Chapter 05 ความเปลี่ยนแปลง
กับวันหยุดทั้งวันของทั้งคู่ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว นะที่ตื่นแต่เช้าตรู่ส่องหาที่เที่ยวของจังหวัด ทำเอาภาคินที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ จำต้องตื่นขึ้นมาด้วยเพราะแสงไฟอ่อนของหน้าจอโทรศัพท์ที่สาดเข้ารบกวนสายตาตน
ไม่รู้ว่ามีความสุขแบบนี้ครั้งล่าสุดเมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็เที่ยวกันจนเย็นเกือบหมดวันเสียแล้ว คนน้องยังคงงอแงว่าวันนี้ช่างไม่ยุติธรรม ทำไมวันเวลาถึงผ่านไปเร็วมากขนาดนี้ ส่วนภาคินก็ได้เพียงปลอบใจว่าเดี๋ยวคงได้มีโอกาสแบบนี้อีก
“แฮก ๆ อื้ออ~”
เป็นช่วงเกือบสามทุ่มที่คู่รักได้มีอะไรกันก่อนที่ภาคินจะต้องกลับกรุงเทพฯ ภายในคืนนี้แล้ว นะยังคงไม่อยากให้กลับหรอก แต่ก็ไม่ได้รั้งเอาไว้เหมือนรอบที่แล้ว เพราะเข้าใจดีว่าทุกคนก็ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง แถมรอบนี้คนพี่อยู่กับตนเสียนาน งานที่รับผิดชอบคงเพิ่มพูน
กลางกายที่เพิ่งหลุดออกเมื่อครู่แต่ภาคินก็ยังไม่ได้ลงจากการคร่อมร่างคนตัวเล็กกว่าในทันที สองแขนแกร่งยังค้ำยันร่างตนเหนือร่างเปลือยของนะพร้อมกับก้มมองคนรักในวงแขน
“ถ้าถึงบ้านแล้วจะโทรหานะ”
“ไม่เอาเหมือนรอบที่แล้วนะ เป็นห่วง”
แม้รอบนั้นจะมีความน้อยใจที่เต็มเปี่ยม แต่หากเรียบเรียงดี ๆ แล้วกับความรู้สึกน้อยใจตรงนั้น มันมีความเป็นห่วงอยู่เต็มใจด้วยเหมือนกัน ไม่รู้ว่าภาคินเป็นอย่างไรบ้าง ถึงที่โน่นปลอดภัยดีหรือเปล่า
“รู้แล้ว อยู่ตรงนี้ดูแลตัวเองดี ๆ อย่าให้ใครขโมยมึงไปจากกูได้”
“หืม ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ? ใครจะมาแย่งกูไปจากพี่ได้”
ภาคินที่ยังคงจำภาพของพร้อม รุ่นพี่ของนะเมื่อวันก่อนได้เป็นอย่างดี สีหน้าและท่าทางแบบนั้น ทำไมผู้ชายด้วยกันจะมองไม่ออกและเขาก็แอบมั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่านะก็จะรู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองถูกมองด้วยสายตาแบบไหน
“...”
