ตอนที่ 7 ซื้อยาให้พ่อลู่
จ้าวอิงเข้าใจได้ว่าสมุนไพรเหล่านี้มีสรรพคุณทั้งบำรุงเลือด บำรุงช่องท้องกระเพาะลำไส้ แต่ก็อดที่จะมองผู้ดูแลให้มากขึ้นอีกนิดไม่ได้ เขาช่างรอบคอบเสียจริง
“ข้าขอบอกตามตรงว่าตัวข้าเองพอรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง และยังมีสมุนไพรที่ยังเก็บไว้อีก ภายภาคหน้าจะนำมาขายให้โรงหมออีก แต่เก้ารายการที่บอกไปนั้นไม่ขอปิดบัง ข้าจะนำไปทำอาหารเจ้าค่ะ พวกมันเป็นเครื่องตุ๋นบำรุงร่างกาย ให้กับคนในครอบครัวข้าเอง”
จ้าวอิงบอกออกไปครั้งเดียวรวมสามเรื่องด้วยกันคือ หนึ่งนางมีความรู้เรื่องสมุนไพร สองนางต้องการร่วมมือค้าขายกับโรงหมอ และสามนางมีความสามารถทำอาหารเป็นยาได้
เถ้าแก่และผู้ดูแลเป็นคนฉลาด เพียงฟังก็เข้าใจได้ทันทีเถ้าแก่จึงเอ่ยว่า
“ข้ามีนามว่าฟางหร่ง ส่วนท่านนี้คือผู้ดูแลหลิว หากต่อไปท่านมาโรงหมออีกติดต่อผู้ดูแลหลิวได้เลย”
“เถ้าแก่ฟาง ท่านหลิว ข้าจ้าวอิงสามีข้าแซ่ลู่อยู่ที่หมู่บ้านตระกูลลู่เจ้าค่ะ”
“จ้าวซื่อไม่ต้องเกรงใจ ท่านรอสักครู่ข้าจัดยาที่ท่านต้องการให้ก่อน”
“ข้าขอเสียมารยาทเพราะทิ้งคนไข้ไว้ต้องขอตัวก่อน”
“มิต้องเกรงใจข้าเจ้าค่ะ เชิญเถ้าแก่จัดการธุระของท่านเถิด”
ผู้ดูแลหลิวกล่าวแล้วก็หันหลังไปจัดการยา เถ้าแก่ฟางเดินกลับไปที่ห้องตรวจโรคแล้วเช่นกัน เพราะเขาทิ้งคนไข้ที่อาการไม่หนักรออยู่
ระหว่างนี้จ้าวอิงเดินดูไปรอบ ๆ ห้องโถง
‘อืม...ช่างดูเรียบง่าย โปร่งโล่ง อากาศถ่ายเทดี จัดยาเป็นระเบียบ ไม่มีฝุ่นสักนิด ไม่ปกติสำหรับหมอบ้านนอกเท่าไหร่’
หากคาดไม่ผิดเถ้าแก่ฟางผู้นี้ไม่น่าจะเป็นสามัญชนธรรมดาน่าจะเป็นคุณชายตระกูลใหญ่มีเหตุให้ต้องระเห็จมาอยู่พื้นที่ห่างไกลเช่นนี้
‘ดูเหมือนนางจะจินตนาการตามนิยายมากเกินไปแล้ว’
จ้าวอิงหารู้ไม่ว่าที่นางคาดเดาค่อนข้างตรงกับความเป็นจริงเลยทีเดียว...
