากที่เถียงกับตัวเองมาทั้งวัน นะอาจจะหายโกรธเขาแล้วก็ได้
แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น บัญชีไม่ทราบชื่อที่ส่งข้อความเข้ามาในแอปฯ สีเขียวคุ้นตา อดไม่ได้ที่ภาคินจะกดเข้าไปดูข้อความนั้นในทันที
Unknown : Unknown ได้ส่งรูปแล้ว
อ่านแล้ว