“อ้าวพี่ มันคาใจนะ”
ภาคินที่ลงจากร่างที่คร่อมอยู่ตอนแรกไปอย่างไม่ได้พูดอะไรมันยิ่งทำเอานะรู้สึกคาใจกับสิ่งที่คนพี่พูด ไม่รู้ว่าเขามีอะไรในใจหรือเปล่า แต่สำหรับภาคินที่รู้มาอีกอย่างว่าความจริงแล้ว นะกำลังไม่รู้ตัวอยู่จริง ๆ
“ก็เมียกูน่ารักมากขนาดนี้ ใครจะไม่หวงบ้าง”
หลังจากที่หอมแก้มนุ่ม ๆ ของเมียทิ้งไว้แล้วก็ขยับตัวลงจากเตียงที่นอนอยู่ในทันที นะได้แต่เงียบหน้ามู่ทู่อยู่คนเดียวบนเตียงเหมือนเดิม ภาคินเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าของตัวเองเข้าที่เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตามที่คิดไว้แต่แรก เขาหนีงานมาเมื่อวาน เท่ากับว่าพรุ่งนี้จะทิ้งงานอีกไม่ได้
“ไม่ต้องลงไปส่งนะ จะได้ไม่ขึ้นคอนโดมาคนเดียว”
“งั้นถึงแล้วก็โทรหาด้วยนะ”
ภาคินพยักหน้ารับคนที่นอนห่มผ้าผืนหนาอยู่บนเตียงหลังจากที่เขาแต่งตัวเสร็จก็ไม่ลืมที่จะเดินเข้าใกล้และหอมแก้มของคนรักอีกครั้ง เขาบอกว่าให้นะนอนต่อได้เลย เดี๋ยวประตูจะเป็นคนล็อกให้เอง นะก็ไม่ได้ติดอะไร นอนอยู่ที่เดิมตามที่ภาคินบอกอย่างเชื่อฟัง
วันนี้มันเป็นวันที่โคตรจะมีความสุข มันอาจจะไม่สำคัญว่าเราเที่ยวที่ไหน วันอะไร แต่สำหรับนะแล้ว ที่วันนี้ของเขามันสุดพิเศษก็เพราะคนที่พิเศษอยู่เที่ยวด้วยกันนี่แหละ
- เช้าวันใหม่ -
วันฝึกงานที่บรรจบครบครึ่งตามระยะเวลาทั้งหมดของการฝึกงาน บริษัทใหญ่กับสองพนักงานที่เดินทางมาถึงก่อนใคร นะหลังจากได้นอนเต็มที่ก็ตื่นเช้าเป็นพิเศษ หลังได้รับโทรศัพท์จากภาคินที่เดินทางกลับถึงคอนโดแล้วเจ้าตัวก็นอนหลับไปพร้อมกันทั้งสายยังไม่ถูกตัด
“พี่พร้อมสวัสดีครับ มาเช้าเหมือนเดิมเลยนะพี่”
“เราก็มาเช้านะ วันหยุดพักผ่อนเต็มที่เลยใช่ไหม?”
นะเดินเข้ามาทักพร้อมเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังยืนชงกาแฟอยู่ในห้องอาหาร ระหว่างที่เขาก็กำลังเข้ามาหากาแฟดื่มเหมือนกัน สีหน้าของนะมันเปลี่ยนไปมากจากช่วงหลัง ๆ ที่รุ่นพี่หนุ่มเห็น อดไม่ได้เลยที่จะทักขึ้นแซวตามประสา
“ไม่ค่อยได้พักหรอกครับพี่ แต่พอดีแฟนเดินทางมาหาแล้วได้อยู่เที่ยวด้วยกันครั้งแรกในรอบหลายเดือน”
“อ๋อ ดีแล้ว”
พร้อมพยักหน้ารับก่อนหันกลับไปสนใจกาแฟในแก้วตัวเองเหมือนเดิม รอยยิ้มที่ฉีกออกเต็มที่เมื่อครู่ก็จางหายไปด้วยเหมือนกัน เขาอยากจะยินดีด้วยกับน้องที่ได้มีความสุขขึ้นทันตาเห็นแต่มันก็ยินดีด้วยไม่สุดเพราะเหตุผลส่วนตัวที่ก็ไม่เคยได้บอกให้ใครรับรู้
“แล้ววันหยุดที่ผ่านมาพี่พร้อมไปไหนมาครับหรือว่าพักผ่อน”
“...”
พร้อมยังคงเงียบไม่ได้ตอบคำถามของนะ มือหนาจับช้อนชงกาแฟในแก้วของตัวเองวนอยู่แบบนั้นเรื่อย ๆ จนนะเห็นอดห่วงไม่ได้ว่าอีกคนเป็นอะไรไป
“พี่พร้อมครับ?”
“...”
