1
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา” คนที่เพิ่งจะปวดหัวกับฤทธิ์เดชของสาวสวยที่อ่อนวัยกว่าเขาถึงสิบปีเอ่ยอนุญาตคนที่มายืนเคาะประตูห้องทำงานของตน ทันทีที่ได้รับอนุญาตหนุ่มสเปนหน้าตาคมคายไม่แพ้คนเป็นนายนามว่าแซมมวล วิเซนเต้ก็เดินเข้ามา
“ทะเลาะอะไรกับคุณเดียร์หรือครับ? เห็นเธอเดินหน้าตูมออกไป” แซมมวลถามได้อย่างสนิทปาก เพราะทำงานกับเจ้านายมานานและก็พอจะรู้จักกับน้องสาวเพื่อนสนิทของเจ้านาย ซึ่งพักหลังๆ ดูจะได้เจอกันบ่อยเนื่องจากฝ่ายนั้นมาเรียนต่อปริญญาโทที่ไมอามีอันเป็นเมืองที่เจ้านายใช้เป็นที่พำนัก
“ช่างเถอะ” คนเป็นนายโบกมืออย่างต้องการจะบอกว่าไม่อยากจะพูดเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่นายมีอะไร?”
“นายโฆเซ่ กัสตาโวโทร.มาครับ” แซมมวลรายงาน เมื่อมาเฟียชาวคิวบาที่ย้ายมาอาศัยในไมอามีโทร.สายตรงมาหาเจ้านายของเขา “ผมโอนสายเข้ามาให้แล้ว”
“ขอบใจ” คนเป็นนายบอกกับลูกน้องคนสนิท ก่อนเอื้อมมือไปถือกระบอกโทรศัพท์มาแนบหู “สวัสดีครับคุณกัสตาโว ต้องขอโทษด้วยนะครับที่รับสายช้า พอดีผมติดธุระกับคู่ค้าอยู่”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจ... นักธุรกิจใหญ่ก็อย่างนี้ มีงานรัดตัว” โฆเซ่บอกอย่างคนที่รอบจัดไม่แพ้กัน ก่อนที่จะเปิดประเด็นธุระที่ทำให้เขาต้องโทร.มาในวันนี้ “แต่ถึงจะอย่างนั้นคุณก็ยังเสียสละอันมีค่าแวะมาหาผมถึงที่ผับ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรจะให้ผมรับใช้เหรอครับ?”
“อย่าเรียกว่ารับใช้เลยครับ เรียกว่าร่วมทำธุรกิจกันจะดีกว่า” หนุ่มอเมริกันบอกกับหนุ่มใหญ่จากคิวบาด้วยน้ำเสียงติดตลกนิดๆ
“ร่วมธุรกิจ? ทำไมล่ะครับ? ในเมื่อพ่อของคุณก็เป็นเจ้าของสถานบันเทิงหลายแห่งทั้งในฟลอริด้าและลาสเวกัส แถมคุณเองก็ยังเป็นเจ้าของบริษัทเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของอเมริกาอีกด้วย?” โฆเซ่แสร้งทำน้ำเสียงฉงนราวกับไม่เข้าใจความนัยที่อีกฝ่ายส่งมาให้
“ไม่เอาน่า... คุณกัสตาโว! คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้หมายถึงธุรกิจสถานบันเทิงที่คุณเป็นเจ้าของอยู่” ปิศาจแห่งไมอามีเริ่มวาดลวดลายในการเจรจา “เด็กที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจยังรู้เลยว่านับประสาผับเพียงไม่กี่แห่งที่คุณมีอยู่ในครอบครองน่ะมันไม่สามารถทำให้คุณร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำอย่างนั้นได้หรอก ผมทราบมาว่าคุณมีธุรกิจลับๆ อย่างอื่นที่ทำเงินได้ดีกว่าสถานบันเทิงของคุณ แต่ที่ผมโทร.มาเนี่ยไม่ใช่เพราะต้องการแบล็กเมล์คุณหรอกนะครับ เพียงแต่ผมเองก็กำลังสนใจรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ อันนี้เหมือนกัน เลยอยากจะรู้ว่าพอจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะมีโอกาสได้ร่วมทำธุรกิจกัน?”