“ได้แล้ว ๆ เก๋ากี้,ตังกุย,ฮ่วยซัว,ชวงเกียง,เง็กเต็ก,ชะเอม,อึ่งคี้,ตังเซียม อย่างละสองเฉียน เฉียนละห้าสิบอีแปะ รวมแล้วเป็นเก้าร้อยอีแปะ ส่วนเทียบยานี้สำหรับห้าวันเป็นห้าตำลึงเงิน ในอนาคตแม่นางจ้าวมาเป็นคู่ค้ากับโรงหมอชุ่ยจู๋ของเราอีก จึงคิดเพียงห้าตำลึงเท่านั้นที่เหลือถือเป็นน้ำใจที่ท่านนำโสมเห็ดหลินจือชั้นดีมาให้พวกเรา”
ยังคงเป็นผู้ดูแลหลิวที่มาคิดเงินและส่งสมุนไพรให้นาง วันนี้ขายสมุนไพรที่ไม่ต้องลงแรงไปเสาะหา ได้เงินมาถึงหนึ่งพันสองร้อยตำลึงเงิน แถมยังได้ส่วนลดจากการซื้อยาของพ่อลู่เพิ่มแบบนี้ จ้าวอิงยินดีรับน้ำใจนี้ไว้
“ข้าขอไม่เกรงใจแล้วนะเจ้าคะ หากมีสมุนไพรอีกจะนำมาขายที่โรงหมอแห่งนี้เจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจไปพวกเราล้วนได้ประโยชน์มิใช่หรือ”
“งั้นขอลาก่อนแล้วเจ้าค่ะผู้ดูแลหลิว”
หลังจากรับสมุนไพรแล้ว จ้าวอิงก็นำมันใส่ไว้ในตะกร้าที่แบกมา แล้วเดินออกไปยังตลาดที่อยู่อีกไม่กี่ตรอกถัดไป
นางต้องการวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสสำหรับทำอาหาร ผ้าสำหรับตัดชุดใหม่ให้คนทั้งบ้าน ไหนจะผ้าปูที่นอนและผ้าม่านอีก ยกเว้นของนางเอง ต้องรอให้ผอมกว่านี้แล้วกัน ค่อยซื้อหายังไม่สายเกินไป
นางเดินซื้อเครื่องปรุงรสจากสองสามร้านที่ขายคล้าย ๆกัน ที่น่าสนใจมากสำหรับนาง คือยุคนี้มีซอสเค็มหรือซีอิ๊วรวมถึงเต้าเจี้ยว สุราเปรี้ยวหรือก็คือน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวนั่นเอง นางซื้อมาอย่างละเล็กน้อยเพราะไม่มีภาชนะบรรจุ ที่ร้านมีเพียงไหและกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ เท่านั้น และยังซื้อน้ำตาลข้าวสาร แป้งข้าวสาลีมาอีกด้วย
เมื่อเดินออกจากร้านขายเครื่องปรุง นางตรงไปยังเขียงหมูเป็นสถานที่ต่อไป ราคาของเนื้อสัตว์ในยุคนี้กระดูกและเครื่องในแทบไม่มีราคา เพราะไม่เป็นที่นิยม การจะทำออกมาเป็นอาหารนั้นก็ยาก ทั้งการทำความสะอาดกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้หมดไปนั้นยากยิ่ง
ผู้คนที่สามารถซื้อเนื้อได้ หรือเก็บเงินเพื่อซื้อเนื้อสักครั้งก็จะเลือกเอาส่วนที่เป็นเนื้อแดงหรือติดมันแทน เพราะอร่อยและทำง่ายกว่ามาก
จ้าวอิงซื้อกระดูกมาทำซุป รับเอาเครื่องในทั้งหมดมาและซื้อเนื้อหมูสามชั้นที่มีชั้นไขมันมาด้วยหลายชั่ง คนที่ขายเนื้อหมูเห็นนางเอากระดูกและเครื่องในทั้งหมดก็ดีใจมาก เพราะวันนี้เขาไม่ต้องทิ้งกระดูกและเครื่องในหรือแถมให้ผู้ซื้อไป
