ตอนที่ 8 เครื่องในตุ๋นกระชับมิตร
เมื่อเดินเข้ารั้วบ้านมาแล้วจ้าวอิงไม่เห็นใครเลย พวกเขาคงจะยังอยู่ที่หลังบ้าน เห็นทางสะดวกเช่นนี้นางจึงรีบเดินเข้าห้องครัวแล้วหยิบทุกอย่างออกมาจากห้วงมิติ จัดทุกสิ่งให้เข้าที่เข้าทาง จากนั้นจึงตั้งเตาต้มน้ำหม้อใหญ่ ๆ สำหรับอาบ อีกเตาตั้งหม้อต้มยาสำหรับพ่อลู่ไว้ แล้วเดินไปทางหลังบ้าน
และก็เป็นอย่างที่นางคิด ทั้งสามคนปู่ย่าหลาน กำลังช่วยกันถอนหญ้าในแปลงปลูกกันอยู่ และน่าจะอยู่ตรงนี้กันมาพักใหญ่แล้ว มองไปรอบ ๆ ไม่เห็นมีกาน้ำสำหรับดื่มอยู่เลย
จ้าวอิงชะงักฝีเท้าไม่เดินเข้าไปหาพวกเขา แต่หันหลังไปตักน้ำร้อนที่ต้มไว้ จากนั้นเติมน้ำตาลลงไป คนให้น้ำตาลละลายดี แล้วยกมาให้ทั้งสามคนที่หลังบ้าน
“ท่านพ่อท่านแม่ดื่มน้ำก่อนเจ้าค่ะ เสี่ยวเป่ามากินน้ำสิ”
จ้าวอิงเรียกทุกคน
เสี่ยวเป่าเมื่อได้ยินเสียงของจ้าวอิงเขาก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากมือแล้ววิ่งเข้ามาหานางทันที
“ท่านแม่กลับมาแล้ว ท่านไปนานมากเลย”
“เสี่ยวเป่าส่งน้ำให้ท่านปู่ท่านย่าก่อนเด็กดี”
จ้าวอิงยกกาน้ำที่ยังร้อนอยู่ขึ้นสูงเพราะกลัวเขาจะชนมันเข้า จากนั้นก็ปล่อยมือออกหนึ่งข้างจูงมือเสี่ยวเป่า พร้อมเดินไปส่งน้ำหวานให้พ่อลู่และจางซื่อ
“ขอบใจเป็นอย่างไรบ้าง”
จางซื่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยออกจะเย็นชาด้วยซ้ำ
“เรียบร้อยดีเจ้าค่ะ ข้าซื้อยาตามเทียบยาของท่านพ่อมาเพิ่มสำหรับห้าวัน รวมทั้งซื้อข้าวและแป้งมาเพิ่มด้วยเจ้าค่ะ มีขนมของเสี่ยวเป่าด้วยนะ”
จ้าวอิงยิ้มตอบ
“ท่านแม่ดีที่สุดเลย”
เสี่ยวเป่าดีใจจนกระโดดโหย่ง ๆ รอบตัวนางเรียกรอยยิ้มในทันใด
“ไปเถอะ ย่าจะไปทำกับข้าว”
จางซื่อลุกขึ้น
จ้าวอิงรีบขัดไว้เพราะวันนี้นางจะทำอาหารยาให้ทุกคนบำรุงร่างกาย
“ท่านแม่ท่านทำงานเหนื่อยทั้งวันแล้ว ข้าจะเป็นคนทำอาหารเอง รบกวนท่านพาเสี่ยวเป่าไปอาบน้ำที ข้าต้มน้ำสำหรับอาบไว้แล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวอิงบอก
จางซื่อมองหน้าจ้าวอิงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้าลงนางหันไปจูงมือเสี่ยวเป่าไปทางพ่อลู่ นางอยากรู้เช่นกันว่าลูกสะใภ้ของนางคนนี้ จะเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่
“ท่านก็พักเถอะเดี๋ยวค่อยเช็ดตัวให้สะอาด”
จางซื่อหันไปบอกกับพ่อลู่
พ่อลู่เพียงส่งเสียงตอบรับในลำคอ จากนั้นก็ค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้น โดยมีจางซื่อและเสี่ยวเป่าช่วยประคองให้ยืนได้มั่นคง