“แหม... ช่างเป็นเกียรติจริงๆ เลยนะครับ” โฆเซ่บอกเสียงเหมือนยินดีเสียเต็มประดาที่นักธุรกิจใหญ่ต้องการเป็นหุ้นส่วนกับเขา แต่ในใจก็ยังไม่คลายระแวงว่าอีกฝ่ายคิดจะมาไม้ไหนกันแน่? บนโลกธุรกิจมืดไม่มีใครไว้ใจใครได้หรอก ดังนั้นระวังตัวเอาไว้เป็นดีที่สุด “เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่รังเกียจล่ะก็ เชิญมาทานอาหารที่บ้านของผมดีไหมครับ เราจะได้คุยเรื่องนี้กันอีกที ผมไม่ชอบเจรจาธุรกิจผ่านโทรศัพท์เท่าไหร่”
“ได้แน่นอนครับ ว่าแต่คุณสะดวกเมื่อไหร่?” หนุ่มอเมริกันไม่หยี่หระกับการที่ต้องเข้าไปเยือนถ้ำเสือของอีกฝ่าย ด้วยมั่นใจว่าโฆเซ่ไม่กล้าทำการอุกอาจกับคนที่เป็นนักธุรกิจใหญ่และมีเส้นสายไม่แพ้มาเฟียต่างชาติอย่างตัวเองแน่ๆ
“เอาเป็นคืนวันเสาร์ที่จะถึงนี้ดีไหมครับ? คุณจะได้มาทำความรู้จักกับครอบครัวของผมด้วย” อีกฝ่ายเสนอ
“ตกลงครับ แล้วเจอกันคืนวันเสาร์ สวัสดีครับ” รอให้อีกฝ่ายบอกลาอย่างเป็นทางการ มือหนาจึงวางโทรศัพท์เอาไว้บนแป้นที่เดิม
“ตกลงไปอย่างนั้นจะดีหรือครับนาย?” แซมมวลถามอย่างเป็นกังวลกับการที่เจ้านายจะไปทานอาหารเย็นที่บ้านมาเฟียชาวคิวบาที่ทั้งเขาและเจ้านายต่างก็รู้ว่ามันอันตรายแค่ไหน
“นายจะกลัวอะไร? ฝ่ายนั้นไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหรอก ในเมื่อตระกูลเบรเดนเองก็มีอำนาจและเส้นสายในรัฐนี้มากพอๆ กับนายโฆเซ่ เผลอๆ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ” คนเป็นนายบอกด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจและไม่มีความกริ่งเกรงกับการเผชิญหน้ามาเฟียสุดโหดที่ทางรัฐบาลต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งในเวลานี้ “อีกอย่าง... ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือก็คงจะไม่มีวันได้ลูกเสือ”
“แต่ยังไงก็น่ากังวลอยู่ดีนะครับ ถ้าฝ่ายนั้นคิดจะเล่นตุกติก...”