“ฮูหยินท่านนี้ข้าแถมกระดูกนี้ให้ท่านแล้วกัน คิดเพียงเนื้อหมูและเครื่องในก็พอแล้ว วันหลังท่านมาอีกข้าก็จะแถมให้อีก”
“ขอบคุณท่านลุงเจ้าค่ะ ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ ไว้ครั้งหน้ามาอีกข้าจะมาซื้อเนื้อที่เขียงของท่านอีก”
“ฮ่า ๆ ๆได้เลย ๆ”
คนขายเนื้อหัวเราะร่าดูอารมณ์ดียิ่งนัก
จ้าวอิงซื้อเนื้อกระดูกและเครื่องใน ไปมากมายขนาดนี้ก็เพื่อนำไปบำรุงร่างกายอีกสามคนที่บ้านนางตอนนี้นั่นเอง พวกเขาแทบไม่มีเนื้อหนัง ผิวเหลืองซีดขาดสารอาหารอย่างรุนแรง จะมีอะไรที่บำรุงเนื้อหนังคนเราได้ดีกว่าเนื้ออีกเล่า นางต้องการจะขุนให้คนในบ้านอ้วนท้วนสักหน่อยจะได้ดูเจริญหูเจริญตากว่านี้
ระหว่างทางเดินผ่านตรอกเพื่อไปยังร้านอื่น ๆ จ้าวอิงหาที่ที่ไม่มีคน โยนเนื้อและเครื่องปรุงของหนัก ๆทั้งหลายเข้าไปในห้วงมิติรวมถึงเงินถุงนั่นด้วย
และที่สุดท้ายที่นางเดินไปคือร้านขายผ้าที่มีอยู่สองสามแห่ง นางเลือกสุ่มเข้าไปที่ร้านตรงกลาง แต่นางซื้อไม่ได้มากนักเพราะนางเลือกไม่เป็น เมื่อต้องการจะสอบถามคนงานที่ดูแล แต่เขาคงรังเกียจที่นางดูยากจน ตอบนางแบบขอไปที เมื่อมีลูกค้าเข้ามาใหม่เขาก็ทิ้งนางไว้แล้วไปต้อนรับคนอื่นทันที
จ้าวอิงเพียงคิดว่าไหน ๆ ก็เข้ามาแล้วจึงได้ซื้อเพียงผ้าฝ้ายมาสองพับเท่านั้น ไว้นางค่อยให้แม่สามีนางเป็นผู้เลือกจะดีกว่า หรือครั้งหน้าค่อยไปร้านอื่นก็แล้วกัน เพราะเวลาล่วงเลยมานานแล้วหากนางยังไปร้านอื่นอีกคงกลับถึงบ้านมืดค่ำเสียก่อน
ก่อนจะเดินกลับหมู่บ้านลู่ ออกจากตำบลนางก็หาซอกที่ลับตาคนโยนของเข้าห้วงมิติ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้งเพื่อเรียกกำลัง แล้วออกก้าวเดินไปตามเส้นทางเดิมที่ออกมาตอนเช้าอีกครั้ง
ระหว่างเส้นทางกลับหมู่บ้านนั้น นางเจอเกวียนวัวของลู่เกิงที่กำลังกลับเข้าหมู่บ้านเช่นกัน เมื่อคนบนเกวียนเห็นจ้าวอิงต่างมองอย่างไม่เชื่ออยู่บ้าง
‘หญิงอ้วนนางนี้ ออกมาเดินเองได้ด้วยหรือ ช่างน่าแปลกเกินไปแล้ว’
นอกจากหลาย ๆ คนที่ไม่ชอบหน้าจ้าวอิงอิงแล้ว บนเกวียนนี้ยังมีป้าสะใภ้สาม อยู่บนเกวียนด้วย เมื่อนางเห็นจ้าวอิงจึงตะโกนถามจ้าวอิงขึ้น
“ภรรยาเหวินเหยาเจ้าไปตำบลมาหรือ”
ป้าสะใภ้สามถาม
จ้าวอิงเห็นป้าสะใภ้สาม ก็จำได้ว่าป้าสะใภ้สามคนนี้รักเอ็นดูลู่เหวินเหยาและเสี่ยวเป่าอย่างมาก