“วันนี้ท่านหมอที่โรงหมอชุ่ยจู๋สอนข้าทำแผลมาด้วยเจ้าค่ะ เพราะอาการของท่านพ่อไม่สู้ดีนัก หลังกินมื้อค่ำเสร็จแล้วค่อยทำแผลให้เจ้าค่ะ ”
“ไม่ต้องหรอกแค่ได้ดื่มยาก็ดีขึ้นเอง” พ่อลู่ปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด
“แต่ข้าบอกอาการของท่านให้ท่านหมอฟัง เขาบอกว่าถ้าไม่ทำแผลดี ๆ อาจจะต้องตัดขาก็ได้นะท่านพ่อ”
“โอ้โห ! ตัดขาออกแล้วท่านปู่จะเดินอย่างไรขอรับ”
เสี่ยวเป่าถามด้วยความกลัวปนสงสัย
จางซื่อไม่พูดอะไรแต่หน้านางซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
“หากท่านปู่ยอมให้แม่ใส่ยาก็ไม่ต้องตัดขาแล้ว”
จ้าวอิงหันไปปลอบเสี่ยวเป่า
“ท่านพี่......” จางซื่อตาแดงก่ำน้ำตากำลังจะร่วงออกมาแล้ว
พ่อลู่หันมองซ้ายขวา สุดท้ายเขาจึงยอมแพ้ “ก็ได้ ๆ ใส่ยาก็ได้ เช่นนั้น ... ข้าจะไปอาบน้ำเสียก่อน”
พูดจบเขาก็เดินกะเผลกออกไปทางห้องอาบน้ำทันที จางซื่อเห็นแบบนั้นจึงให้เสี่ยวเป่าอยู่กับจ้าวอิง ส่วนนางเข้าครัวไปตักน้ำร้อนสามีนางอาบเสียก่อน
ในใจจ้าวอิงก็แอบคิดท้อใจอยู่บ้าง ว่าเหตุใดนางต้องมาพิสูจน์ตัวเองกับคนนอก ที่เดิมทีไม่มีความเกี่ยวข้องกับวิญญาณต่างโลกอย่างนางเลย
แต่เอาเถอะสวรรค์ส่งนางมายังที่นี่และมอบสถานะนี้ให้ นางต้องทำให้ดี อีกอย่างที่นางรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมากคือ ‘ครอบครัว’
ชาติที่แล้วนางเคยมีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ความอบอุ่นนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน พ่อแม่และน้องชายนางตายในอุบัติเหตุรถยนต์ สุดท้ายสมบัติของนางตกเป็นของอาที่เคยแสนดี
ส่วนตัวนางต้องไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สุดท้ายนางเติบโตและกลับไปแก้แค้นให้พ่อแม่และน้องชายสำเร็จ แต่ถึงแม้จะแก้แค้นไปแล้ว แต่ช่วงเวลาเลวร้ายของนางก็ยังอยู่กับนางเช่นเดิม พ่อแม่และน้องชายไม่ได้กลับมา จนวาระสุดท้ายก็ไม่ได้เห็นแม้แต่วิญญาณของคนทั้งสามเลย
คิดได้ดังนั้นนางจึงจูงมือเสี่ยวเป่า เดินไปนำเครื่องในพร้อมขี้เถ้าในเตา พากันไปที่ริมแม่น้ำ และเริ่มลงมือล้างทำความสะอาดทันที ล้างอยู่หลายรอบจนมั่นใจว่าสะอาดดีแล้วจึงกลับมาตั้งเตา ใส่เครื่องตุ๋นยาจีน รอน้ำเดือดอีกครั้งจึงใส่เครื่องในลงไป
ตอนนี้เองที่จางซื่อมารับตัวเสี่ยวเป่าไปอาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนเข้าห้องครัวจางซื่อก็ได้กลิ่นหอมที่ลอยออกมาแล้ว แต่นางก็ไม่ได้ถามอะไร
จ้าวอิงยกหม้อต้มยาที่งวดดีแล้วออกไปพักด้านข้าง และใช้เตานั้นตั้งหม้อต้มข้าว เมื่อเห็นหม้อตุ๋นน้ำเดือด นางเพิ่มต้นหอม ขิง พริกไทย เกลือ เพิ่มรสชาติ ระหว่างตุ๋นเครื่องในนี้