“มันไม่กล้าหรอก” ชายหนุ่มตัดบท ก่อนเอ่ยปากไล่เมื่อต้องการสมาธิในการทำงาน “มีอะไรทำก็ไปทำไป”
“ครับ” แซมมวลรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนใจนายได้ จึงทำเพียงโคลงศีรษะรับคำก่อนหมุนกายเดินออกไปจากห้องทำงานของอีกฝ่าย
ออสติน เบรเดนปล่อยความคิดของตัวเองให้ล่องลอยไปอยู่กับเรื่องของหญิงสาวที่ออกไปจากห้องก่อนที่ลูกน้องของเขาจะเข้ามาอีกครั้ง เขารู้ว่าเธอคงไม่ทันยั้งคิดหรือบางทีอาจเป็นเพราะเธอนับถือเขาเป็นเหมือนญาติในครอบครัวคนหนึ่งนั่นแหละที่ได้กล้าขออะไรบ้าๆ นั่นออกมา
รีฮันน่าห์ แม่ของเขาเป็นเพื่อนสนิทกับดาหลา แก้วกานต์ เนื่องจากไปทำงานเป็นครูพิเศษที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศไทยซึ่งดาหลาก็เป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่นั่น ทั้งคู่จึงค่อนข้างสนิทกันเพราะสามารถสื่อสารกันได้รู้เรื่อง หลังจากนั้นไม่ถึงปีแม่ของเขาก็ได้พบกับอีริค เบรเดน ทายาทคนเดียวของตระกูลเบรเดนที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเป็นมาเฟียในเขตรัฐฟลอริด้าและลาสเวกัส เนื่องด้วยเป็นเจ้าของบ่อนคาสิโนและสถานบันเทิงหลายแห่ง บ้างก็ว่ากันว่าตระกูลเบรเดนเป็นตระกูลเก่าแก่พอๆ กับรัฐฟลอริด้าซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1845 หรือเมื่อหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ดปีก่อน
บ้างก็ซุบซิบกันอีกว่าครอบครัวเบรเดนแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งอำนาจทางการเมืองแต่ก็เป็นแหล่งทุนทรัพย์สำคัญสำหรับนักการเมืองท้องถิ่นหลายๆ คน นั่นทำให้ตระกูลเบรเดนกลายมาเป็นมาเฟียแห่งฟลอริด้าได้โดยไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจมืด และแน่นอนว่าไม่มีใครกล้าแหยมกับตระกูลนี้เพราะนอกจากจะมีเส้นสายแล้ว ยังขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด สามารถกำจัดศัตรูที่มาก่อปัญหาได้โดยไม่มีใครกล้าเอาเรื่องอีกด้วย ซึ่งออสตินก็ได้รับถ่ายทอดลักษณะนิสัยโดดเด่นนั้นมาจากต้นตระกูล จนได้รับการขนานนามว่า “เจ้าชายปิศาจ” แต่เขาไม่คิดจะทำร้ายใครก่อน ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อปกป้องตัวเองและคนของเขา
รีฮันน่าห์ขอให้อีริคอยู่ที่ประเทศไทยด้วยกันจนกระทั่งลูกชายนามว่าออสตินอายุได้สิบขวบ เพราะยังอยากอยู่กับเพื่อนและรักงานสอนที่ทำ ซึ่งอีริคก็ไม่ขัดข้อง เพราะยังไม่ต้องเข้ารับหน้าที่ดูแลธุรกิจของครอบครัวอย่างเป็นทางการ ออสตินถูกเลี้ยงให้เติบโตมาพร้อมๆ กับดนุพงศ์ลูกชายของดาหลาเนื่องจากทั้งคู่อายุเท่ากัน จึงได้เรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่พอถึงวัยที่จะเข้าเรียนมัธยมต้น อีริคก็ต้องย้ายมารับหน้าที่ดูแลธุรกิจนับตั้งแต่นั้น นั่นทำให้ออสตินต้องย้ายมาอยู่ที่อเมริกา แต่กระนั้นรีฮันน่าห์ก็พาลูกชายกลับไปเยี่ยมดาหลาทุกครั้งที่มีโอกาส และออสตินก็ได้รู้จักกับดรัลพร แก้วกานต์ น้องสาวของดนุพงศ์ที่มีอายุห่างจากพี่ชายถึงสิบปี จนกระทั่ง... เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นในช่วงที่เขาอายุได้ยี่สิบสามปี
ชายหนุ่มหลับตาแล้วนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อน เขากับแม่ไปเยี่ยมดาหลาที่บ้านสวนของอีกฝ่ายซึ่งมีคลองน้ำอยู่ด้านหลังสวน ขณะนั้นใกล้จะพลบค่ำแล้ว เขากับดนุพงศ์ถูกผู้ใหญ่สั่งให้ตามหาดรัลพรในวัยสิบสามปีที่หนีออกจากบ้านเพราะงอนที่ดาหลาไม่ยอมให้ไปเที่ยวกับเพื่อนในตัวเมือง