“พี่พร้อม”
“อือ อะไรนะ?” เรียกอยู่สองสามทีกว่าพร้อมจะได้สติขึ้นมาได้ นะยังเงียบไม่ได้ตอบไปเสียทีเดียวพลางลอบมองสำรวจอาการรุ่นพี่หนุ่มข้าง ๆ ที่กำลังมองตนอยู่
“มีอะไรให้คิดงั้นเหรอครับ พี่เหม่อมากเลยนะเมื่อกี้ ผมอาจจะไม่ใช่คนที่ให้คำปรึกษาใครได้ดี แต่ผมเป็นผู้ฟังที่ดีได้นะ”
สุดท้ายแล้วพร้อมก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้ เขาไม่ได้รู้สึกดีขึ้นแต่ที่หัวเราะออกมาเพราะนะมากกว่าที่ไม่รู้ตัวบ้างเลยว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องที่เขากำลังคิดอยู่เต็มหัวในตอนนี้
“ขอบใจนะ แต่พี่ไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ น่ะสิ”
พร้อมพูดบอกพลางหันมามองทางนะก่อนจับแก้วกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จขึ้นจิบไปด้วย แม้ภายในใจของเขาจะยังขุ่นมัวแต่พร้อมก็คิดว่าคงไม่เอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกับนะอย่างแน่นอน
“งั้นก็อย่าลืมคิดของขวัญวันเกิดด้วยนะครับ เลยวันเกิดพี่มานานพอสมควรแล้วนะเนี่ย”
“อือ พี่ก็เกือบจะลืมไปเลย งั้นเที่ยง...”
“อ่า สักครู่นะครับพี่”
ครืดดดด
เพราะเสียงและจังหวะสั่นของโทรศัพท์ที่อยู่ในกางเกงที่สวมทำเอานะต้องพูดขัดขึ้นไว้ก่อน หากปล่อยอีกคนได้พูดต่อเขาก็อาจจะฟังไม่รู้เรื่องเลยก็ได้ พร้อมพยักหน้ารับก่อนยกกาแฟขึ้นดื่มอีกครั้งปล่อยให้นะได้รับสายที่โทรเข้ามาอย่างสบายใจ
“อรุณสวัสดิ์ครับ ตื่นแล้วเหรอ?”
“...”
พอได้ยินนะพูดเปิดบทสนทนาของเขาออกมาแบบนั้นมันก็พอที่จะเดาได้ว่าคนที่โทรเข้ามานั้นเป็นใคร สุดท้ายแล้วนะก็คุยโทรศัพท์และเดินออกจากห้องอาหารไปเองโดยลืมไปเลยว่ามีคนรอคุยด้วย พร้อมไม่ได้ทักท้วงไว้ปล่อยให้น้องไปและตัวเองก็เดินออกจากห้องนั้นไปยังห้องทำงานของเขาเหมือนกัน
“ตั้งใจทำงานนะ เดี๋ยวว่างแล้วจะส่งข้อความหา”
นะพูดตอบกลับภาคินในประโยคสุดท้ายก่อนที่ทั้งคู่จะวางสายกันไปในที่สุดระหว่างที่พนักงานของบริษัทเริ่มทยอยเข้างานกันมาบ้างแล้วและนะก็เป็นหนึ่งในพนักงานพวกนั้นเหมือนกันที่เริ่มทำงานหลังจากวางสายของคนรักไป
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาภาคินและนะได้โทรคุยกันมากกว่าเมื่อก่อน แต่ดูเหมือนว่าช่วงนี้คนพี่จะทำงานหนักมากขึ้นด้วยโดยคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็สามารถรับรู้ได้
“ถ้าช่วงนี้พี่ไม่มีเวลาก็ไม่ต้องโทรมาบ่อยขนาดนี้ก็ได้นะ กูเข้าใจ”
(ไม่เป็นไร ว่างตอนไหนกูก็โทรหามึงได้ตอนนั้นแหละ)
“แล้วเมื่อคืนได้นอนกี่ชั่วโมง”
(สามชั่วโมง)
สิ้นเสียงตอบนะก็ถึงกับถอนหายใจในทันที เมื่อวันก่อนก็นอนไม่ถึงห้าชั่วโมง พอเมื่อคืนก็นอนเพียงแค่สามชั่วโมงแบบนี้ อีกไม่นานเขาคงได้รับข่าวร้ายของแฟนหนุ่มเป็นแน่
(ไม่อยากคุยกับกูแล้วเหรอ?)