นางทำไข่ตุ๋นเห็ดเพิ่มไปอีก โดยใช้ชั้นนึ่งวางบนหม้ออีกชั้น แล้วอาศัยไอน้ำจากน้ำที่เดือดของหม้อตุ๋น ให้ไข่สุกแล้วนิ่มเหมือนพุดดิ่ง นางทำให้เสี่ยวเป่ากินบำรุงโดยเฉพาะ
นางวางแผนโภชนาการของบ้านนี้ไว้เรียบร้อย แต่แผนการกับทางปฏิบัติค่อนข้างจะสวนทางกัน เพราะนางไม่สามารถหยิบเอาของใช้วัตถุดิบ ออกมาจากห้วงมิติตามใจชอบได้
พรุ่งนี้นางต้องเข้าป่าเพื่อหาของป่า รวมถึงการเจอเห็ดหลินจือ ‘โดยบังเอิญ’ เพื่อนำมันมาให้พ่อลู่และจางซื่อเห็นว่าได้มันมาจากป่าจริง ๆ แล้วนางก็นำเห็ดหลินจือนี้ไปขายได้เงินมา เพียงเท่านี้ก็แก้ปัญหาเรื่องเงินที่จู่ ๆ นางก็มีเงินมีนับร้อยนับพันตำลึงโดยไม่ถูกสงสัยแล้ว
นางวางแผนให้ครอบครัวเพาะปลูกสมุนไพรเพื่อขาย น่าจะยั่งยืนกว่าปลูกข้าวหรือข้าวโพดหรือถั่วเหลืองเหมือนชาวบ้าน อีกอย่างที่ดินที่มีเพียงสองสามหมู่นี้ หากปลูกข้าวโพดหรือถั่วเหลืองผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มทุน
แต่การปลูกสมุนไพรจะต่างออกไป ไม่ต้องใช้บริเวณที่มาก แต่ผลผลิตมีมูลค่าสูงกว่า เมื่อครอบครัวนี้ดำรงชีพด้วยตัวเองได้ รอสามีในนามของนางกลับมาจะได้หย่าไปอย่างสบายใจ
ในความเป็นจริงนางสามารถจากไปได้เลย เพราะนางเป็นวิญญาณจากต่างโลก ไม่มีความผูกพันใด ๆ กับครอบครัวนี้เลย แต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่าต้องช่วยครอบครัวนี้ก่อน ซึ่งนางก็เชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเองมาตลอด
ถึงเวลาอาหารเมื่อจ้าวอิงยกถ้วยแกงมาวางไว้กลางโต๊ะ คนทั้งโต๊ะนั่งมองอาหารด้วยใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ เพราะอาหารวันนี้เป็นเนื้อตุ๋น กลิ่นสมุนไพร กลิ่นเนื้อหอมฟุ้ง ถึงแม้จะดูเนื้อในถ้วยก็รู้ว่าเป็นเพียงเครื่องใน แต่สำหรับทุกคนที่ไม่ได้กินเนื้อและอาหารอิ่มท้องมานานแล้ว เพียงเครื่องในเท่านี้ก็ทำให้จุกอกพูดไม่ออกแล้ว ดวงตาของจางซื่อแดงเรื่อขึ้นมา นางมองหน้าจ้าวอิงแล้วพลันพูดไม่ออก
“นี่…”
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ตอบสนองเสี่ยวเป่าก็โพล่งออกมาก่อน
“หอมมากเลยท่านแม่นี้คืออะไรหรือ”
จ้าวอิงยิ้มแล้วบอกเขาว่า
“นี่คือเครื่องในตุ๋นอร่อยมากนะ เสี่ยวเป่าลองชิมดู”
“เนื้อนี่คือเนื้อใช่ไหมขอรับ เมื่อก่อนมีแค่ท่านอาเล็กกับต้าหนิวเท่านั้นที่ได้กินเนื้อ”
เสี่ยวเป่าผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวยังคงพูดต่อไปตามประสา