ป้าสะใภ้สามคนนี้เป็นภรรยาของลู่เกาจวิ้นลูกชายคนที่สามของปู่ใหญ่ลู่เจิ้น บ้านต้นตระกูลของพ่อลู่ พวกนางจึงได้เรียกขานนางว่าป้าสะใภ้สามหรือป้าสาม ป้าสะใภ้สามเองถึงจะไม่พอใจจ้าวอิงอิงนัก แต่นางก็ไม่เคยกล่าวหาว่าร้ายนางสักครั้ง จ้าวอิงจึงรู้สึกดีกับป้าสะใภ้คนนี้มาก
“ใช่เจ้าค่ะป้าสะใภ้สามข้าเข้าไปซื้อยาให้ท่านพ่อเจ้าค่ะ”
จ้าวอิงตอบ
“โอ้ ลู่เกิงหยุดก่อน ๆ ให้อาอิงขึ้นมาด้วยกันข้าออกค่านั่งของนางให้เอง”
ป้าสะใภ้สามรีบตบข้าง ๆ เกวียนแล้วตะโกนบอกให้หยุดเกวียน
จ้าวอิงตกใจหันไปมองป้าสะใภ้สามพร้อมกล่าว
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อีกไม่ไกลแล้วข้าเดินได้”
ป้าสะใภ้สามยังไม่ทันได้ตอบ ก็มีเสียงหญิงที่นั่งมาในเกวียนกับนางดังขึ้นมาเสียก่อน
“เหอะ!ใครอยากให้เจ้าขึ้นมา อ้วนขนาดนี้เกวียนวิ่งไม่ไหวพอดี”
จ้าวอิงหันไปมองคนพูดพบว่าคนที่พูดคือหลานซื่อ ภรรยาลู่เกาเจ้าของเกวียนวัวคันนี้นั้นเอง
จ้าวอิงไม่ตอบโต้ ไม่กล่าวสิ่งใด นางเพียงมองป้าสะใภ้สามแล้วพยักหน้าขอบคุณนาง จากนั้นก็แบกตะกร้าแล้วออกเดินออกไปตามทางโดยไม่หันไปมองเกวียนอีก
ป้าสะใภ้สามเห็นดังนั้นก็ไม่ดึงดันอีก ส่วนเกวียนก็ออกเดินต่อแซงหน้าจ้าวอิงเข้าหมู่บ้านไป บนเกวียนป้าฮวาที่ยังจับจ้องจ้าวอิงที่กำลังเดินตามหลังมา พร้อมกพูดขึ้นมา
“จ้าวอิงอิงนางแปลกไปหรือไม่ ถ้าเป็นทุกครั้งเจ้าต้องโดนนางด่ากราดแล้วแน่นอน วันนี้นางเงียบผิดปกติแถมยังเดินไปซื้อยาให้พ่อสามีนางอีกด้วย สวรรค์หรือว่าข้าฟังผิดไป”
หลานซื่อที่ได้ฟังป้าฮวาพูดเช่นนั้นนางก็เบ้ปากอย่างแรง
“ไม่มีทางที่นางอ้วนนั้นจะเปลี่ยนไป คงเห็นลู่เหวินเหยาไปสอบแล้วคงคาดหวังจะได้เป็นฮูหยินขุนนางกระมัง”
“ใช่ ๆ อาจจะเพราะนางเดินจนหมดแรงแล้วก็ได้ ถึงได้ไม่มีแรงเหลืออีกแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”
ป้าอีกคนที่นั่งข้าง ๆ ก็กล่าวสมทบ
ป้าสะใภ้สามก็ได้แต่ฟังคนบนเกวียนนินทาจ้าวอิง แต่ถึงนางจะไม่ได้พูดปกป้องจ้าวอิง นางก็ไม่ได้ร่วมผสมโรงด้วย นางเพียงนั่งเงียบ ๆ คิดบางอย่างในใจ
ทางด้านจ้าวอิงนางได้ยินเสียงแว่วมาไกล ๆ นางมีประสาทสัมผัสดีเยี่ยมนางจึงจับใจความสำคัญที่ถูกนินทาเหล่านั้นได้ แต่ถึงได้ยินต่อหน้านางก็หาได้เอามาใส่ใจ
จ้าวอิงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก กว่าที่นางจะกลับถึงบ้านก็ถึงเวลาต้องเตรียมอาหารเย็นแล้ว และตัวนางเองก็หิวมากเช่นกัน วันนี้ได้กินเพียงมื้อเช้าเท่านั้น เพราะกลัวจะกลับบ้านมืดค่ำจึงไม่ได้แวะหาอะไรกินที่ตลาด ทำได้เพียงหยิบเอาองุ่นออกมาจากห้วงมิติกินรองท้องระหว่างเดินกลับเท่านั้น