ทำไมจะไม่อยากคุยแล้วทำไมนะจะไม่รู้ว่าที่ภาคินนอนน้อยแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าคุยโทรศัพท์กับเขาอยู่หลายชั่วโมงเกือบทุกวัน หากตัดเวลาที่ใช้คุยกันลงบ้าง ภาคินก็คงจะมีเวลาพักผ่อนมากกว่านี้
แต่ที่ภาคินเป็นแบบนี้ก็มีเหตุผลอีกนั่นแหละ จากเหตุการณ์การไม่เข้าใจกันในช่วงที่ผ่านมา ก็เกิดจากการคุยกันน้อยลงในความสัมพันธ์ หากภาคินไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง เขาก็อาจจะเสียนะไปก็ได้
“เป็นเพราะกู พี่ถึงได้นอนพักผ่อนน้อย”
น้ำเสียงเศร้าเอ่ยบอกผ่านสายสัญญาณโทรศัพท์ ภาคินที่นั่งรอเข้าประชุมอีกห้านาทีข้างหน้าทำได้เพียงยิ้มกับน้ำเสียงที่น่าเอ็นดูของคนรักที่เขาไม่เห็นหน้าในตอนนี้
(ไม่เกี่ยวกับมึงหรอก ช่วงนี้บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงอยู่หลายอย่าง อย่าคิดมากไปเลย ยังไงต่อให้กูจะไม่ได้นอนเลยในวันนั้น กูก็เลือกที่จะโทรหามึงอยู่ดี)
“ไม่ต้องมาทำเป็นปากหวานเลย”
หลังจากที่คุยกันต่อไปได้ไม่นาน ภาคินก็ต้องวางสายไปเข้าประชุมตามที่นัดไว้ เวลาเดินทางเข้าเกือบเที่ยงคืนที่นะและภาคินได้วางสายกัน แต่คนพี่ตอนนี้กลับยังคงต้องทำงานอยู่เหมือนเดิม นะอดห่วงไม่ได้เลยจริง ๆ เรื่องสุขภาพของอีกคนที่จะตามมาภายหลัง เมื่อสองวันก่อน พวกเขาได้คุยกันแล้วว่าสุดสัปดาห์ที่จะถึงคงไม่ได้เดินทางมาหานะ เพราะอย่างที่เห็นว่างานล้นมือผู้บริหารคนใหม่อย่างภาคินเอามาก ๆ แต่จะให้นะงอนเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่ แต่จะให้ทำยังไงได้ในเมื่อความคิดถึงของเขามันทำงานหนักมากขนาดนี้
“หนูนะ ไม่ได้เจอกันนานเลย ผอมเกินไปหรือเปล่าลูก”
“สวัสดีครับคุณแม่ ผอมเกินไปแล้วความหล่อลดลงด้วยหรือเปล่าครับ?”
แม่สามีเอ่ยขึ้นทักทายหลังเดินทางมารับลูกสะใภ้ตนที่สนามบินดอนเมือง หลังจากที่ได้รับสายจากนะว่าสุดสัปดาห์นี้จะเดินทางมาเซอร์ไพรส์ภาคินในวันเกิดของคนรัก ทางคุณแม่ก็ดีใจจนออกหน้าออกตาทำเอาคนในบ้านอดสงสัยกับความแปลกของคุณนายของบ้านนี้ไม่ได้
“ไม่เลยลูก หล่อเหมือนเดิม ฮ่า ๆ”
“คุณแม่ก็น่ารักเหมือนเดิมเลยครับ”
แม่ลูกต่างสายเลือดโผเข้ากอดกันเหมือนอย่างกับทุกครั้งที่ได้พบเจอกัน นะเป็นเด็กที่น่ารักจนคุณแม่ก็เผลอลืมตัวไปหลายครั้งว่านะเป็นลูกแท้ ๆ ของตัวเอง แม้ในอนาคตทั้งคู่จะไม่รู้ว่านะจะสามารถอยู่กับภาคินได้นานขนาดไหน แต่สำหรับพวกเขาทั้งคู่ก็จะยังเป็นแม่และลูกกันเหมือนเดิม
“งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านก่อน แล้วเดี๋ยวแม่จะมาส่งที่คอนโดพี่นะลูก”
“ได้ครับคุณแม่”
เพราะช่วงนี้ภาคินไม่ได้เข้ามานอนที่บ้านเลย ด้วยบริษัทและคอนโดที่อยู่ใกล้กันเลยง่ายต่อการเดินทางไปมาระหว่างที่พักและที่ทำงาน นะเลยเลือกที่จะไปรอเซอร์ไพรส์อยู่ที่คอนโดดีกว่า เพราะยังไงก็มีคีย์การ์ดเข้าห้องอยู่แล้ว