จางซื่อที่อดสะท้อนใจไม่ได้ก็น้ำตาไหลออกมาเสียแล้ว เมื่อมองไปยังพ่อลู่เขาเองก็ตาแดงก่ำเช่นกัน จ้าวอิงถอนหายใจอยู่ภายในใจเงียบ ๆ ครอบครัวนี้ยามอยู่บ้านใหญ่ก็เป็นเพียงแรงงานชั้นต่ำเท่านั้น
อุตส่าห์ได้แยกบ้านออกมาเป็นอิสระทั้งที ก็ออกมาอย่างยากลำบาก ถูกคนเอาเปรียบด้วยคำว่า ‘กตัญญู’ มาทั้งชีวิตโดยไม่รู้ตัว ได้รับส่วนแบ่งที่เป็นสมบัติที่เลวที่สุดก็ต้องกัดฟันรับเอาไว้ ความหวังทั้งหมดฝากไว้ที่ลู่เหวินเหยาที่ติดตามอาจารย์ไปเล่าเรียน และตอนนี้เดินทางไปสอบถงเชิงเพื่อไต่เต้าต่อไป
ยังโชคดีที่อาจารย์ท่านนั้นรักลู่เหวินเหยามาก ไม่เพียงไม่เก็บค่าเล่าเรียนยังสนับสนุนอุปกรณ์ทั้งหมดอีกด้วย ดังนั้นถึงแม้ที่บ้านจะยากลำบากเพียงใด ลู่เหวินเหยาก็สามารถเล่าเรียนได้ และยังเขาฉลาดมาอีกด้วย
จ้าวอิงไม่ได้พูดถึงบ้านใหญ่อีก แต่หันไปหาเสี่ยวเป่าที่น้ำลายแทบจะหยดลงมาอยู่แล้ว
“เสี่ยวเป่าลองกินสิ แม้จะเป็นเพียงเครื่องในตุ๋น แต่ก็อร่อยมากทีเดียว แถมยังมีประโยชน์มากด้วย”
จ้าวอิงคีบส่วนไส้ที่ตุ๋นจนเปื่อยให้เสี่ยวเป่า เสี่ยวเป่าไม่รอช้ารีบคีบเข้าปากทันที
“อร่อย อร่อยมากเลยขอรับท่านแม่....เอ๊ะ ท่านย่าท่านเป็นอะไร”
เสี่ยวเป่าที่กำลังจะหันไปบอกย่าของเขาว่าให้รีบกิน ก็เห็นจางซื่อกำลังเช็ดน้ำตาอยู่พอดี จางซื่อเห็นดังนั้นจึงรีบปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วบอกว่า
“ย่าไม่เป็นอะไร น่าจะมีเศษฝุ่นเข้าตาน่ะ”
ตอนแรกสองปู่ย่าเพียงกินข้าวต้มอย่างเดียวไม่กล้ากินเครื่องใน เพราะเคยทดลองเมื่อนานมาแล้วมีแต่กลิ่นคาวชวนให้กลืนไม่ลงจริง ๆ
จ้าวอิงเข้าใจได้นางจึงคีบปอดมากินก่อน ให้พวกเขาเห็นว่ามันกินได้จริง จ้าวอิงเป็นคนอ้วนท้วนใบหน้ากลมมน ตาจึงเล็กหยีเพราะเนื้อเยอะจนบดบังตากลม ๆ ของนาง ตอนที่กินช่างดูอร่อยยิ่งนัก แต่ไม่ดูตะกละตะกลามเหมือนแต่ก่อน
จางซื่อมองจ้าวอิงเพียงรู้สึกว่านางดูไม่เหมือนเดิมแต่ก็เหมือนเดิม ด้วยความที่เป็นคนชนบทไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอันใดจึงปัดความคิดนี้ออกอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดสองปู่ย่าก็มิอาจทนต่อกลิ่นอันหอมหวน และท่าทางการกินที่น่าอร่อยของสองแม่ลูกจ้าวอิงและเสี่ยวเป่าได้อีก จึงเริ่มคีบเนื้อตุ๋นกิน
เมื่อกินคำแรกเข้าไปแล้ว ก็ไม่สามารถหยุดได้อีกเลย รู้ตัวอีกทีแต่ละคนก็อดเก้อเขินไม่ได้ พวกเขากินจนพุงกลมป่องเลยทีเดียว
จ้าวอิงพอใจกับมื้อนี้มาก ถือว่าเป็นมื้อกระชับมิตรที่ดีทีเดียว เพราะบรรยากาศในบ้านเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว
